สวี่จือจือเลือกที่จะเมินเฉยต่อคำเยาะเย้ยของลู่หลิงซาน แต่ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ
“จุ๊ๆ ผู้หญิงคนนี้นี่ใจร้ายจริงๆ” ลู่หลิงซานพิงกรอบประตูมองสวี่จือจือวางของลง พร้อมพูดจาประชดประชัน “พี่ชายฉันโดนคุณย่าเรียกไปพบ แต่เธอกลับไม่รู้สึกเป็ห่วงอะไรเลยสักนิด?”
“เป็ห่วงแล้วยังไง ไม่เป็ห่วงแล้วยังไง?”สวี่จือจือตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ
“เธอ!” ลู่หลิงซานจ้องหน้าเธอ แล้วหัวเราะออกมา“เธอไม่สงสัยบ้างเหรอว่าทำไมคุณย่าถึงเรียกพี่ชายฉันไปพบด้วยท่าทีโกรธเกรี้ยวขนาดนั้น?”
“ทำไมล่ะ?”
สวี่จือจือไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น วันนี้เธอไปเอาเสื้อผ้าเก่าๆที่พอจะใส่ได้ของเ้าของร่างเดิมมาจากบ้านตระกูลสวี่ ขณะที่จัดเสื้อผ้าไปด้วยก็ถามอย่างไม่ใส่ใจ
“เมื่อคืนพวกเธอทำอะไรไว้ เธอไม่รู้ตัวหรือไง?”ลู่หลิงซานกลอกตา
“ทำอะไร?” คราวนี้สวี่จือจือเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่ายกอดอกแล้วพูดอย่างสบายๆ “หรือว่าเมื่อคืนเธอไปแอบฟังที่ข้างกำแพงมา?”
“เธอมันหน้าไม่อาย!” ลู่หลิงซานกระทืบเท้าด้วยความโมโห
“ฉันก็แค่พูดตามที่เธอพูดนั่นแหละ ว่าแต่เธอเป็น้องสามีมาสอดส่องเื่ในห้องนอนของพี่ชายที่เพิ่งแต่งงานใหม่เนี่ย มันหน้าไม่อายกว่าเหรอ?”เธอแบมือพูด
ลู่หลิงซานโมโหจนแทบตาย
สวี่จือจือจึงพูดต่อ “ฉันแนะนำนะ เอาเวลาไปตั้งใจเรียนดีกว่าเพราะกว่าที่บ้านจะส่งเธอเรียนได้ มันก็ไม่ใช่เื่ง่ายๆ เลย”
“เธอเอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ” ลู่หลิงซานหัวเราะเยาะ“เมื่อวานพี่ชายฉันไม่แตะต้องตัวเธอเลย รอโดนหย่าได้เลย”
สวี่จือจือกลอกตา ไม่สนใจอีกฝ่าย
ในสายตาของลู่หลิงซาน นั่นคือเธอทำตัวมีพิรุธก็เลยยิ่งได้ใจ
กำลังจะพูดจาเสียดสีสวี่จือจืออีก จู่ๆ ก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งหลัง เมื่อหันกลับไปก็สบเข้ากับดวงตาลุ่มลึกของลู่จิ่งซาน
ถึงแม้เขาจะแค่จ้องมองเธอด้วยสายตาเรียบเฉยแต่ก็ทำให้ลู่หลิงซานรู้สึกหวาดกลัว ยิ้มเจื่อนๆ ไม่กล้าพูดอะไรอีก แล้วรีบวิ่งหนีไป
“เธอก็กลัวคุณเหมือนกันนะ” สวี่จือจือหัวเราะ
ลู่จิ่งซานเหลือบมองเธอ ไม่ได้พูดอะไร
“คุณย่าว่าคุณเหรอ?” เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้น มองรอยปะบนเสื้อผ้าแล้วถอนหายใจพร้อมกับถามอย่างไม่ใส่ใจ
ต้องหาทางหาเงินบ้างแล้วมั้ง จะให้ไม่มีเสื้อผ้าดีๆใส่เลยคงไม่ได้
ลู่จิ่งซานนอนอยู่บนเตียงแล้วตอบรับในลำคออย่างเกียจคร้าน
“ด่าด้วยเหรอ?” สวี่จือจือชะงักแล้วหันไปมองเขา รู้สึกกังวลเล็กน้อย
เพราะไม่ว่าจะในยุคสมัยไหน ผู้หลักผู้ใหญ่ก็มีความคิดเหมือนๆกัน คนโสดถูกเร่งเื่แต่งงาน คนแต่งงานแล้วก็ถูกเร่งเื่มีลูก
“คุณไม่ต้องห่วงหรอก” ลู่จิ่งซานขมวดคิ้วเล็กน้อย“ผมคุยกับคุณย่าเรียบร้อยแล้ว”
ส่วนที่ว่าคุยกันว่ายังไงนั้น เขาก็คงไม่บอกสวี่จือจือแน่ๆเพื่อไม่ให้คุณนายลู่โกรธเธอ เขาจึงแกล้งบอกว่าจริงๆ แล้วเขามีคนในใจอยู่แล้ว
ตอนนั้นคุณนายลู่โมโหจนอยากจะทุบลู่จิ่งซานให้ตาย แต่ถึงยังไงก็โทษลู่จิ่งซานไม่ได้ เพราะการแต่งงานครั้งนี้เป็สิ่งที่เธอตัดสินใจเอง
ลู่จิ่งซานไม่รู้เื่อะไรเลย จนกระทั่งเขากลับมาถึงบ้าน แต่ถ้ามีคนในใจอยู่แล้ว ทำไมไม่พูดออกมาแต่แรก
เห็นลู่จิ่งซานมีท่าทีอึกอัก คุณนายลู่ก็รู้สึกเย็นวาบในใจ
เกรงว่าคงจะไปชอบคนที่เขาไม่ควรชอบเข้า?
และรู้สึกผิดกับสวี่จือจือมากขึ้นกว่าเดิม
“ในเมื่อแต่งเมียแล้ว แกก็ต้องรับผิดชอบด้วย”คุณนายลู่พูด “ถ้าแกกล้าทำร้ายจือจือ ย่าไม่ปล่อยแกไว้แน่”
“ส่วนเื่เข้าหอ...”
“คุณย่าไม่ต้องห่วง” ลู่จิ่งซานขัดขึ้น “ในเมื่อผมแต่งงานกับเธอแล้วผมก็จะดูแลเธอให้ดีที่สุด”
“เพียงแต่คุณย่าครับ ให้เวลาผมหน่อยนะ” เขาหัวเราะอย่างเศร้าๆ“แล้วก็เื่จือจือด้วย ตอนที่ผมไม่อยู่บ้าน คุณย่าก็ช่วยดูแลเธอด้วยนะครับ”
เพราะในครอบครัวใหญ่นี้ ดูภายนอกเหมือนจะปรองดองกันดีแต่ทุกคนก็มีเื่ที่คิดไม่เหมือนกัน แถมสวี่จือจือก็เป็สะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้ามาใหม่แถมยังไม่ได้เข้าหออีกด้วย
“เื่นี้ไม่ต้องให้แกบอกหรอก” คุณนายลู่ถึงกับปวดศีรษะเมื่อมองหน้าเขาจึงไล่เขาไป “รีบไปได้แล้ว เห็นหน้าแกแล้วย่าหงุดหงิด”
เมื่อลู่จิ่งซานเดินไปถึงหน้าประตู ก็ได้ยินเธอพูดขึ้นอีกว่า“หลานเอ๊ย อย่าให้ย่ารอนานนักนะ”
เธอแก่แล้ว กลัวว่าวันหนึ่งจะจากไปโดยที่ยังไม่ได้เห็นหลานชายสุดที่รักมีลูกมีหลาน
สวี่จือจือยังอยากจะพูดอะไรต่อ แต่เห็นเขามีท่าทีไม่อยากจะพูดถึงเื่นี้เธอก็เลยต้องหุบปากไป
เก็บเสื้อผ้าใส่ตู้แล้วหันกลับมาก็เห็นลู่จิ่งซานลุกขึ้นมาจากเตียงเตาั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“พรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปซื้อเสื้อผ้าสักหน่อยนะ”ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
ในชนบทมีธรรมเนียมว่าก่อนแต่งงาน ฝ่ายชายจะต้องพาฝ่ายหญิงไปซื้อเสื้อผ้า เพียงแต่ว่าสถานการณ์ของลู่จิ่งซานนั้นพิเศษเขาเพิ่งกลับมาในวันแต่งงาน
“ดีเลย” สวี่จือจือพยักหน้า เพราะตอนนี้เธอเองก็ไม่มีเสื้อผ้าจะใส่จริงๆ“คุณไม่ต้องห่วงนะ ถ้าฉันหาเงินได้เมื่อไหร่จะคืนให้”
ลู่จิ่งซานอึ้งไป มองเธอด้วยท่าทีจริงจังแล้วส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม
“คุณอย่าดูถูกคน” สวี่จือจือยู่ปาก “ฉันเก่งจะตาย”
ในชาติก่อน ครอบครัวของเธอไม่ได้มีฐานะร่ำรวยเธอจึงทำธุรกิจต่างๆ มาั้แ่เด็กเพื่อเลี้ยงดูตัวเอง
ตอนเด็กๆ เคยเอาหนังสือการ์ตูนไปปล่อยเช่าเคยขายลูกอมผลไม้
พอขึ้นมัธยมต้นก็ต่อรองราคากับเ้าของร้านหนังสือเพื่อซื้อแบบฝึกหัดให้เพื่อนๆแล้วเอาส่วนต่างมาเป็กำไร รับจ้างซื้อข้าวเช้าให้เพื่อนๆ ่ปิดเทอมก็เปิดร้านขายชา...
พอขึ้นมัธยมปลายก็ขายบุหรี่ บะหมี่เย็น ขนมกุยช่ายต่างๆสถานการณ์ดีๆ ก็ทำเงินได้คืนละเป็ร้อย
ค่าเทอมมัธยมต้น มัธยมปลาย และมหาวิทยาลัยก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของเธอเองทั้งนั้น น่าเสียดายที่เรียนมหาวิทยาลัยได้ไม่นานก็ทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ซะแล้ว
“ได้สิ” ลู่จิ่งซานหัวเราะ “พอคุณหาเงินได้แล้วก็ซื้อเสื้อผ้าให้ผมด้วยล่ะ”
แต่ในใจกลับคิดว่า สุดท้ายแล้วก็ยังเป็เด็ก
พอกินอาหารเย็นเสร็จ สวี่จือจือก็อยู่ช่วยเก็บกวาดล้างจานกับลู่ซือหยวน
บ้านตระกูลลู่ยังไม่ได้แยกบ้านกัน เมื่อวานเพราะลู่จิ่งซานแต่งงานทุกคนจึงลาหยุดกลับมา วันนี้ตอนเช้าทุกคนที่ทำงานก็พาลูกๆ กลับไปแล้ว ตอนนี้คนที่เหลืออยู่ก็คือครอบครัวของลู่หวยไห่ครอบครัวของลู่หวยเหรินและเด็กๆ อีกหลายคน
เหอเสวี่ยฉินเอวเคล็ด ตามความตั้งใจของเธอก็คืออยากจะให้สวี่จือจือมาคอยดูแลแต่ถูกคุณนายลู่ด่าไปเสียก่อน
ครอบครัวของพวกเขานั้น ไม่ใช่พวกชอบกดขี่ลูกสะใภ้ เหอเสวี่ยฉินเข้ามาเป็สะใภ้ของตระกูลลู่ก็ไม่เคยเห็นเธอจะดูแลใครเลย
“เมียตัวเองก็ดูแลเองสิ ไปลาหยุดงานสักหลายวันมาดูแล”คุณนายลู่พูดด้วยความรังเกียจ “อย่างแย่ที่สุด หลิงซานเองก็โตแล้ว ช่วยแบ่งเบาภาระได้แล้ว!”
ตอนนี้เธอยังรู้สึกผิดเพราะลู่จิ่งซานไม่ยอมเข้าหอกับสวี่จือจือพวกเขากลับอยากจะให้เด็กสาวไปดูแลอีก! หน้าด้านจริง!
ถึงแม้ว่าลู่หวยเหรินจะโมโหแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ในเมื่อหญิงชราพูดแล้ว เขาจะทำอะไรได้อีก?
เหอเสวี่ยฉินได้ยินก็ร้องไห้ เอาแต่เอามือปิดปากอยู่บนเตียง
“คุณแม่ไม่เคยเห็นฉันอยู่ในสายตาเลย” เธอร้องไห้ด้วยความน้อยใจ“ไม่ว่าฉันจะทำอะไร คุณแม่ก็คิดว่าฉันสู้เขาไม่ได้อยู่ดี”
“พี่ก็คิดแบบนั้นด้วยใช่ไหม?”
“พูดอะไรไร้สาระ!” ลู่หวยเหรินพูดอย่างจนปัญญาแล้วก็ต้องตามใจเธอไปอีก
คนคนนั้นที่ว่าคือใคร สองสามีภรรยาก็รู้กันดี
สิ่งที่ทำให้พวกเขาโมโหยิ่งกว่าก็คือ นอกจากสวี่จือจือจะไม่มาดูแลแล้วยังไปซื้อเสื้อผ้าในอำเภอกับลู่จิ่งซานอีกด้วย
.............................