ภาพที่เห็นทำให้ซูอี้หว่านถึงกับหยุดชะงัก จากนั้นคิ้วเรียวก็ขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
ซูอี้โจวยังคงยืนยันด้วยสีหน้ามั่นใจ"ข้าเป็นคนดีขนาดนี้ ไม่มีทางจับไม่ได้หรอก!"
เมื่อกล่าวจบรออยู่ครู่หนึ่งก็ไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากซูอี้หว่าน เขาจึงหันขวับไปด้วยความสงสัยภาพที่เห็นคือซูอี้หว่านกำลังขมวดคิ้วยุ่ง จึงเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่ว"หว่านหว่าน?"
ซูอี้โจวแตะแขนนางเบาๆและมองตามสายตาน้องสาวไปด้วยความสงสัย แล้วก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย“นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน?”
หญิงหลังค่อมที่อยู่ข้างหน้าถ้ามิใช่จ้าวเสี่ยวชุ่ยแล้วจะเป็นใครไปได้?
ขณะนี้นางกำลังแบกกระบุงใหญ่มุ่งหน้ามาทางนี้ขอบกระบุงสูงเกินศีรษะของนางเสียอีก ด้านในมิรู้ว่าบรรจุสิ่งใดไว้ดูท่าทางเต็มแน่น และมีน้ำหนักมาก
ทั้งสองสบตากันในดวงตาของแต่ละคนต่างแฝงไปด้วยความสงสัย ก่อนหน้านี้ที่ประตูเมืองมิใช่มีคนบอกว่าพวกผู้อพยพล้วนไปยังเมืองเหมียวที่อยู่ข้างเคียงแล้วหรือจ้าวเสี่ยวชุ่ยไฉนจึงยังอยู่ที่นี่?
เพียงชั่วครู่จ้าวเสี่ยวชุ่ยก็เหลือบมาเห็นพวกเขา แล้วชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นจึงเร่งฝีเท้าเดินเข้ามา
"...น้องสะใภ้ อี้หว่าน อาโจว" เมื่อเดินเข้ามาใกล้จ้าวเสี่ยวชุ่ยก็มองเห็นพวกเขาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เห็นทั้งสามคนแต่งกายเรียบร้อยเสื้อผ้าบนร่างก็เป็นของใหม่ ล้วนแต่ทำจากผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดบ้านรองตระกูลซูดูเหมือนจะร่ำรวยขึ้นแล้ว...
เมื่อคิดถึงวันเวลาที่ต้องเผชิญจิตใจของจ้าวเสี่ยวชุ่ยก็ปวดร้าวราวกับถูกกรีดความรู้สึกอิจฉาริษยาพลันก่อตัวขึ้นในใจอย่างไม่รู้ตัว
จ้าวเสี่ยวชุ่ยเม้มริมฝีปากแล้วเลื่อนมือไปจับสายสะพายของกระบุง ยกมันขึ้นเล็กน้อยก่อนจะถามพวกเขาด้วยรอยยิ้มว่า "พวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?"
ถึงแม้ว่าสีหน้าของนางจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วความริษยาเพียงเล็กน้อยนั้นแวบขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาทีแต่ก็ยังไม่อาจรอดพ้นสายตาอันเฉียบคมของจางอ้ายหลิน
นางแย้มยิ้มตอบกลับไป"พวกเรากลับมาจับปูขนกัน ก็อาโจวเด็กคนนี้น่ะสิบ่นว่าอยากกินอีกแล้ว"
จางอ้ายหลินไม่ได้บอกความจริงทั้งหมดนางลอบสังเกตท่าทางของจ้าวเสี่ยวชุ่ยอย่างเงียบงัน รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้า“พี่สะใภ้ไปเก็บฟืนมาหรือ?”
"ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าทุกคนไปเมืองเหมียวที่อยู่ข้างเคียงกันหมดแล้วข้ายังคิดว่าพวกท่านก็ไปกันหมดแล้ว ไฉนจึงยังอยู่ที่นี่?"
ทันทีที่ได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นรอยยิ้มที่จ้าวเสี่ยวชุ่ยพยายามฝืนไว้ก็เลือนหายไปจากใบหน้านางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ "น้องสะใภ้พวกเจ้าอยู่ในเมือง ไม่ทราบว่าได้พบเจอกับฉินเอ๋อร์บ้างหรือไม่ นาง...นางสุขสบายดีหรือเปล่า"
"ฉินเอ๋อร์... ซูอี้ฉินงั้นหรือ?" จางอ้ายหลินชะงักไปจากนั้นจึงมองไปอย่างสงสัย "เด็กคนนั้นมิได้อยู่กับท่านหรือ?"
เมื่อเห็นท่าทีของจางอ้ายหลินเช่นนี้จ้าวเสี่ยวชุ่ยก็มิมีสิ่งใดให้สงสัยแล้วเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายมิได้พบเจอกับซูอี้ฉินในเมือง
ยามนั้นท่านหลงส่งคนมาตามเล่าว่าพวกซูอี้หว่านกำลังร่ำรวยขึ้น เปิดแผงขายอาหารอยู่ในเมืองกิจการเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก
เมื่อซูไท่ไท่ได้ยินก็พลันกริ้วโกรธด่าทอไม่ยอมหยุดหย่อนกล่าวว่าพวกบ้านรองปีกกล้าขาแข็งเมื่อกินดีอยู่ดีก็กลับทอดทิ้งนางและบ้านใหญ่ไว้เบื้องหลังนางตั้งใจจะตามคนผู้นั้นเข้าไปในเมือง หมายจะสั่งสอนพวกบ้านรองให้เข็ดหลาบ
ในตอนนั้นคนที่ท่านหลงส่งมาแม้จะมิได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าจะมาหาซูไท่ไท่ทำไมเพียงแต่จ้าวเสี่ยวชุ่ยก็สามารถคาดเดาได้ ตามนิสัยของแม่สามีผู้นี้เมื่อไปถึงย่อมต้องหาเรื่องก่อกวนพวกบ้านรองไม่ผิดแน่
ตราบใดที่ยังมิได้เห็นคนบ้านรองปั่นป่วนจนวุ่นวายไปทั่วซูไท่ไท่ก็คงมิยอมเลิกรา
จ้าวเสี่ยวชุ่ยรู้เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นอย่างดีหากแต่มิได้ขัดขวาง ประการหนึ่ง เพราะนางมิอาจเปลี่ยนแปลงความคิดของซูไท่ไท่ได้
ประการสองหากซูไท่ไท่สามารถขอเงินจากบ้านรองมาได้บ้างชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาก็คงจะดีขึ้นไม่น้อยหากสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับบ้านรองได้ นั่นก็จะยิ่งดีกว่า
ถึงแม้จะดูเหมือนว่าการทำเช่นนี้จะไม่เป็นผลดีต่อบ้านรองนักทว่าจ้าวเสี่ยวชุ่ยคิดในใจว่า ครอบครัวนางมีกำลังคนมากพอถึงเวลานั้นย่อมไม่เป็นภาระให้ใครต้องเลี้ยงดูจะช่วยบ้านรองจัดการงานบ้านงานเรือนทุกอย่างให้เรียบร้อยจะไม่มีวันเป็นกาฝากให้ใครต้องดูแล
ด้วยความคิดนี้จ้าวเสี่ยวชุ่ยจึงเห็นด้วยกับการกระทำของซูไท่ไท่เมื่อซูอี้ฉินตั้งใจแน่วแน่ที่จะไปด้วย นางจึงเพียงเอ่ยห้ามปรามตามมารยาทเมื่อเห็นว่านางไม่ฟัง ก็ปล่อยเลยตามเลย
ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าทั้งสองจากไปครึ่งเดือน กลับไร้ซึ่งข่าวคราว
หากคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้นางจะขัดขวางซูอี้ฉินอย่างสุดกำลัง สาวงามทั้งคน เหตุใดจึงจากไปนานเนิ่นมิมีแม้แต่ข่าวคราว ชื่อเสียงคงป่นปี้มิเหลือดี
จ้าวเสี่ยวชุ่ยวางแผนไว้เป็นอย่างดีรอให้ซูอี้ฉินกลับมา พวกนางทั้งครอบครัวก็จะไปยังเมืองเหมียวด้วยกัน ถึงเวลานั้นก็จะหาคนที่เหมาะสมให้กับฉินเอ๋อร์ ทั้งครอบครัวก็สามารถอาศัยบารมีของบุตรเขยลงหลักปักฐานในเมืองเหมียวได้
ถึงอย่างนั้นพวกเขาจะลงหลักปักฐานอยู่ที่หมู่บ้านหลิวแห่งนี้ก็ได้ ในช่วงสองสามวันนี้นางก็ได้สังเกตการณ์แล้ว หนุ่มๆ ในหมู่บ้านหลายคนก็มิเลวทีเดียว รูปร่างสูงใหญ่ในบ้านก็มีไร่นากว้างขวาง เหมาะสมกับฉินเอ๋อร์ของนางเป็นอย่างยิ่ง
ผู้ใดเล่าจะคิดว่าเด็กคนนี้จากไปแล้วมิกลับมามิมีข่าวคราวใดๆ นางอยากจะเข้าไปในเมืองเพื่อตามหาทว่าตอนนี้เมืองอวิ๋นเฉิงมีการจัดการที่เข้มงวด นางมิใช่คนในพื้นที่หากต้องการเข้าไปในเมืองก็ต้องจ่ายค่าเข้าเมือง นางไม่มีเงินพอที่จะจ่าย
ช่วงเวลาที่ผ่านมาพวกนางจึงอาศัยอยู่ในบ้านร้างโทรมๆ หลังหนึ่งที่สุดทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน
เจ้าของบ้านหลังนั้นคือสองสามีภรรยาชราคู่หนึ่งเดิมทีทำเต้าหู้ ในหมู่บ้านถือว่ามีฐานะพอใช้ได้
อยู่มาวันหนึ่งก็เกิดเรื่องผู้คนในหมู่บ้านไปเคาะประตูเพื่อซื้อเต้าหู้ ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบกลับมาลางสังหรณ์บอกว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น จึงได้ตามคนมาพังประตูเข้าไปแล้วก็ได้พบว่า สองตายายล้มแน่นิ่งอยู่ในครัว ไร้ซึ่งลมหายใจร่างกายแข็งทื่อไปแล้ว
เนื่องจากบุตรชายของสองตายายจากไปตั้งแต่อายุยังน้อยในหมู่บ้านจึงมิมีญาติสนิทมิตรสหาย ทุกคนจึงช่วยกันจัดงานศพบ้านหลังนั้นจึงถูกทิ้งร้างไว้
มิใช่ว่าบ้านหลังนั้นไม่ดีเพียงแต่ทุกคนต่างกล่าวว่า บ้านหลังนั้นอัปมงคลทั้งสามคนในครอบครัวเสียชีวิตอยู่ที่นี่ ฮวงจุ้ยคงมีปัญหาจึงมิมีใครกล้าหน้ามืดตามัวอยากได้บ้านหลังนี้
เมื่อเทียบกับเรือนหลังน้อยนี้ชีวิตย่อมสำคัญยิ่งกว่า ที่สำคัญคือคนในหมู่บ้านต่างก็มีบ้านอาศัยกันอยู่แล้วสองตายายคู่นั้นประหยัดมัธยัสถ์ บ้านของพวกเขาก็เป็นเพียงกระท่อมมุงจากธรรมดาคนในหมู่บ้านจึงมิได้รู้สึกเสียดายอะไร
สิบกว่าปีผ่านไปเรือนน้อยหลังนั้นยังคงร้างไร้ผู้คน ระหว่างนั้นครอบครัวที่เคยอยู่ใกล้เคียงกันต่างพากันย้ายไปสร้างบ้านหลังใหม่ที่อื่น ปัจจุบันนี้รอบด้านเรือนหลังนั้นก็ไม่มีบ้านผู้คนอาศัยอยู่เลย
เนื่องจากบ้านถูกทิ้งร้างมานานสภาพจึงทรุดโทรมอย่างมาก แผ่นมุงจากบนหลังคาหลุดหายไปหลายส่วนพวกเขาต้องใช้เวลามากพอสมควรกว่าจะซ่อมแซมพอให้ใช้งานได้
ถึงสิ่งของในบ้านจะเก่าแก่ผุพังแต่ก็ยังพอมีให้ใช้สอย ชามกระเบื้องหยาบๆ ก็มีเพียงแต่หม้อเหล็กใบนั้นกลับขึ้นสนิมเกรอะกรังจนไม่อาจใช้การ ก้นหม้อผุพังจนเป็นรูจะนำมาใช้ก็คงไม่ได้