“ข้าไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าจะมีใครที่มันเหิมเกริมถึงขนาดกล้าเล่นงานท่านเ้าสำนักของพวกเราได้ถึงขนาดนี้”
เสียงหนึ่งพูดขึ้นก่อนจะตามมาด้วยอีกเสียงหนึ่ง
“นอกจากจะลอบทำร้ายท่านจอมมารอย่างสาหัสแล้วพวกมันยังเอาตัวท่านจอมมารของพวกเราไปขังไว้ในถ้ำ เท่านั้นไม่พอ มันยังใช้ต้นโม่วยีผนึกกำลังกำกับท่านจอมมารเอาไว้ ไม่ให้หลุดออกมาได้อีก หรือหากผู้ใดเข้าไปเด็ดเ้าต้นนั่นทิ้งท่านจอมมารก็จะกระทำการข่มเหงต่อคนผู้นั้น ราวกับโจรบ้ากามตัณหา”
“เ้ารู้เื่พวกนี้ได้อย่างไร”อีกเสียงถามขัดทันที น้ำเสียงนั้นหากฟังให้ดีมีความสงสัยในตัวอีกฝ่ายที่เล่าเื่อยู่ไม่น้อย
“เื่ราวของต้นโม่วยีใครก็รู้ฤทธิ์เดชของมัน พวกชาวบ้านพากันแย่งหาอยากเพราะมันเป็ยาบำรุงที่ร้อยปีจะโตมาสักครั้งหนึ่งแต่มันไม่ได้ดีต่อพวกเรา โดยเฉพาะท่านจอมมาร..”เสียงเล่าแ่ลงเมื่อเอ่ยมาถึงตรงนี้ “แล้วเ้าแน่ใจหรือไม่ว่าท่านจอมมารไม่ได้ทำเช่นนั้นกับผู้ใด”
“ไม่มีเลยขอรับ ตอนที่พวกเราไปถึงในถ้ำนั้นแม้จะไม่พบท่านจอมมารแล้ว แต่ก็ไม่พบร่องรอยของผู้ใดในถ้ำ นอกจากร่องรอยเอ่อเสื้อผ้าของท่านจอมมารที่ขาดจนไม่เหลือเป็ชิ้นเลยขอรับ”
“คงถูกเ้าต้นนั่นทารุณท่านจอมมารของพวกเราดีเท่าไรแล้วที่รักษาชีวิตกลับมาได้” เสียงนั้นกล่าวตอบ แล้วถามใหม่อีกประโยค
“ท่านจอมมารเล่าหายไปที่ใด เ้าจึงไม่พบท่านที่ในถ้ำ”
“อยู่ในตลาดสดขอรับ”
“ไปตลาดสดอย่างนั้นหรือ”ผู้ถามเต็มไปด้วยท่าทางงุนงง “ไม่เป็ไร ท่านจอมมารไม่เป็อันใดมากทั้งยังกลับมาถึงสำนักของเราได้ก็ดีมากแล้ว”
เสียงพูดคุยเ่าั้เงียบลงราวข้อยาม จ้าวหลิวจึงได้ลืมตาขึ้น เขาจะปวดหัวเช่นนี้ทุกครั้งที่นึกถึงเื่ราวในถ้ำหลังจากที่โซ่ตรวนปลดปล่อยเขาออกมาจากการถูกล่ามกักกันได้
แม้จ้าวหลิวจะเป็ถึงเ้าสำนักไฮว่ชั่ว แต่จ้าวหลิวมิใช่ผู้ที่มีความเลวมาแต่กำเนิดหากพบศัตรูย่อมต้องมีฆ่าฟันกันจนตายไปข้างหนึ่ง แต่จ้าวหลิวไม่เคยคิดเบียดเบียนคนชราคนพิการ เด็กหรือสตรีที่ไร้หนทางต่อสู้ เขาไม่เคยทำเช่นนั้นแม้แต่ครั้งเดียว
และร่างเล็กที่มุดเข้ามาในถ้ำมืดมิดที่เขาถูกจองจำครั้งนั้นจ้าวหลิวก็มั่นใจว่านางเป็หญิง เขาจำเสียงพึมพำเยาะเขาที่นางเปล่งเสียงพูดออกได้เป็อย่างดีเสียงนั้นถูกฝังอยู่ในหัวของเขาแล้ว หากได้ยินเสียงนั้นอีก จ้าวหลิวมั่นใจว่าเขาจำนางได้
แต่ทว่า...จ้าวหลิวได้แต่คิดไปว่าหญิงผู้นั้นช่างโชคร้ายนัก
เขารู้ว่านาง้าต้นนรกนั่นแต่นางคงไม่รู้ว่าต้นโม่วยีระยำต้นนั้นได้ถูกคนผู้หนึ่งหรืออาจเป็กลุ่มหนึ่งจองจำเขาไว้ไม่ให้หลุดออกมาจากถ้ำนั้นได้
ทันทีที่นางดึงมันออกนั่นหมายถึงว่านางได้ปลดปล่อยเขาแล้ว
นอกจากนางจะปลดปล่อยเขาแล้วนางยังถูกเขาที่ต้องฤทธิ์ของต้นโม่วยีกระทำการล่วงล้ำข่มเหงนางอีกด้วย
“จ้าวหลิว ท่านกลับมาแล้วหรือ”
เสียงถามหวานใสทว่ามาดมั่นดังมาจากประตูภายในห้องของจ้าวหลิวนางคือซูเมิ่ง บุตรสาวของพ่อบ้านแห่งสำนักไฮว่ชั่วนั่นเอง
“ใช่ท่านจอมมารกลับมาแล้ว”
นั่นไม่ใช่เสียงตอบของเขาแต่เป็เฟยเทียน คนสนิทที่ถูกทำร้ายปางตายเช่นกัน ก่อนที่เขาจะถูกลอบทำร้ายอย่างสาหัสและพาตัวไปจองจำเอาไว้
“แล้วเ้ารู้ได้อย่างไรว่าท่านจอมมารกลับมาถึงแล้ว”
“ข้ารอถามข่าวของจ้าวหลิวมาตลอดเหตุใดจึงจะไม่รู้” ซูเมิ่งกล่าวตอบอย่างหัวเสียที่ถูกซักไซ้เช่นนั้นจ้าวหลิวยกมือโบกให้ทั้งสองคนหยุดโต้กันไปมาเสียทีนั่นเองซูเมิ่งจึงได้หุบปากของนางลง
“ว่าแต่..” ซูเมิ่งเกริ่นคำขึ้นมาคำหนึ่งแล้วก็มิกล้าเอ่ยต่อ นางมองวงหน้าหล่อเหลาของจ้าวหลิวชายเดียวในดวงใจของนางด้วยสายตาเกรงใจอยู่หลายส่วน
“เื่ใดที่เ้า้าถามพูดมา”
จ้าวหลิวส่งเสียงแหบถามนางกลับเป็เสียงแหบที่ฟังแล้วน่ากลัว น่าขนลุก น่าเกรงขามยิ่งนัก แต่ทว่าก็ไม่เท่ากับเมื่อตอนที่เขาถูกขังไว้ที่ในถ้ำนั่น
“ข้าจะถามว่าใครกันที่เป็คนเข้าไปช่วยเหลือท่าน”
จบคำถามของซูเมิ่งคิ้วหนาเข้มพาดเฉียงแบบเดียวกับดาบคู่กายของจ้าวหลิวพลันกระตุกขึ้นมาถี่ๆ เพราะมันใช่ธุระอันใดของนางกันซูเมิ่งจึงได้เอ่ยถึง
“ใช่ขอรับใครหรือขอรับท่านจอมมารที่ช่วยท่านออกมา พอจะพบหน้าหรือไม่ขอรับ”
คำถามเซ้าซี้ของอู๋จี๋บ่าวที่คอยดูแลดังไล่ตามมาจากด้านหลังขณะยกถาดยามาให้ ยิ่งทำให้คิ้วของจ้าวหลิวกระตุกมากยิ่งขึ้น
กระทั่งเฟยเทียนที่มิใช่พวกปากมากก็ยังเอ่ยถามอีกคน
“ใช่ขอรับผู้นั้นคือใคร”
“ใช่ๆ ท่านได้พบเจอคนที่ช่วยท่านหรือไม่จะได้นำรางวัลไปมอบให้อย่างไรล่ะ ว่าแต่ ท่านผู้นั้นเป็หญิงหรือชาย” ซูเมิ่งที่เอาแต่ถามวนเวียนแต่คำถามนี้ ยังคงไม่ยอมจบเื่ลงง่ายๆก็จะให้นางจบเื่ลงง่ายๆ ได้อย่างไร เพราะมันทำให้นางนอนไม่หลับเลยสักวันั้แ่จ้าวหลิวกลับมา
เื่นี้มีผู้รู้น้อยก็จริงแต่ซูเมิ่งไปสืบมาจนรู้จนได้ ว่าหากใครเข้าไปปลดปล่อยจ้าวหลิวจะต้องถูกเขากระทำต่ำช้าหยาบหนาด้วย และนางก็ไม่อยากได้ยินว่าจ้าวหลิวกระทำเื่อย่างว่านั่นกับผู้ชายนี่นา
ดวงตางดงามของซูเมิ่งเบิกกว้างขึ้นนางถึงกับกลั้นลมหายใจเอาไว้ ขณะรอคอยคำตอบว่าผู้ใดคือคนที่ปลดปล่อยท่านเ้าสำนักของพวกตนออกมา
“เหตุใดเ้าจึงได้สนใจนักซูเมิ่งว่าเป็ชายหรือหญิง”
“ข้าย่อมต้องสนใจสิเ้าคะเพราะข้าจะได้...เอ่อ ..จะได้มอบของตอบแทนให้ถูกกับคนผู้นั้น” ซูเมิ่งกล่าวแก้เก้อตอบกลับไป น้ำเสียงของนางตะกุกตะกักอยู่บ้าง เมื่อต้องพูดทั้งยังต้องสบสายตาดำเหลือบแดงของคนถาม“เพราะหากเป็ชาย ข้าก็จะได้มอบของมีค่าที่เหมาะกับชาย หรือหากว่าเป็หญิง..” นางสะดุดตรงนี้เล็กน้อย เพราะหากว่าเป็หญิงซูเมิ่งเองก็มิได้โล่งใจไปเสียทีเดียว นั่นย่อมหมายถึงว่าหญิงผู้นั้นถูกจ้าวหลิวละเมิดล่วงเกินนางคิดแล้วอดช้ำใจมิได้ นางแอบรักจ้าวหลิวมาั้แ่จำความได้แล้วเมื่อรู้ว่าเขามีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้อื่น นางอดเสียใจมิได้ แม้ว่าจ้าวหลิวจะมีโดยควบคุมตนเองมิได้ก็ตามทีก่อนจะรวบรวมสติพูดออกไปอีกว่า
“ข้าก็จะได้มอบพวกของกำนัลล้ำค่าให้นางตามอย่างที่เหล่าผู้หญิงชอบๆ กันเ้าค่ะ”
ผู้นั้นย่อมเป็หญิง
เป็หญิงสาวอย่างแน่นอนแต่เป็หญิงที่ร่างกายของนางนั้นเล็กบางมาก เล็กราวกับยังเป็เด็กอยู่
นอกจากคนผู้นั้นจะถูกเขาล่วงเกินจนหมดเรี่ยวแรงแต่ถึงอย่างนั้นนางก็ทิ้งร่องรอยต่อเขาที่ตรงแขนข้างซ้าย เป็ริ้วรอยเล็กๆราวกับลูกแมวข่วน
จ้าวหลิวมองรอยที่แขนแล้วก็นึกต่อจากนั้นไปว่าเขามิได้เห็นเลยว่าหญิงผู้นั้นมีหน้าตาเช่นไร เพราะข้างในถ้ำนั้นมืดมาก และเมื่อเขารู้สึกตัวอีกครั้งก็ไม่พบหญิงผู้นั้นเสียแล้ว
ไม่คิดเลยว่านอกจากจะกระทำการน่ารังเกียจด้วยการห่ามหื่นบ้ากามไม่เลือกคนหลังปลดปล่อยกับหญิงผู้นั้นจนสติกลับคืนมา สิ่งที่ผนึกกำลังตรึงเขาไว้ยังไม่หมดฤทธิ์เดชของมันลงง่ายๆ
จ้าวหลิววิ่งชนถ้ำจนแตกเป็รูโหว่เขาวิ่งเตลิดออกไปด้านนอก จนไปหยุดที่ตลาดสด จ้าวหลิวฉกเอาเนื้อดิบที่ในตลาดสดแห่งแรกที่วิ่งมาถึงยัดก้อนเนื้อดิบเข้าปากกิน แทบไม่เคี้ยวด้วยซ้ำ เขากลืนลงคอไปเลยราวกับอดยาก แต่แท้ที่จริงแล้วเป็เพราะฤทธิ์ของพลังที่อัดแน่นในต้นโม่วยี หลังจากยัดเนื้อดิบเข้าปากจนหมดร้านแล้วนั้นจ้าวหลิวยังตวาดเด็กเล็กๆ ที่มองเขาตาค้าง และตรงไปรังแกคนพิการกับคนชราอีกด้วย
หาเื่ทำร้ายคนที่ด่าทอเขาตรงข้างทาง ผู้คนแตกตื่นเขาห้ามร่างกายของตนเองไม่ได้ ตอนนั้นเขายังเห็นว่ามีทหารจากทางการพยายามเข้ามาจับกุมเขาแต่แล้วคนในสำนักก็ตามเจอเขาเข้าพอดี หนึ่งในนั้นปล่อยควันไร้ความทรงจำ ก่อนจะช่วนกันพาเขาออกมาจากที่แห่งนั้น
จ้าวหลิวนึกถึงเื่ราวสุดอัปยศนั้นแล้วแววตาของเขาพลันแดงก่ำขึ้นความเฉยเมยเดียวดายถูกสั่นะเืจากภายในอย่างที่จ้าวหลิวมิเคยได้รับมันมาก่อน
สิ่งนี้เรียกว่าอันใดกัน
เ้าสำนักไฮว่ชั่วปัดความรู้สึกชั่ววูบนั่นทิ้งไปแล้วคิดต่อไปว่าหากเขารู้ตัวคนที่ทำร้ายเขาจนสาหัสและยังล่ามเขาไว้ด้วยพลังที่อัดกับต้นโม่วยีเขาจะฆ่ามันด้วยการเลาะกล้ามเนื้อของมันออกทีละมัด
จ้าวหลิวส่งสายตาเรียกเฟยเทียนพร้อมกับมอบหมายให้คนสนิทของเขาผู้นี้ออกตามหาหญิงเคราะห์ร้ายรายนั้นหากเขาได้พบเจอหญิงผู้นั้นอีก เขาจะมอบความช่วยเหลือให้นางจนสุดชีวิต
นานหลายเดือนเฟยเทียนไม่สามารถหาตัวคนที่ท่านเ้าสำนักของตน้าเฟยเทียนวนเวียนจนทั่วแถบนั้นแล้วก็จนปัญญา เขาว่าจ้างแหล่งข่าวให้ช่วยตามหาตัวแต่หาที่ใดก็หาไม่พบ อาจเป็เพราะไม่รู้เบาะแสอันใดเลย นอกจากว่าเป็หญิงร่างเล็กที่มีกลิ่นแปลกๆติดกายนาง จึงทำให้หาเท่าไรก็หาไม่พบเจอก็เป็ได้
จ้าวหลิวที่เฝ้ารอที่จะไถ่ความผิดของเขาได้แต่กลัวว่าชาตินี้อาจไม่พบเจอหญิงผู้นั้นอีก เขารู้สึกผิดบาปยิ่งนัก พลันนั้นความโดดเดี่ยวอ้างว้างไร้ที่มาได้แผ่กระจายไปทั้งหัวใจยากนักที่จะดับความผิดนั้นให้หลุดหายออกไปจากหัวใจของเขาได้
เสียงอาเจียนดังขึ้นอีกครั้งหลังจากที่มี่ฮวนออกมาจากถ้ำจางเจี้ยได้เพียงสามเดือนเศษศิษย์พี่ฟู่หลิงมองนางด้วยสายตาสงสัย เมื่อเห็นอาการไม่สู้ดีของนางเช้ามาจะแอบไปโก่งคออาเจียนที่หลังโรงหมอตนตามไปดูเห็นเป็เช่นนี้มาครึ่งเดือนได้แล้ว ไม่รู้ว่าเจ็บป่วยอันใดเหตุใดไม่ไปให้ท่านอาจารย์ช่วยดูให้
“เป็อะไรของเ้า” ฟู่หลิงเอ่ยถามนางเมื่อเห็นว่าเดินหน้าซีดมาทางนี้แล้วมี่ฮวนยกมือขึ้นลูบเหงื่อเย็นชื้นออกจากใบหน้าพูดสิ่งใดไม่ออกเพราะอาเจียนหนักจนปากคอของนางสั่นไปหมด
“ข้าบอกเ้าแล้วว่าอย่าตะกละกินให้มันมากนัก”
“ข้ายังไม่เห็นว่ามี่ฮวนกินอันใดมากมายเลยเห็นแต่อ้วกั้แ่เช้า ตื่นมาก็อ้วก กินเพียงน้ำก็อ้วกแล้วยังอ่อนแรงหน้ามืดบ่อยๆด้วย มิใช่ว่า…”
คนพูดคือศิษย์พี่เจียงอู่ที่เดินเข้ามาคุยด้วยการเอ่ยปากท้วง เจียงอู่เปิดปากพูดค้างคำไว้เพียงเท่านั้น แล้วย่อตัวลงเพื่อแตะปลายนิ้วมือของตนที่ข้อมือของมี่ฮวน จะทำการตรวจชีพจรหาโรคให้ แต่พอจับแล้วก็ไม่พบว่าเจ็บป่วยอันใดมี่ฮวนดึงเอาข้อมือของนางกลับช้าๆ อ่อนแรงไม่น้อย ไม่รู้ว่าเป็เพราะสาเหตุใดแน่
เจียงอู่เห็นท่าทีมีพิรุธจึงได้พึมพำไปว่า “นี่เ้า เ้า มิใช่ว่า...”
ฟู่หลิงขยับตัวเข้ามาถามด้วยอาการอยากรู้เต็มเปี่ยมว่าจะใช่อย่างที่ตนคิดหรือไม่ก็ไม่รู้ “ไม่ใช่ว่าอันใดอย่างนั้นหรือพี่เจียงอู่”
“ไม่ใช่ว่าจะคิดอู้งานหรอกหรือ”
“ข้าเปล่านะ” มี่ฮวนร้องบอกแล้วหอบร่างที่นับวันจะบวมน้ำมากยิ่งขึ้น ทั้งๆ ที่นางก็มิค่อยได้กินข้าวปลาอาหารลงท้องไปสักเท่าไร
จากนั้นอีกราวหนึ่งเดือนกับอีกสิบวันอาการของมี่ฮวนก็ยังไม่ดีขึ้น ศิษย์พี่เจียงอู่ที่คอยเฝ้ามองนางมาตลอด ั้แ่นางออกมาจากถ้ำด้วยสภาพราวกับถูกหมาฟัดมา
“มี่ฮวน เ้ามานี่”
คนที่เรียกนางนั้นเป็ศิษย์พี่คนโปรดของอาจารย์เขาชื่อหลิวชาง ทางนั้นเรียกแล้วเห็นนางเดินเชื่องช้านัก ก็จัดแจงเดินมาหาเสียเอง ทางนั้นดึงข้อมือของมี่ฮวนมาจับไว้แน่นเพื่อตรวจหาโรคร้ายไปพร้อมด้วย
ครั้งก่อนนางเคยตรวจมี่ฮวนมาแล้วสามครั้งแต่ก็ไม่พบว่าป่วยอันใด ชีพจรดูปกติทุกอย่าง
แต่แล้วครั้งนี้กลับแน่ชัดขึ้น!
“มีสิ่งใดบ้างหรือไม่ศิษย์พี่มี่ฮวนเจ็บป่วยด้วยโรคใด”
ศิษย์พี่หลิวชางผู้นั้นตรวจพบแล้วใบหน้าดูใไม่น้อย เขาปล่อยข้อมือของมี่ฮวน พร้อมกับพึมพำไม่ดังนัก
“มี่ฮวน เ้าท้องหรอกหรือ”
“เ้าทำตัวนอกลู่เช่นนี้ได้อย่างไร”
มี่ฮวนพูดคำใดไม่ออกเกิดเื่อัปยศขึ้นในถ้ำนั่นแล้ว นางออกมาพูดกับใคร หาได้มีใครเชื่อนางไม่ทุกคนเอาแต่สนใจเ้าต้นสมุนไพรโม่วยีนั่น
ท่านผู้เฒ่าเหตุใดจึงฝันเห็นแต่ต้นโม่วยีท่านไม่เห็นด้วยเล่าว่ามีตัวประหลาดอยู่ในนั้นด้วย หากรู้เช่นนี้แล้วนางไม่มีทางเอาตัวเองเสี่ยงตายด้วยการอาสาเข้าไปในถ้ำนั้นเป็อันขาด
“ว่าอย่างไร เ้าไปนอนง่ายๆ ให้กับชายคนใดมาพูดเดี๋ยวนี้นะมี่ฮวน” เสียงของอาจารย์ยังคงเอ่ยถามคาดคั้นนาง
มี่ฮวนก้มหน้านิ่งก่อนเงยขึ้นตอบ
“ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าในถ้ำนั่นมี...”
“จะเป็ไปได้อย่างไรที่จะมีคนถูกล่ามไว้ในนั้นขนาดเ้าตัวเพียงเท่านี้ยังมุดเข้าไปแทบไม่รอดเลย”
ท่านอาจารย์ร้องขัดด้วยคำตอบที่มี่ฮวนเคยบอกไว้ตอนออกมาจากถ้ำแต่เพราะใจของอาจารย์ไม่เคยนึกเชื่อในตัวนาง คนไม่เชื่อย่อมไมเชื่อไม่ว่าจะพูดความจริงล้วนเพียงใดก็ไม่เชื่อ
ท่านหันไปมองพวกผู้ชายในโรงหมอพร้อมกับวาดมือไปมา
“หากเป็เช่นนี้แล้วมี่ฮวนไม่ยอมพูด ข้าจะถามพวกเ้าในนี้เอง ผู้ใดนอนกับมี่ฮวนจงก้าวขาออกมาหนึ่งก้าวรับสารภาพมาโดยดี”
ชายหนุ่มและไม่หนุ่มรวมถึงศิษย์ที่ยังเด็กนักเป็เพศชายที่อยู่ในโรงหมอล้วนส่ายหน้าว่าไม่ใช่ตนแล้วพากันก้าวถอยหลังหนี จนมีเพียงอาจารย์ผู้เดียวที่ยืนล้ำมาด้านหน้า
ศิษย์เนรคุณพวกนี้น่าเบื่อยาให้ตายนัก!
ท่านอาจารย์คิดอย่างเคียดแค้นแล้วทำทีก้าวขาเดินถอยไปให้ทัดเทียมกับศิษย์นรกพวกนั้น
“เ้าบอกข้ามาดีๆหรือจะออกไปจากที่นี่ มี่ฮวน”
“อาจารย์ข้าบอกท่านไปแล้วว่าข้าถูกเ้าที่อยู่ในถ้ำนั่น...”
“ในนั้นยังจะมีผู้ใดอีกเลิกพูดจาโป้ปดได้แล้ว”
มี่ฮวนนึกถึงวันนั้นแล้วก็ปวดแปลบไปทั้งหัวใจหากนางไม่หนีออกมา คงเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่ในนั้นเ้าตัวใหญ่นั่นเป็คนหรือเปล่าก็ไม่รู้ หลังจากที่นางเด็ดต้นโม่วยีออกมาได้โซ่ที่ล่ามมันไว้พลันหลุดออกมาจากนั้นนางก็ถูกเ้านั่นจับกด
เมื่อเห็นว่านางยืนเงียบไม่ปริปากกล่าวคำใดอาจารย์ก็เอ่ยเสียงเด็ดขาดขึ้นมาประโยคหนึ่ง “ข้าไม่เลี้ยงผู้ที่ชอบโกหกเป็นิสัย”
พูดออกมาแบบนี้แล้วก็เงียบไปเพียงลมหายใจเข้าออกเดียวแล้วเอ่ยขึ้นต่อจากนั้นว่า “เ้าไปเสียเถิดมี่ฮวนออกไปจากโรงหมออันทรงเกียรติของข้า”
“อาจารย์”
มี่ฮวนเรียกอาจารย์ท่านนั้นด้วยน้ำเสียงเศร้าสลดนางมิได้โป้ปด แต่เหตุใดไม่มีใครเชื่อนางบ้างเลย
นางถูกขับไล่ออกไปจากโรงหมอที่นางโซซัดโซเซมาที่นี่ั้แ่จำความได้ได้ที่อยู่ที่กิน ได้มีพี่มีน้อง มีเพื่อนก็มากมายที่นี่แต่แล้วกลับไล่นางให้ออกไป เพียงเพราะนางรับเคราะห์กรรมจากการเข้าไปหาสมุนไพรต้นนั้นออกมาให้
มี่ฮวนเก็บของที่มีไม่มากแล้วเดินออกจากโรงหมอไปไปได้ไม่ไกลหูของนางพลันได้ยินเสียงวิ่งตามหลังมาด้วยความดีใจจึงหันไปพร้อมปาดน้ำตา
“อาจารย์ใจอ่อนแล้วใช่หรือไม่อาหลาน”
“เปล่าหรอก ท่านลืมถุงใส่เสื้ออีกถุงอาจารย์ให้ข้านำมาส่ง”
น้องผู้นั้นน่าตายนัก
มี่ฮวนรับมาแล้วก็หันหน้าจะจากไปด้วยหัวใจอ่อนล้านี่นางต้องระเห็จเร่ร่อนไปอยู่ที่อื่นทั้งๆ ที่ตั้งท้องเช่นนี้หรือ
ตอนนั้นเองที่เสียงของเ้าน้องคนนั้นเอ่ยขึ้น“พี่มี่ฮวน”
“มีอันใดอีก”
“เนื้อแห้งกับแผ่นแป้งนี้ข้าให้ท่าน คงพอกินได้อีกหลายวัน”
“ขอบใจเ้ามาก”
“ข้างหน้าเป็อำเภอกางจู้ท่านเดินไปอีกไม่กี่หลี่ก็ถึงแล้วล่ะ”
“ขอบใจ”
“ข้าไปนะ”
มี่ฮวนมองตามแผ่นหลังของศิษย์น้องผู้นั้นแล้วมุ่งหน้าเดินทางไปเรื่อยๆนางเดินมาไกลแล้ว แต่ไม่พบอำเภอกางจู้อย่างที่น้องผู้นั้นว่ามาคาดว่านางมาผิดทางแล้ว อีกทั้งท้องของนางก็โตขึ้นมาก นางจึงได้มองหาที่พำนักตรงที่นางมาถึง
ที่นั่นเป็ที่ราบกลางป่าตรงนั้นมีแหล่งน้ำไหลผ่านเป็ลำธารเล็ก อีกทั้งดินก็ยังพอจะเพาะปลูกพืชปลูกผักอะไรได้บ้างพบว่าเป็เช่นนั้นแล้ว มี่ฮวนจึงปักหลักอยู่ที่นั่น
จนครบกำหนดคลอดท้องของนางโตจนน่ากลัวว่ามันจะปริแตกผ่านหน้าท้องออกมาสักวัน
เ้าตัวที่อยู่ในท้องก็ไม่เห็นว่าจะคลอดออกมาเสียที
เกิดสิ่งใดขึ้น
นางอุ้มท้องอยู่เช่นนี้สองเหมันต์จึงพบว่าเืไหลออกเป็ทางตามขา นางเบ่งอยู่อย่างนั้นจนเกือบหมดแรงจนสลบไปฟื้นสติขึ้นมาใหม่ก็ออกแรงเบ่งเช่นนั้นอยู่อีกหกวันหกคืน เ้าตัวที่ทรมานนางทั้งกายและใจก็หลุดไหลออกมาตามหนทางของสตรีเพศ
รูปร่างใหญ่โตผิดธรรมดาของเด็กผิวสีน้ำตาลอ่อน ดวงตาสีดำเหลือบแดงทั้งยังมีจุดแดงเข้มที่กลางดวงตาไม่มีแม้แต่เสียงร้องไห้แบบเด็กแรกเกิดทั่วไป
“เ้าลิ่ว”
มี่ฮวนเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาตอนที่พบหน้าลูกครั้งแรก
นางมิได้เตรียมตั้งชื่อลูกอย่างแม่คนอื่นเพราะไม่รู้ว่าตนจะคลอดออกมารอดเป็ตัวเป็ตนหรือไม่ และเมื่อคลอดออกมาแล้วนั้นจะเป็หญิงหรือชายแต่พอเห็นลูกแล้วนางก็พูดชื่อนี้ขึ้นมาทันที
“เ้าเก่งมากเ้าลิ่ว เป็เด็กดีของแม่ล่ะ”