เมื่อได้ยินดังว่าในหัวเฉินจิ้งโหรวพลันขาวโพลนไปหมด ที่แท้คนเบื้องหน้าก็คือคนที่ท่านแม่เคยบอกไว้เป็นบ้านที่หาไว้ให้เฉินจิ้งเจียแล้วนั่นเอง
ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สถานะของตนตั้งแต่แรกและทราบดีถึงอำนาจของจวนป๋อชางโหวอีกด้วย
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ยังคิดจับตัวเฉินจิ้งเจียไปให้ได้ ย่อมมิใช่ปุถุชนคนธรรมดาอย่างแน่นอน
เฉินจิ้งโหรวรู้สึกเสียใจขึ้นในบัดดลหากรู้ตั้งแต่แรก เมื่อครู่นางคงค่อยๆ เกลี้ยกล่อมคนป่วยนั่นไปแล้ว
หากแต่ยามนี้สีหน้านางเปลี่ยนจนแทบกลั้นไว้ไม่อยู่ตอนนี้ในมือนางไม่มีผ้าเช็ดหน้าติดมา จึงทำได้เพียงประสานสองมือไปมาอย่างลุกลนจิตใจตื่นตระหนกเจียนไม่ไหวอีกต่อไป
หากท่านแม่เลือกตำแหน่งฮูหยินแล้วทิ้งตนไปจะทำอย่างไรดี?
เห็นชัดว่าคนเหล่านี้เป็นคนต่างแคว้นถ้าพวกเขาพาตนไปจริง ชั่วชีวิตนี้นางจะยังมีโอกาสได้กลับมาหรือไม่?
นางกวาดมองผู้คนรอบห้องครั้งหนึ่งดูเหมือนว่าเจ้าคนป่วยนั่นจะคุยด้วยง่ายที่สุดแล้ว เฉินจิ้งโหรวกลั้นใจตั้งสติเดินเข้าใกล้เตียงนั้นสองสามก้าว
เด็กรับใช้ด้านข้างปรี่เข้าขวางฝีเท้าเฉินจิ้งโหรวทันทีเฉินจิ้งโหรวเองก็คร้านจะสนใจเขา จึงเบนสายตามองคนบนเตียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“คุณชายเมื่อครู่ท่านบอกว่าประเดี๋ยวจะพาข้าไปส่ง ท่านคงพูดจริงใช่หรรือไม่เจ้าคะ?”
หากเฉินจิ้งโหรวไม่กล่าววาจาโอหังเหล่านั้นช่างกว่านยวี่คงยอมส่งนางกลับไปดีๆ แต่น่าเสียดาย...
เขามองออกว่าคนอย่างเฉินจิ้งโหรวนั้นต่อให้ส่งนางกลับไป ไม่แน่อาจหาเรื่อง แฉพวกเขาเพื่อเอาคืนก็เป็นได้
ถึงแม้พวกเขาจะเป็นฝ่ายผิดก่อนก็มิได้หมายความว่าช่างกว่านยวี่จะยอมรับโทษอะไรก็ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาเป็นคนจากแคว้นต้าเซิ่งแต่ยามนี้อยู่ในเมืองหลวงของราชวงศ์ต้าเซี่ย แค่นี้ก็น่าสงสัยมากพอแล้วต่อให้พวกเขาบอกไปว่ามาที่นี่เพื่อตามหาหมอเพื่อรับยารักษาไปทว่าจะมีใครเชื่อคำพูดพวกเขาอย่างนั้นหรือ?
ครั้นคิดเช่นนั้นสายตาช่างกว่านยวี่ยิ่งเยือกเย็นกว่าที่เคย “ข้ารับปากจริงว่าจะส่งคุณหนูใหญ่เฉินจิ้งเจียกลับไป ทว่าในเมื่อเจ้ามิใช่นางเช่นนั้นย่อมเป็นโมฆะ”
ช่างกว่านยวี่ถือเป็นคนใจดีมีเมตตาหากแต่เขาก็มิได้ถึงขั้นโง่เขลายอมทิ้งตัวเองเพื่อคนอื่นอยู่ดี
“เจ้าเจ้ามันไร้สัจจะจริงๆ!”
เฉินจิ้งโหรวบันดาลโทสะแผดตะโกน
“บังอาจ!”
ฮูหยินผู้นั้นฟาดมือตบโต๊ะแม้แต่น้ำเสียงยังเปี่ยมอำนาจกดดันน่าเกรงขามเฉินจิ้งเจียตกใจจนขาอ่อนไร้เรี่ยวแรง ทรุดตัวลงพื้นทันใด
ช่างกว่านยวี่มองเฉินจิ้งโหรวที่มือไม้สะเปะสะปะทำตัวไม่ถูกบนพื้นก็เป็นอันต้องส่ายหน้าอย่างระอา คนแบบนี้ต่อให้ส่งมาให้ เขาก็ไม่ต้องการอยู่ดี
ครั้นคิดเช่นนั้นความคิดที่มีต่อเฉินจิ้งเจียที่จะถูกส่งมาคลุมถุงชนล้างเคราะห์นั้นก็ยิ่งดูน่าประหลาดขึ้นอีกหลายส่วนทีเดียว
ทันใดนั้นนอกห้องพลันมีหญิงรับใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาโผเข้ากระซิบบางอย่างข้างหูฮูหยิน ฮูหยินผู้นั้นหยักยิ้มมุมปากเบาๆก่อนปราดสายตามองเฉินจิ้งโหรว
“ดูสิดูสิพูดอะไรไปสิ่งนั้นก็มา เมื่อครู่เพิ่งพูดถึงแม่แสนดีของเจ้าตอนนี้คนของแม่ผู้แสนดีก็มาแล้ว”
นางเอ่ยพลางหยัดกายยืนปรายตามองเฉินจิ้งโหรวหัวจรดเท้า “เอาละ คุณหนูรอในห้องคุณชายมานานพอแล้วส่งนางกลับไปพักเสีย”
ฮูหยินเดินออกไปเฉินจิ้งโหรวถูกสาวใช้หิ้วตามไป เพียงแต่การถูกหิ้วครั้งนี้เทียบกับตอนมาแล้วกลับดูรุนแรงกว่ามากทีเดียว
ขณะที่เฉินจิ้งโหรวยังรอจ้าวอี๋เหนียงมาช่วยนางนั้นทางเฉินจิ้งเจียก็เริ่มทำการบดดอกยู่เหยียนแห้งที่เผยฉางชิงมอบให้นางแล้ว
กระถางเตาไฟหลายเตาวางรวมไว้ด้วยกันด้านบนมีตะแกรงวางไว้เรียงราย เฉินจิ้งเจียและหนานจือนั่งพร้อมหน้าช่วยกันเด็ดกลีบดอกเหล่านั้นวางบนตะแกรง
หนานจือมองเฉินจิ้งเจียที่ตั้งหน้าตั้งตาเด็ดกลีบดอกท่าทางมิได้กังวลเสียใจแม้แต่น้อย นับว่าดูแปลกพอสมควร
“คุณหนูนี่เป็นดอกที่ท่านว่าที่เขยมอบให้ ท่านก็จะเด็ดทิ้งทั้งอย่างนี้หรือเจ้าคะ?” หนานจือถาม
มือที่กำลังเด็ดกลีบดอกชะงักเฉินจิ้งเจียหันมองหนานจือ “อืม เด็ดแล้วไม่ใช่แค่เด็ด แต่ต้องอบแห้งด้วยจากนั้นค่อยบดละเอียดให้เป็นผง”
เมื่อได้ยินนางเอ่ยกระบวนการต่อจากนี้หนานจือก็ขมวดคิ้วอย่างฉงนใจ นี่มันเหมาะสมแล้วหรือ?
แม้นจะบอกว่านางมิได้สนิทสนมมากและไม่เคยทำดีกับใครมาก่อนก็ตาม ทว่าแผนการแบบนี้ก็น่าจะรู้บ้างนี่
“เหตุใดคุณหนูต้องบดดอกยู่เหยียนเป็นผงด้วยเจ้าคะ? หรือผงดอกยู่เหยียนนี้ใช้ทำชาดได้เจ้าคะ?” หนานจือมองกลีบดอกสีแดงสดในตะแกรงอบแห้งนอกจากทำชาดแล้ว ก็คิดวิธีใช้อย่างอื่นไม่ออกอีกแล้ว
เฉินจิ้งเจียนึกถึงสิ่งที่เผยฉางชิงเคยบอกไว้มุมปากได้รูปเป็นอันยกยิ้ม “เจ้าไม่เข้าใจ”
สองมือที่กำลังยุ่งอยู่ของหนานจือหยุดลงเช่นกันมองคุณหนูของตนด้วยสายตาเสียใจระคนโกรธเคือง อะไรก็ว่านางไม่เข้าใจไหนเลยนางจะไม่เข้าใจกัน?
มิใช่เพราะจะแกล้งนางจึงไม่ยอมบอกหรือ!มิใช่เพราะบุรุษหรอกหรือ! ฮึ หนานจือไม่สน! ไม่สนสักนิด!
ขณะที่นางคิดเองอารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นเองนั้นเฉินจิ้งเจียกำลังเด็ดกลีบดอกอย่างตั้งอกตั้งใจ พลิกกลีบดอกในตะแกรงสานตลอดเวลาไม่ได้สนใจหนานจือตั้งแต่แรก
แม้บอกว่าเฉินจิ้งโหรวถูกลักพาตัวไปแล้วดูอย่างไรเฉินจิ้งเจียก็ปลอดภัยไร้ห่วง หากแต่เฉินจิ้งเจียกลับไม่คิดเช่นนั้น
หากบอกว่าผู้ที่ลักพาตัวเฉินจิ้งโหรวไปเป็นคนเดียวกับคนที่มองนางหลังฉากกั้นตอนนั้นละก็เช่นนั้นเป้าหมายหลักของพวกเขาก็คือตัวนางอยู่ดี
ยากจะมั่นใจได้ว่าจ้าวอี๋เหนียงจะไม่ขายตนทิ้งเพื่อช่วยเฉินจิ้งโหรว
เช่นนั้นนางทำได้เพียงชิงเตรียมตัวให้พร้อมรอบด้านไว้ก่อนซึ่งก็รวมถึงผงดอกยู่เหยียนที่จะช่วยชี้ตำแหน่งของของตนนี้อีกด้วย
กระทั่งดอกยู่เหยียนทั้งหมดถูกบดละเอียดเป็นผงเฉินจิ้งเจียจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก หยิบถุงผ้าหูรูดงานเย็บประณีตใบหนึ่งออกมาตักผงดอกยู่เหยียนใส่ไว้ให้เต็มถุงหูรูด
หนานจือถลึงตามองที่แท้นางก็เข้าใจคุณหนูผิดไปนี่เอง!
การที่คุณหนูทำเช่นนี้ต่างหากถึงเป็นวีธีรักษาดอกยู่เหยียนที่ท่านว่าที่เขยมอบให้ได้อย่างยาวนาน!
ครั้นคิดได้เช่นนี้นางเป็นอันต้องคารวะเฉินจิ้งเจีย “คุณหนูสุดยอดจริงๆ เจ้าค่ะ!”
“อะไรนะ?”
จู่ๆหนานจือกล่าวชมนางอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้ ทำเอาเฉินจิ้งเจียงุนงงไปชั่วขณะ
“ก็ดอกยู่เหยียนนี่อย่างไรเล่าเจ้าคะ!”หนานจือเอ่ย “ก่อนหน้านี้บ่าวโง่เง่าเอง คิดแค่ว่าวางดอกไม้นี้ไว้ในห้องก็เป็นพอแต่คาดไม่ถึงว่าคุณหนูจะใช้วิธีการนี้ ทำให้ดอกไม้คงอยู่อย่างเนิ่นนานสมกับดอกไม้ที่ท่านว่าที่เขยอุตสาหะไปเก็บมาเจ้าค่ะ!”
เฉินจิ้งเจียมองถุงผ้าหูรูดในมืออย่างระอาเล็กน้อยแน่นอนว่าดอกยู่เหยียนนี้เอาไว้ใช้ทำอย่างอื่น
“หนานจือเจ้าไม่เข้าใจ”
เฉินจิ้งเจียพูดอีกครั้ง
เมื่อได้ยินคำเดิมอีกรอบหนานจือเป็นอันต้องกลอกตาใส่ไปทีคุณหนูสกุลตนมิได้เป็นคนไปหาท่านว่าที่เขยเองหรอกหรือ ยังมีอะไรไม่สำคัญอีกเอาแต่พูดทั้งวันว่านางไม่เข้าใจ เรื่องอื่นๆ น่ะนางล้วนเข้าใจดีทั้งสิ้น!
“ได้ได้ ได้เจ้าค่ะ บ่าวไม่เข้าใจเอง บ่าวมิได้แต่งงานกับใครอื่นเช่นคุณหนูย่อมไม่เข้าใจอะไรมากมายเช่นนี้แหละเจ้าค่ะ” หนานจือตอบกลับขอไปทีดูไม่ออกว่าพูดจริงจังหรือล้อเฉินจิ้งเจียกันแน่
นิสัยขี้น้อยใจของนางนั้นเฉินจิ้งเจียก็มิได้ยั้งนางแต่อย่างใด นางคิดอย่างไรพอใจอย่างไรก็พูดออกอย่างนั้น
“เจ้าไปเอาผงไข่มุกมาให้ข้าอีกถุงเอาใส่ถุงหูรูดสีขาวนะ” เฉินจิ้งเจียสั่งกำชับ
ถุงหูรูดสีแดงที่ใส่ผงดอกยู่เหยียนในมือนี้พกไปพร้อมถุงหูรูดสีขาวใส่ผงไข่มุกอีกถุงหากไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็พกทั้งสองติดตัวไว้เป็นเครื่องประดับหากเกิดเรื่องขึ้นจะได้ผสมกันอย่างรวดเร็วเพื่อดึงดูดบึ้งมานั่นเอง