ทันทีที่ฮ่องเต้ออกคำสั่งประหาร ไป๋หลงยวนส่งสัญญาณให้ทหารที่เขาซ่องสุมเอาไว้ โดยไม่มีใครรู้ แล้วแอบสับเปลี่ยนกับทหารวังไว้ล่วงหน้าให้บุกเข้ามาทันที เพราะเขาเตรียมตัวรับสถานการณ์ไว้แล้ว หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เขาจะทำการแย่งชิงบัลลังก์ในวันนี้
ในท้องพระโรงจึงเกิดความชุลมุนวุ่นวายทันที ทหารของไป๋หลงยวนเข้ามาควบคุมและยึดอำนาจ และพุ่งเข้าควบคุมตัวฮ่องเต้ ซึ่งมีเพียงไป๋หลงหลานและลู่เจ๋อที่มีฝีมือในการต่อสู้และพยายามอารักขาฮ่องเต้ ไป๋หลงหลิน และจ้าวรั่วซี
แต่เช่นเดียวกับครั้งที่แล้ว แม้ไป๋หลงหลานและลู่เจ๋อจะมีฝีมือสู้รบที่เก่งฉกาจอยู่ไม่น้อย หากเมื่อเข้ามาอยู่ในท้องพระโรง แม้แต่อาวุธก็ไม่มีติดตัว สุดท้ายก็ต้องพ่ายให้กับทหารจำนวนมากมายที่เข้ามารันตูกับชายหนุ่มเพียงสองคน จนในที่สุดก็ถูกทหารขององค์ชายสี่ควบคุมตัวไว้ได้ทั้งหมด รวมถึงควบคุมตัวไป๋หลงเยว่ และสังหารเว่ยซิงหยวนให้หมดปัญหาอีกด้วย
“ที่ผ่านมา แผนการของข้ากับท่านลุงเว่ย เพียงกำจัดน้องรองไปให้พ้นทางการเป็นรัชทายาทของข้าเท่านั้น ข้าไม่เคยคิดกบฏเลย นี่เจ้าวางแผนมาตลอดใช่ไหม หากวันใดกำจัดน้องรองไปได้ เจ้าก็คงกำจัดข้าเป็นคนต่อไปสินะ” ไป๋หลงเยว่กล่าวอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“อะไรทำให้เสด็จพี่ใหญ่มั่นใจว่าเสด็จพ่อจะทรงแต่งตั้งลูกชายไม่เอาไหนอย่างท่านเป็นรัชทายาท?” ไป๋หลงยวนหัวเราะ “ถึงไม่มีพี่รอง ก็ยังมีพี่สาม แล้วก็มีข้า ที่ล้วนฉลาดเฉลียวกว่าท่านทั้งสิ้น” ไป๋หลงยวนหัวเราะขันในความ ‘โง่’ ของพี่ชายตัวเอง ที่เขาหมั่นไส้ในทีท่าวางก้ามใหญ่ มาตลอดตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก และถูกพี่ชายใหญ่คนนี้ดูถูกเขากับพระมารดาที่เป็นคนต่างเผ่าต่างเมือง ที่ถูกส่งมาเป็นบรรณาการเชื่อมสัมพันธ์กับฮ่องเต้เท่านั้น วันนี้...เป็นทีของเขาบ้างล่ะ
“แล้วเว่ยซิงหยวนก็ทำงานให้ข้ามาโดยตลอด เด็จพี่ทรงเป็นเพียงหุ่นเชิดของพวกเรา เท่านั้น ถ้ายังไม่รู้ตัว ก็รู้ไว้เสีย” ไป๋หลงยวนยังตอกย้ำความพ่ายแพ้ให้กับพี่ชายที่เขาแสนจะเกลียดด้วยความสะใจ
“ไม่จริง! ข้ามีสายเลือดตระกูลเว่ย ท่านลุงส่งเสริมข้ามาตลอด เจ้าอย่ามาปั้นเรื่อง” ไป๋หลงเยว่ตะคอกเสียงดัง เขาไม่สามารถยอมรับความพ่ายแพ้ได้ โดยเฉพาะการแพ้ให้กับน้องชายที่เขาดูถูก และเหยียดชั้นมาตั้งแต่เด็ก
ไป๋หลงยวนส่งเสียงหัวเราะลั่นท้องพระโรง ก่อนจะย้ำอีกครั้ง “เขาต้องส่งเสริมท่านอยู่แล้ว เด็จพี่ใหญ่...” เขาลากเสียงยาวล้อเลียน “...เพราะสายเลือดตระกูลเว่ยของเขาก็ยังได้นั่งบัลลังก์มังกร แต่ด้วยความโง่แล้วอวดฉลาดของท่าน ท่านจะเป็นเพียงฮ่องเต้หุ่นเชิดที่ทำทุกอย่างตามที่พวกเราต้องการ” แล้วองค์ชายหนุ่มน้อยก็หัวเราะเสียงดังอย่างผู้กำชัยชนะในมือ
“แต่ในเมื่อเขาทำไม่สำเร็จ ก็สมควรตายไปน่ะดีแล้ว ไม่ต้องเหนื่อยข้าในการบงการท่านอีกทอดหนึ่ง”
จากนั้น ไป๋หลงยวนก็หันกลับมาทางบัลลังก์ แล้วเอ่ยกับฮ่องเต้ “เสด็จพ่อก็ทรงงานมานานแล้ว สมควรแก่เวลาที่จะสละราชบัลลังก์ให้ลูกแล้วดำรงตำแหน่งไท่ช่างหวง[1] แล้วกระมังพระเจ้าค่ะ”
“ไม่มีทาง ข้าจะไม่สละราชสมบัติให้กับคนที่ไม่มีความกตัญญูและไม่มีคุณธรรม ผสกนิกรจะต้องเดือดร้อน หากได้ผู้ปกครองที่กระหายแต่อำนาจเช่นเจ้า หากเจ้าอยากได้อำนาจแห่งบัลลังก์แห่งนี้ เจ้าก็จะได้เพียงอำนาจที่ ‘แย่ง’ ไปเท่านั้น แต่เจ้าจะไม่ได้อำนาจของประชาชนอย่างแท้จริง”
“ทำไม! หม่อมฉันด้อยกว่าพี่รองตรงไหน! เด็จพ่อไม่เคยให้โอกาสข้า ทรงทราบได้อย่างไรว่าข้าจะทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่าเขา หรือเพียงเพราะเสด็จแม่ของหม่อมฉันเป็นเพียงสนมบรรณาการ” เขาตะคอกใส่องค์ฮ่องเต้ด้วยความโกรธ
“ไม่ได้เกี่ยวกับแม่ของเจ้าเลย ข้าให้ความเท่าเทียมกับลูกทุกคน ตามความถนัด ความเหมาะสม แล้วพวกเจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่ได้สนใจ ผลงานและพฤติกรรมของพวกเจ้าทั้งสี่คน ข้าให้คนติดตาม รายงานข้าอยู่เสมอ ถ้าข้าลำเอียงให้เจ้ารอง ข้าคงแต่งตั้งรัชทายาทไปนานแล้ว ไม่รั้งรอจนถึงบัดนี้หรอก เพราะด้วยโบราณราชประเพณี เขาคือผู้ที่เหมาะสมโดยชาติกำเนิดอยู่แล้ว ข้าจะตั้งเขาตั้งแต่เขาเกิดเลย ก็ไม่มีใครตำหนิได้ แต่ข้าก็ยืดเวลามาจนถึงบัดนี้ เพื่อให้พวกเจ้าได้แสดงฝีมือ แต่การจะมานั่งบนบัลลังก์นี้ อาศัยฝีมืออย่างเดียวไม่พอ มันต้องมีคุณธรรม มีความเมตตาด้วย เจ้าใหญ่สอบตกทั้งสองด้าน ส่วนเจ้าแม้มีสมอง แต่ก็ไม่เคยใช้เพื่อชาติ หรือเพื่อประชาชน เจ้าไม่เคยแสดงให้ข้าเห็นว่าเจ้ามีใจรักผสกนิกร เช่นนั้น เจ้าก็สอบตกเช่นกัน”
ไป๋หลงยวนเสมือนโดนแผดเผาด้วยเปลวไฟที่มองไม่เห็น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ดวงตาแดงก่ำ มือทั้งสองกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เสียงที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
“เสด็จพ่อไม่เคยให้โอกาสหม่อมฉันต่างหาก”
“โอกาสในการทำงาน ทุกคนได้รับหมด แต่ถ้าต้องรอให้ข้าหยิบยื่น ‘โอกาส’ ให้เป็นพิเศษเพื่อให้เจ้าได้สร้างผลงาน เช่นนั้นก็ไม่ถือว่าเจ้ามีความพร้อมที่จะปกครองแผ่นดิน ก่อนหน้านี้ที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ถึงแม้จะเกิดกับเพียงเมืองเล็กๆ เมืองเดียว แต่ชาวบ้านเหล่านั้นก็คือประชาชนที่เรา...ในฐานะราชวงศ์ที่ปกครองพวกเขา เจ้าได้ทำอะไร แน่นอนว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับงานโดยตรงของเจ้า แต่เจ้าเดือดร้อนหรือไม่ มันไม่เกี่ยวอะไรกับงานด้านการคลังของเจ้าสาม แต่ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่อง เจ้าสามรีบนำแผนที่จะช่วยเหลือในด้านการเงิน และการฟื้นฟูสภาพสังคมและอาชีพของผู้ประสบภัยมาทูลขอความเห็น แม้แต่หญิงสาวอย่างพระสนมจ้าว ยังพยายามช่วยทางด้านการดูแลผู้บาดเจ็บ...เห็นหรือไม่ ว่า ‘ความรัก ความเมตตา’ ที่ต้องมีต่อผสกนิกร สำหรับราชวงศ์ และสำหรับฮ่องเต้ มันต้องมาจากใจ ไม่ใช่แค่เพียงหน้าที่ของกรมใด หรือหน่วยงานใดเท่านั้น!” ฮ่องเต้ทรงตรัสความในพระทัยด้วยความอัดอั้นเช่นกัน ไป๋หลงยวนเป็นพระโอรสองค์เล็กสุด ที่ทรงให้ความเอ็นดูเป็นพิเศษด้วยซ้ำ เพราะถือกำเนิดตอนที่ทรงเริ่มมีอายุแล้ว โดยที่ไม่ได้สนใจสถานะของเขาที่เกิดจากพระสนมที่เป็นเพียงบรรณาการจากต่างเมืองเท่านั้น ทรงถือว่าเมื่อร่วมเรียงเคียงหมอนกันแล้วก็คือสถานะภรรยาคนหนึ่งเช่นกัน การกระทำอุกอาจขององค์ชายสี่ในวันนี้ จึงเป็นเรื่องที่ทำให้เสียพระทัยยิ่งกว่า การทรยศขององค์ชายใหญ่ เพราะทรงพอคาดการณ์ถึงความมักใหญ่ใฝ่สูงได้
แต่ไม่ว่าจะทรงตรัสอย่างไร ความจริงก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไป๋หลงยวนมีแต่ต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น
“ในเมื่อหม่อมฉันวางตำแหน่งไท่ช่างหวงให้อยู่อย่างสุขสบายแล้ว ไม่พอพระทัย ทรงบังคับให้หม่อมฉันโหดร้ายเองนะพระเจ้าค่ะ” ไป๋หลงยวนคว้าดาบของทหารใกล้ตัว พุ่งเข้าไปหมายจะปลงพระชนม์ แต่ไป๋หลงหลานปราดเข้าไปผลักฮ่องเต้ให้พ้นทาง และใช้ตัวของเขาบังฮ่องเต้เอาไว้ ตัวเขาจึงโดนคมดาบที่ฟันเฉียดไปนั้นแทน
ก่อนที่องค์ชายสี่จะลงดาบซ้ำไปที่ไป๋หลงหลาน ก็ต้องชะงักด้วยเสียงฝีเท้าคนจำนวนมากวิ่งเข้ามาในท้องพระโรง พร้อมเสียงการต่อสู้อย่างชุลมุนในท้องพระโรง ทหารกลุ่มใหญ่ที่มีปริมาณมากกว่าทหารขององค์ชายสี่ก็เข้ามาควบคุมสถานการณ์ไว้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ลู่เจ๋อเห็นสถานการณ์พลิกผันแล้วจึงรีบเข้าจับกุมองค์ชายสี่เอาไว้ได้ ในยามที่เขากำลังงุนงงกับเหตุการณ์ที่พลิกผันอย่างรวดเร็ว
ผู้ที่เข้ามาพลิกสถานการณ์นี้ก็คือท่านแม่ทัพใหญ่ที่ฮ่องเต้ทรงให้ราชเลขาสั่งปล่อยตัวไปอย่างเงียบๆ ตั้งแต่เมื่อคืนที่เสด็จไปหาไป๋หลงหลานในคุกหลวง ตอนที่จ้าวรั่วซีพิสูจน์ให้เห็นว่าองค์ชายรองโดนใส่ร้ายเรื่องฆาตกรรมมู่หย่งอี้ในคุกหลวง พระองค์ก็ทรงคาดการณ์เอาไว้เผื่อที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วเช่นกัน เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าจะเป็นองค์ชายสี่ที่เป็นคนลงมือ
------------------------------
เชิงอรรถ:
[1] ไท่ช่างหวง คือ อดีตจักรพรรดิที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่สละราชสมบัติให้ราชโอรส
------------------------------
จะเป็นฮ่องเต้ได้นี่ต้องคิดล่วงหน้าไปกี่ขั้นกันนะ...ว่ามั้ยคะ? ...