หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ สีหน้างุนงงเล็กน้อยแล้วกล่าวถามพรานหนุ่มออกไป
“มีอะไรเหรอครับพรานสิงห์”
พรานหนุ่มมีสีหน้าเคร่งขรึมดวงตาของเขาจ้องมองไปยังร่างของชายชราที่นอนอยู่บนเตียงจอมขมังเวทย์หนุ่มมองออกว่าเกิดอะไรขึ้นกับปู่ของหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ ดวงตาของเขามองเห็นกลุ่มควันที่ก่อตัวเป็รูปร่างของผีผู้หญิงตนหนึ่งหน้าตาเละช้ำเืช้ำหนองนั่งทับอยู่บนตัวของชายชราคนนั้นแล้วพรานหนุ่มจึงเอ่ยตอบหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ออกไปว่า
“คุณชายครับคุณเชื่อเื่คุณไสยดำมั้ยครับผมว่าท่านปู่ของคุณโดนคุณไสยเข้าแล้ว”
หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์สีหน้าใแล้วกล่าวถามพรานหนุ่มต่อ
“คุณไสยหรอครับมันจะเป็ไปได้ยังไงครับหมอเองก็วินิจฉัยแล้วว่าเป็โรคไข้มาลาเลียั้แ่ตอนที่ออกตามหาท่านพ่อท่านแม่ของผมแต่ว่าผมเองก็พาท่านไปรักษาที่โรงพยาบาลแต่อาการของท่านไม่ดีขึ้นเลยมีเพียงทรงๆทรุดๆมาเรื่อยจนมาตอนนี้ท่านก็ป่วยทรุดลงกว่าเดิมจนต้องนอนติดเตียง”
พรานสิงห์ขมวดคิ้วสีหน้าครุ่นคิดแล้วกล่าวต่อ
“ความจริงแล้วไข้มาลาเลียถ้ารักษาต่อเนื่องก็อาจจะหายขาดได้นะครับแต่ว่าอาการป่วยของเสด็จปู่ของคุณชายทรงๆทรุดๆมาตลอดซึ่งถ้ารักษาจริงจังยังไงมันก็ต้องดีขึ้นแต่นี่กลับทรุดลงจนเสด็จปู่ของคุณชายต้องนอนติดเตียง”
พรานหนุ่มกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์นิ่งคิดทบทวนถึงอาการแปลกๆของเสด็จปู่ของเขาแล้วกล่าวออกมาว่า
“เอ้..ผมลองคิดดูแล้วบางที่อาการของท่านก็แปลกเดี๋ยวก็เหม่อลอยบางทีก็พูดคนเดียวหรือว่าเพ้อขึ้นมาเองเหมือนคนฝันแต่ตอนนั้นผมเองไม่ได้คิดไปในทางเื่ไสยศาสตร์เลยครับ”
ทุกคนมีสีหน้าเป็กังวลเป็อย่างมากแล้วผู้กองเดชชาติจึงกล่าวออกไปว่า
“ผมว่าคุณชายลองให้เ้าสิงห์มันดูหน่อยดีกว่าครับเขารู้เื่ในทางนี้ดี”
หม่อมราชวงศ์แห่งวังศิวสุริยะการณ์ขมวดคิ้วสีหน้าครุ่นคิดแล้วกล่าวต่อว่า
“ก็ได้ครับถ้าอย่างนั้นคุณช่วยลองดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเสด็จปู่ของผม”
พรานสิงห์จ้องมองไปยังิญญาผีร้ายที่อยู่บนร่างของหม่อมเ้านวดลแล้วหลับตาส่งเสียงกระแสเสียงออกไปกล่าวถามต่อดวงิญญาตนนั้น
“มึงเป็ใครทำไมต้องทำร้ายชายคนนี้ด้วยออกไปจากร่างของเขาซะ”
เมื่อพรานสิงห์ส่งกระแสเสียงออกไปถามพลันดวงิญญาผีร้ายตนนั้นหันหน้ามาทางพรานหนุ่ม หน้าตาเละช้ำเืช้ำหนองดวงตากลวงโบ๋คางด้านล่างห้อยรุ่งริ่งพร้อมกับครางเสียง“แฮ่!!...”แล้วิญญาผีตนนั้นจึงส่งเสียงกระแสจิตกลับมาว่า
“ไม่ใช่เื่ของมึง อย่ามายุ่งไม่งั้นมึงจะเจอดี”
สิ้นกระแสเสียงของผีตนนั้นหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ ผู้พันเรืองวุฒิ ผู้กองเดชชาติแม้จะไม่เห็นดวงิญญาผีร้ายตนนั้นแต่มีความรู้สึกถึงบรรยากาศที่เย็นะเืขึ้นพร้อมกับขนแขนที่ลุกตั้งชันบรรยากาศข้างนอกเกิดลมพัดอย่างแรงจนหน้าต่างกระพือเปิดปิดกระทบกันเสียงดังสนั่นวังศิวสุริยะการณ์กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงเหมือนกับซากหมาตายเน่าลอยมากระทบโพรงจมูกของทั้งสี่คนสีหน้าของบุรุษทั้งสามที่ยืนอยู่หลังพรานสิงห์ต่างตื่นใกับเหตุการที่เกิดขึ้นพร้อมกับจักษุของหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ผู้พันเรืองวุฒิและผู้กองเดชชาติต่างเบิกโพรงขึ้นเพราะเห็นกลุ่มควันที่ก่อตัวเป็ร่างของผีร้ายน่าเกลียดน่ากลัวเกาะอยู่บนร่างของชายชราที่นอนอยู่บนเตียง
พรานหนุ่มสีหน้าเรียบเฉยแล้วส่งกระแสเสียงกล่าวไปว่า
“มึงออกไปดีๆดีกว่าไม่งั้นมึงจะเจ็บตัว”
สิ้นกระแสเสียงของพรานหนุ่มิญญาผีร้ายคราง “แฮ่!!..” พร้อมกับะโคลานขึ้นไปบนเพดานคอบิดเบี้ยวพรานสิงห์เตรียมพร้อมยกมือกำตระกรุดที่ห้อยอยู่บนลำคอร่ายกำกับคาถาพลันิญญาผีร้ายะโพุ่งลงมาหวังจะทำร้ายพรานสิงห์
ทันทีนั้นตะกรุดที่อยู่ในมือเรืองแสงขึ้นพรานหนุ่มลืมตาชูมือที่กำตะกรุดยกใส่หน้าผีร้ายตนนั้นเสียงร้อง “กรี๊ด!!..” กรีดร้องโหยหวนดังทั่วทั้งวัง ร่างของผีร้ายกระเด็นลอยออกไปกระแทกกับพนังห้องสลายกลายเป็หมอกควันแล้วกลับมารวมเป็กลุ่มก้อนเบนเป้าหมายพุ่งเข้าโจมตีหม่อมราชวงศ์แห่งวังศิวสุริยะการณ์ด้วยความรวดเร็วพรานสิงห์ไม่ทันตั้งตัว ได้แต่ร้องเรียกหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์
“คุณชายระวังครับ”
แต่ผู้กองเดชชาติที่อยู่ใกล้ๆก็ไวทันกันะโผลักหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ล้มลงเพื่อหลบการโจมตีของผีร้ายตนนั้น พลันกลุ่มควันผีร้ายจึงเลยไปกระแทกใส่หน้าอกของผู้พันเรืองวุฒิที่อยู่ด้านหลังตัวกระเด็นลอยไปชนกับพนังของห้องพร้อมกับเสียงร้องโอดโอยของผู้พันเรืองวุฒิแล้วกลุ่มควันผีร้ายจึงลอยไปเข้าสิงร่างของหม่อมเ้านวดลที่นอนอยู่บนเตียงทันทีนั้นร่างของหม่อมเ้านวดลพลันถลึงตัวขึ้นดวงตาขาวขุ่นไม่มีดวงตาสีดำแสยะยิ้มอย่างหน้ากลัวพรานสิงห์เห็นดังนั้นจึงกำตะกรุดในมือร่ายคาถาแล้ววิ่งเข้าไป ะโเอาตะกรุดกดลงที่หน้าผากของหม่อมเ้านวดลทันทีนั้นเสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังออกมาจากปากของหม่อมเ้านวดล “กรี๊ด..กรี๊ด” เสียงกรีดร้องโหยหวนดังทั่วทั้งวังสีหน้าบิดเบี้ยวแลดูเ็ปอย่างรุนแรงร่างดิ้นพรวดพราดพร้อมกับควันที่ลอยขึ้นกลางหน้าผากของหม่อมเ้านวดล
“กรี๊ดๆๆ ร้อน..ร้อนอย่าทำข้า..กรี๊ด!”
เสียงร้องของผีร้ายยังคงดังอย่างต่อเนื่องพรานสิงห์เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มใบหน้า ปากก็ขมุบขมิบร่ายคาถา ชั่วอึดใจร่างของหม่อมเ้านวดลก็สงบลงพร้อมกับเสียงถอนหายใจของพรานหนุ่มคุณชายปุญณพัฒน์ตั้งสติได้รีบวิ่งเข้ามาดูท่านปู่ของเขาพร้อมกับกล่าวกับพรานสิงห์ว่า
“เป็ยังไงบ้างครับผีร้ายมันไปหรือยัง”
พรานสิงห์ยกแขนขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าพร้อมพยักหน้าแล้วกล่าวว่า
“มันไปแล้วครับ”
เมื่อรู้แน่ชัดแล้วว่าผีร้ายตนนั้นมันไปแล้วหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์จึงถอนหายใจโล่งอกแล้วร้องเรียกปลุกท่านปู่ของเขา
“เสด็จปู่ครับ...เสด็จปู่”
พรานสิงห์เห็นดังนั้นจึงเอามือจับที่หัวไหล่ของคุณชายแห่งวังศิวสุริยะการณ์แล้วกล่าวต่อ
“ปล่อยท่านพักผ่อนก่อนเถอะครับคุณชาย”
หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ได้ยินดังนั้นจึงจัดท่าทางของท่านปู่ของเขาให้นอนในท่าสบายแล้วเดินออกไปนอกห้องพร้อมกับพรานสิงห์ผู้พันเรืองวุฒิ และผู้กองเดชชาติ
เมื่อทั้งสี่คนเดินมาถึงชั้นล่างคุณชายปุญณพัฒน์จึงกล่าวกับพรานสิงห์ว่า
“ขอบคุณมากครับพรานสิงห์ที่ช่วยเสด็จปู่ของผมไว้และก็ขอบคุณผู้กองเดชชาติด้วยครับที่ช่วยผมไม่ให้โดนผีร้ายตนนั้นทำร้ายเอา”
เมื่อกล่าวขอบคุณทั้งสองคนแล้วคุณชายปุญณพัฒน์จึงกล่าวสอบถามอาการไปยังผู้พันเรืองวุฒิว่า
“ผู้พันละครับเป็ยังไงบ้างาเ็ตรงไหนบ้าง”
ผู้พันเรืองวุฒเอามือกุมหน้าอกหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อยและลูบวนตรงหน้าอกไปมาพลางตอบออกไปว่า
“ไม่เป็อะไรมากหรอกครับคุณชายแค่จุกๆเท่านั้นครับ”
ได้ยินดังนั้นหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์จึงรู้สึกโล่งใจแล้วจึงหันหน้าไปทางพรานสิงห์แล้วกล่าวถามต่อ
“ผมไม่คิดเลยว่าจะมีผีร้ายคอยเล่นงานเสด็จปู่ของผม”
พรานสิงห์ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อว่า
“ผมว่าเสด็จปู่ของคุณชายน่าจะโดนคุณไสยครับแต่ท่านเองก็มีวิชาจึงพยายามถอนคุณไสยออกแต่ว่าเคราะห์ซ้ำด้วยเสด็จปู่ของคุณชายก็ป่วยจากไข้มาลาเลียด้วยประกอบกับดวงของท่านตกจึงทำให้ไอ้คนที่ส่งคุณไสยมาเล่นงานท่านส่งมาอีกหลายครั้งจนท่านทรุดลงเรื่อยๆแต่ครั้งนี้มันส่งผีร้ายมาด้วยกะหมายเล่นงานเอาชีวิตของเสด็จปู่ของคุณชายครับ”
หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์สีหน้ากังวลแล้วกล่าวกับพรานสิงห์ว่า
“แล้วอาการของเสด็จปู่ผมตอนนี้เป็ยังไงบ้างครับแล้วมันจะกลับมาเล่นงานเสด็จปู่ของผมอีกหรือไม่ครับ”
พรานหนุ่มยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวกับคุณชายปุญณพัฒน์ว่า
“อาการของเสด็จปู่ของคุณชายตอนนี้น่าจะยังมีคุณไสยอยู่บ้างแต่ไม่มากเพราะท่านได้ถอนออกไปบางส่วนตอนนี้ผมว่ามันคงยังไม่ส่งคุณไสยมาทำร้ายอีกหรอกครับเพราะของๆมันก็ตีกลับไปทำร้ายตัวมันเองคงหน้าจะเจ็บหนักพอควร เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะทำน้ำมนต์ให้เสด็จปู่ของคุณชายเสวยครับ”
หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ได้ยินดังนั้นจึงรู้สึกใจชื้นขึ้นมาและรู้สึกถูกชะตากับพรานหนุ่มคนนี้เป็อย่างมากแล้วหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์จึงกล่าวต่อ
“เอาละครับคืนนี้พวกคุณพักกันที่นี่แหละเดี๋ยวผมจะสั่งให้คนจัดอาหารมาเลี้ยงพวกคุณครับ”
พรานหนุ่มผู้พันเรืองวุฒและผู้กองเดชชาติรู้สึกเกรงใจคุณชายแห่งวังศิวสุริยะการณ์เป็อย่างมากแล้วพรานสิงห์จึงกล่าวออกไปว่า
“ไม่เป็ไรดีกว่าครับรบกวนคุณชายเปล่าๆเดี๋ยวผมไปพักกับเ้าเดชก็ได้ครับ”
หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ได้ยินดังนั้นจึงกล่าวออกไปว่า
“เอาน่าเราคนกันเองไม่ต้องเกรงใจครับคิดซะว่าเราเป็เพื่อนเป็พี่เป็น้องกัน”
หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ยิ้มด้วยสีหน้าเป็กันเองพรานสิงห์และชายหนุ่มอีกสองคนจึงตอบตกลงที่จะพักค้างคืนกันที่นี่
....................................................
อีกด้านหนึ่งในห้องที่มืดสลัวมีเพียงแค่แสงเทียนที่จุดขึ้นอยู่หน้าโต๊ะหมู่บูชามีร่างของชายวัยกลางคนผมขาวไว้หนวดเครายาวนั่งขัดสมาธิอยู่อักขระยันต์ที่สักไว้ตามแขนดูเข้มขลังนัก พลันสีหน้าของเขาซีดเผือดกระอักเืออกมาจากปากคำโตพร้อมกับลงไปนอนดิ้นพรวดพราดร้องด้วยความเ็ป “อ้า..อ้ากก..โอ้ยย!!”ปากของเขาขยับขมุบขมิบท่องอะไรบางอย่างทันทีนั้นอาการทุรนทุรายของเขาก็ทุเลาลงพลางพยุงตัวขึ้นนั่งพิงข้างฝาห้อง
คราบเืยังไหลอยู่ที่มุมปากในตาของเขาฉายแววอาฆาตพึมพำในลำคอว่า
“มันเป็ใครว่ะที่ทำให้กูาเ็ขนาดนี้ถ้ากูรู้ละก็กูเอามึงคืนแน่”