ตอนที่9 อัสนีแปดพิเคราะห์
หลิวเย่ส่งข้อมูลทางจิติญญาให้กับผู้าุโเผิงและเ้าสำนักเหมันต์โดยตรงเกี่ยวกับการค้นพบใบเว่ย
มีเสียงตอบกลับมาอย่างชื่นชมจากเ้าสำนักเหมันต์ว่า“เ้าทำได้ดีมาก”
หลิวเย่สอนสูตรส่วนประกอบของผงปรุงรส์เพื่อใช้ในโรงครัวให้กับโหวพั้งจื่อ
“เยี่ยมไปเลยขอรับผู้าุโหลิวเมื่อเช้าผู้าุโเผิงได้มาแจ้งกับข้าน้อยไว้แล้วว่าหากผู้าุโหลิวค้นพบใบเว่ยจะเร่งให้
พวกเราปลูกขยายเพื่อใช้ปรุงอาหารในโรงครัว”
“เช่นนั้นข้าฝากเ้าด้วยแล้วกัน”หลิวเย่ถือโอกาสให้พั้งจื่อทำงานแทนตนเองทันที
เพราะเขามีภารกิจที่จะต้องไปดูแลและอ่านตำราที่หอตำรารวมถึงศึกษาความลับของโลกใบเล็กที่ได้รับมา
โชคดีที่เขาเดินทางมาโลกเทียนถังและได้พบกับเ้าสำนักเหมันต์กับเหล่าผู้าุโที่ไม่เขม่นเขาจนทำให้วุ่นวาย
..........
เวลานี้หลิวเย่กลับมาที่คฤหาสน์ตนเอง
เขาตั้งใจจะทดสอบดูว่าสามารถเดินทางไปโลกใบเล็กจากที่นี่ได้หรือไม่?
เพราะหากจะบินไปที่ชายป่าริมทะเลถูจ่าย
หลิวเย่รู้สึกว่าไม่สะดวกสำหรับตนเอง
เขาใช้พลังจิตพุ่งเข้าใส่จี้หยกที่ห้อยอยู่บนคอ
“แว็บ”พลันมีแสงสว่างโอบล้อมรอบตัวและร่างของหลิวเย่เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“แว็บ”หลิวเย่ลืมตาขึ้นมาและมองไปรอบๆอย่างตื่นเต้น
เขาพบว่าตนเองกลับมาที่โดมโปร่งแสงได้อย่างที่คาดหวังไว้“เยี่ยมจริงๆที่กลับมาโลกซือเจี๋ยได้อีกครั้ง”
หลิวเย่ขมวดคิ้วแน่นเพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นค้นหาความลับของโลกซือเจี๋ยแห่งนี้จากจุดใดก่อนดี?
“คงต้องลองดูในป่านั่นก่อนมันมีกระท่อมซ่อนอยู่ในนั้น อาจมีข้อมูลหรือสิ่งของบางอย่างหลงเหลืออยู่บ้าง”
เมื่อตัดสินใจแล้วเขาพุ่งตัวออกจากโดมโปร่งแสงขึ้นสู่เหนือผิวน้ำทะเลทันที
“วื้ด ตู้ม”
จากนั้นหลิวเย่บินตรงไปยังกระท่อมที่มีเถาวัลย์และต้นไม้ขึ้นปกคลุมโดยรอบจนแทบมองไม่เห็น
เขาโบกมือส่งพลังปราณพุ่งเข้าทำลายพร้อมกับลมพัดให้เถาวัลย์และต้นไม้ปลิวออกไป
เมื่อเถาวัลย์และต้นไม้ที่ขึ้นปกคลุมหายออกไปหมดแล้วได้เผยตัวกระท่อมออกสู่สายตา
“แปลกจัง กระท่อมยังมีสภาพดูดีอยู่เลย”
หลิวเย่ประหลาดใจที่พบว่าตัวกระท่อมถึงจะดูเก่าไปบ้างแต่สภาพโดยรวมยังดูดีและสามารถใช้งานได้
“อย่างน้อยก็ถือว่าเป็การเทเลพอร์ตระยะใกล้ๆก็แล้วกัน”
เขามองโลกในแง่ดีและเดินตรงเข้าไปเปิดประตูกระท่อมเพื่อสำรวจสิ่งของภายใน
“โอ้! โชคดีจริงๆ”
ทันใดนั้นหลิวเย่เหลือบมองเห็นกล่องไม้ขนาดย่อมที่บรรจุหนังสือโบราณเก่าแก่จนกระดาษแทบจะเปื่อยยุ่ยไปหมด
เขาหยิบหนังสือขึ้นมาดูอย่างระมัดระวังและเปิดเห็นข้อความที่เขียนในภาษาหนึ่งซึ่งเคยพบในโลกโบราณมาก่อน
“อย่างน้อยก็เป็ภาษาที่เคยเรียนรู้มาก่อนถ้าอ่านไม่ออกต้องแย่แน่เลยเพราะฮัทก็ใช้งานที่นี่ไม่ได้”
เขาพึมพำกับตัวเองพลางลุ้นอยู่ทุกขณะว่าตนเองสามารถไขความลับอะไรได้บ้าง?
เมื่อเปิดหนังสือออกอย่างแ่เบาพลันเห็นข้อความที่ทำให้ตนเองตัวสั่นสะท้านอย่างตื่นเต้นยินดี
เพราะมันคือตำราโบราณที่พูดถึงที่มาและการใช้งานสัมบัติชิ้นหนึ่งของตระกูลคีตุสที่หายสาบสูญไปหลายพันปี
นั่นคืออัสนีแปดพิเคราะห์
“ฮ่าๆ โชคชะตาเข้าข้างฉันจริงๆ” หลิวเย่หัวเราะเสียงดังลั่นอย่างมีความสุข
เขาตั้งใจอ่านข้อความในหนังสือโบราณเล่มเล็กและบางซึ่งมีข้อความสั้นกระชับดังนี้
หน้าหนึ่งสมบัติแห่งตระกูลคีตุส “อัสนีแปดพิเคราะห์” สามารถใช้งานโดยการร่ายเวทมนตร์ 8พิเคราะห์
หน้าสองสัญจรวัตร ผู้ใช้ยืนบนตำแหน่งสัญลักษณ์ ◙เพื่อเดินทางระหว่างดวงดาวและข้ามจักรวาล
หน้าสามเกราะนิรมิต ผู้ใช้ยืนบนตำแหน่งสัญลักษณ์ ◘เพื่อสร้างเกราะป้องกันระหว่างเดินทาง
หน้าสี่ เหมันต์พิฆาตผู้ใช้ยืนบนตำแหน่งสัญลักษณ์ ⱹ เพื่อใช้ความเย็นหรือหิมะทั้งหลายทำลายศัตรู
หน้าห้า ปฐีพิฆาตผู้ใช้ยืนบนตำแหน่งสัญลักษณ์ ⸙ เพื่อใช้ดินทั้งหลายทำลายศัตรู
หน้าหกวารีพิฆาต ผู้ใช้ยืนบนตำแหน่งสัญลักษณ์ ⸎ เพื่อใช้น้ำทั้งหลายทำลายศัตรู
หน้าเจ็ดวายุพิฆาต ผู้ใช้ยืนบนตำแหน่งสัญลักษณ์ ≈ เพื่อใช้ลมทั้งหลายทำลายศัตรู
หน้าแปดอัคคีพิฆาต ผู้ใช้ยืนบนตำแหน่งสัญลักษณ์ ☼เพื่อใช้ไฟทั้งหลายทำลายศัตรู
หน้าเก้าอัสนีพิฆาต ผู้ใช้ยืนบนตำแหน่งสัญลักษณ์ ⸘เพื่อใช้สายฟ้าทั้งหลายทำลายศัตรู
หน้าสิบ อัสนีแปดพิเคราะห์หายสาบสูญไปเมื่อสองพันปีก่อน
หากผู้ใดมีโชคชะตาต่อสมบัติจงอ่านเวทมนตร์นี้และใช้มันเพื่อทำลายสมาพันธ์แห่งดวงดาว
คำแนะนำอัสนีแปดพิเคราะห์สามารถใช้ปกป้องและสังหารศัตรูได้ถึงขอบเขตแกนะระดับปัจฉิมเท่านั้น
หมายเหตุ อัสนีแปดพิเคราะห์สามารถเดินทางระหว่างดวงดาวหรือข้ามจักรวาล
โดยใช้หินพลังงานมากน้อยตามระยะทาง
ความเร็วของสัญจรวัตรโดยใช้หินพลังงานมีอัตรา500,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ความเร็วของสัญจรวัตรโดยใช้พลังปราณขอบเขตแกนะขึ้นไปมีอัตราเท่ากับใช้หินพลังงาน
สัญจรวัตรสามารถบรรทุกผู้เดินทางได้สูงสุด8 คนเท่านั้น
หลิวเย่พบอีกหนึ่งภาษาที่แตกต่างแต่เขาสามารถเข้าใจได้ทันที
เพราะนั่นคือภาษาจากความทรงจำเดิมของอาจารย์ตนเอง
ซึ่งบันทึกไว้ว่า“ข้ามีโอกาสได้พูดคุยกับสมาชิกตระกูลคีตุสคนหนึ่งซึ่งเป็ผู้เก็บรักษาหนังสือนี้และเขาได้มอบมันให้กับข้า
เพื่อหวังให้ซ่อนมันไว้จากสมาพันธ์แห่งดวงดาว”
หลิวเย่เข้าใจกับบันทึกคำแนะนำในทันที“ที่แท้อาจารย์เป็คนพบมันและนำมาซ่อนไว้ที่นี่”
เขาเริ่มมองเห็นความหวังที่จะตามหาอาจารย์ของตนเองบ้างแล้ว
เพราะในเวลานี้มีร่องรอยของอาจารย์ที่เคยเดินทางมาและเก็บซ่อนสมบัติสำคัญไว้ในโลกเทียนถังและโลกซือเจี๋ยนี้
จากบันทึกข้อความในหนังสือโบราณ
ทำให้หลิวเย่เข้าใจความหมายของระดับในขอบเขตแกนะและแกนนิรันดร์ได้อย่างง่ายดาย
เพราะว่าแกนะและแกนนิรันดร์จะมีชื่อเรียกแต่ละระดับแตกต่างจากขอบเขตอื่น
นั่นคือ แกนะประกอบด้วยระดับจุติ ปฐม บรม และปัจฉิม ซึ่งเทียบเท่ากับระดับต้น กลาง ปลายและสูงสุด
ส่วนแกนนิรันดร์ประกอบด้วย 3 ระดับ ซึ่งมี ระดับก่อกำเนิด แปรผัน และนิจกาลเท่านั้น
จักรพรรดิะหลิวเย่ผู้เป็อาจารย์ของเขามีความแข็งแกร่งในขอบเขตแกนะระดับบรม
“แย่ละสิแบบนี้ถ้าพวกสมาพันธ์แห่งดวงดาวแข็งแกร่งถึงขอบเขตแกนนิรันดร์ล่ะ จะให้ฉันทำอย่างไรดี?”
หลิวเย่ขมวดคิ้วแน่นด้วยความวิตกกังวลมากกว่าเดิม
นั่นเป็เพราะว่าั้แ่ขอบเขตแกนเทพขึ้นไปนั้นการเลื่อนขั้นความแข็งแกร่งแต่ละระดับขึ้นอยู่กับโชคชะตาและสมบัติบาง
อย่างที่สามารถช่วยได้เท่านั้น
ส่วนการฝึกฝนแบบปกติที่ทำอยู่แค่ทำให้ความแข็งแกร่งในขอบเขตและระดับนั้นมีความเสถียรมากขึ้น
แต่ไม่สามารถเลื่อนระดับได้เลยแม้แต่น้อย
“อย่างน้อยฉันก็มีอัสนีแปดพิเคราะห์และวิธีใช้งานที่อาจทดแทนเทเลพอร์ตได้บ้างล่ะนะแถมฉันยังพกหินพลังงานมา
มากมายมหาศาล นับว่ายังโชคดีอยู่บ้าง” หลิวเย่มองโลกในแง่ดีเพื่อปลอบประโลมใจตนเอง
จากนั้นเขาท่องจำเวทมนตร์ทั้งแปดจนขึ้นใจ
และใช้ัั์สำรวจบริเวณโดยรอบอีกครั้งเผื่อว่าอาจจะมีสมบัติหรือหนังสือตำราโบราณที่เขามองข้ามไป
ปรากฏว่าในกระท่อมหลังเก่านี้ไม่มีสิ่งใดที่น่าสนใจอีกนอกจากกล่องไม้ที่บรรจุหนังสือโบราณนี่
“เต่านิรันดร์เ้าเต่านิรันดร์ ไอ้เต่านิรันดร์”
หลิวเย่ลองเรียกเ้าเต่านิรันดร์ตัวน้อยแต่มันหลับอย่างมีความสุขโดยไม่สนใจโลกภายนอกแม้แต่น้อย
เขาได้ยินแต่เสียงกรนของมันดังออกมา“ครอกฟี้ ครอกฟี้ ครอกฟี้ ครอกฟี้ ครอกฟี้”
จึงส่ายหัวยอมแพ้กับท่าทางหลับอุตุแสนสุขของมัน
เขาแค่้าพูดคุยกับมันเผื่อว่าจะได้ข้อมูลสำคัญอย่างเช่น โลกหรือดาวเคราะห์ที่อยู่ของอาจารย์ตนเอง
เพราะภารกิจสำคัญของเขาคือการเดินทางไปช่วยอาจารย์ตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้
เขาโยนกล่องไม้ที่บรรจุหนังสือโบราณเข้าเก็บในมิติพื้นที่
แล้วตัดสินใจกลับที่พักก่อนเพราะออกมานานกว่า2 ชั่วยามและเกรงว่าจะมีคนทางสำนักเหมันต์ตามหาตนเอง
“ลองหายตัวจากที่นี่ดูสิว่าจะทำได้ไหม?”เขาลองวาร์ปจากกระท่อมกลับไปยังที่พักบนยอดเขาซือหวู่
“แว็บ”แสงสว่างห่อหุ้มตัวหลิวเย่ก่อนจางหายไปจากกระท่อม
..........
“แว็บ”แสงสว่างวาบขึ้นในบ้านพักของหลิวเย่
เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาและพบว่าตนเองกลับคืนมาอยู่ที่คฤหาสน์ซึ่งสร้างความพอใจกับการวาร์ประยะใกล้อย่างยิ่ง
“เยี่ยมมากที่กลับมาคฤหาสน์ซือหวู่ได้อย่างน้อยวาร์ปได้ใกล้ๆยังดีกว่าไม่มีเทเลพอร์ต”
ทันใดนั้นหลิวเย่ได้ยินเสียงเรียกของเ้าสำนักจากจิติญญา“ผู้าุโหลิวถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว”
“ขอรับท่านเ้าสำนักข้าจะไปเดี๋ยวนี้” หลิวเย่รีบรับคำทันที
เขาส่งเสียงทางจิติญญาแจ้งให้โหวพั้งจื่อนำอาหารไปให้เ้าสำนักและเหล่าผู้าุโที่โถงทานอาหารประจำ
ซึ่งการทานอาหารเย็นร่วมกันเป็เหมือนการประชุมระหว่างเ้าสำนักและเหล่าผู้าุโ
“สงสัยเ้าสำนักมีเื่จะพูดคุยกับทุกคนแน่ๆ”หลิวเย่คิดในใจด้วยความสงสัย
ครู่หนึ่งหลิวเย่มาถึงห้องโถงทานอาหารพร้อมกับโหวพั้งจื่อ
ปรากฏว่าผู้าุโหลงและผู้าุโเชายังเดินทางมาไม่ถึง
จ้าวตงจึงบอกกับผู้าุโที่เหลือว่า
“พวกเรารออีกสักครู่ข้ามอบให้ผู้าุโหลงรวบรวมข่าวแต่งตั้งของผู้าุโหลิวอยู่”
ผู้าุโซูขมวดคิ้วและถามเ้าสำนักอย่างแปลกใจว่า“มีความวุ่นวายจากสามอาณาจักรหรือขอรับ?”
“ใช่พวกเขากำลังสืบข่าวผู้าุโหลิวว่ามาจากที่ใดและเป็คนของอาณาจักรใดกันแน่โดยเฉพาะทางอาณาจักรเหมียน”
จ้าวตงพยักหน้าตอบอย่างผ่อนคลาย
เขาดีใจที่ตัดสินใจรับหลิวเย่และแต่งตั้งให้เป็ผู้าุโของสำนักก่อนที่สำนักของอาณาจักรอื่นจะพบกับหลิวเย่
ซึ่งทำให้อาณาจักรเซียนเทียนในเวลานี้มีความแข็งแกร่งเหนือสามอาณาจักร
ทำให้ทั้งสามอาณาจักรหวาดระแวงและลอบส่งคนมาสืบข่าว
แต่ทว่าพวกเขาไม่สามารถทำอะไรมากไปกว่านี้ได้เพราะเกรงกลัวอิทธิพลความแข็งแกร่งของสำนักเหมันต์
ครู่หนึ่งผู้าุโหลงและผู้าุโเชาเดินทางมาถึงพร้อมกัน
“ข้าขออภัยที่มาล่าช้าขอรับ”ผู้าุโทั้งสองคนพูดขึ้นพร้อมกัน
“ทานข้าวก่อนค่อยพูดคุยกัน”จ้าวตงโบกมือทำนองว่าไม่เป็ไรก่อนบอกผู้าุโทุกคนให้เริ่มลงมือทานอาหารได้
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป
เมื่อจ้าวตงมองเห็นผู้าุโอิ่มข้าวแล้ว
เขาพูดถึงเื่การเคลื่อนไหวของทั้งสามอาณาจักรทันทีว่า“สถานการณ์เวลานี้เป็อย่างไรบ้าง?”
“เรียนท่านเ้าสำนักขอรับเวลานี้ทางอาณาจักรอี้ซางกล่าวหาว่าพวกเราปล่อยข่าวโคมลอยและเ้าสำนักวิหคเพลิงจะมา
พบท่านวันพรุ่งนี้ขอรับ”ผู้าุโหลงกล่าวรายงานตามจริงอย่างไม่กังวล
เนื่องจากเ้าสำนักเหมันต์และเ้าสำนักวิหคเพลิงมีความแข็งแกร่งในขอบเขตและระดับเดียวกัน
นั่นคือขอบเขตแกนะ ระดับปฐม
ในโลกเทียนถังนี้ผู้ที่เคยแข็งแกร่งมากที่สุดคือจักรพรรดิะหลิวเย่ที่ขอบเขตแกนะระดับบรม
จ้าวตงพยักหน้ารับรู้และพูดอย่างสบายใจว่า“ปล่อยให้เขามาพบข้าแล้วข้าจะพูดคุยกับเขาเอง”
“เรียนท่านเ้าสำนักในส่วนงานของข้ามีปัญหาขาดวัตถุดิบที่เคยจัดซื้อได้จากทางอาณาจักรเหมียนเพื่อสร้างความ
แข็งแกร่งให้กับอาวุธแต่เวลานี้ทางอาณาจักรเหมียนแจ้งว่าแร่เฉียงขาดแคลนและไม่สามารถขุดได้ชั่วคราว”
ผู้าุโเชากล่าวรายงานกับเ้าสำนักด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เพราะเขามีหน้าที่รับผิดชอบหลักในการสร้างศาสตราวุธให้กับสำนักเหมันต์
“พวกมันช่างบังอาจนัก!” จ้าวตงตบเข่าตนเองเสียงดังด้วยความโมโหที่ทางสำนักจินกุ้ยเล่นแง่กับพวกเขา
หลิวเย่สนใจการสร้างศาสตราวุธอยู่แล้วและเขายังไม่มีโอกาสได้ทดลองทำสักครั้งทั้งที่มีภูมิปัญญาจากอาจารย์
ทำให้หลิวเย่พูดเสนอตัวเองอย่างคาดหวังว่า“เรียนท่านเ้าสำนัก ข้าพอจะมีความรู้ที่อาจารย์สั่งสอนมาอยู่บ้างเื่สร้างอาวุธข้าอยากจะลองทำดูสักครั้งได้หรือไม่ขอรับ?”
จ้าวตงหันหน้าไปทางผู้าุโเชาเป็เชิงถามความคิดเห็นของผู้รับผิดชอบด้านนี้
“ดีเลยผู้าุโหลิว หากท่านทำออกมาได้ดีจริงแล้ว ตัวข้าจะได้แลกเปลี่ยนกับท่านด้วย”
ผู้าุโเชามีสีหน้าตื่นเต้นยินดีที่มีคนอยากจะช่วยงานเพราะงานนี้แทบไม่มีผู้าุโคนใดอยากที่จะทำมากนัก
เนื่องจากการเรียนรู้ค่อนข้างยุ่งยากมากกว่าการฝึกศิลปะการต่อสู้แขนงต่างๆ
“ดีแล้วเช่นนั้นผู้าุโหลิวลองทำพรุ่งนี้เลยแล้วกัน” จ้าวตงตัดสินใจและสั่งงานหลิวเย่ทันที
“รับคำสั่งขอรับ”หลิวเย่ขานรับอย่างยินดีเช่นกัน
การทานอาหารเย็นวันนี้จึงจบลงด้วยดีและมีบรรยากาศผ่อนคลายมากขึ้น
หลังทานอาหารร่วมกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
หลิวเย่กลับมาที่คฤหาสน์ซือหวู่ของตนเอง
เวลานี้เขากำลังจ้องมองอัสนีแปดพิเคราะห์ในมือพลางครุ่นคิดว่าควรจะทดลองอะไรบ้าง?
“หากฉันทดลองที่นี่มันจะทำให้วุ่นวายไหม?หรือจะไปทดลองที่โลกซือเจี๋ย?”
หลิวเย่คิดไม่ตกจึงเก็บอัสนีแปดพิเคราะห์เข้ามิติพื้นที่เหมือนเดิม
..........
รุ่งเช้าหลิวเย่ตรวจสอบงานในโรงครัวครู่หนึ่งและออกไปดูการปลูกต้นเว่ยที่นำมาจากเมืองหยงกัน
มีศิษย์สายนอกหลายคนที่ทางผู้าุโเผิงมอบให้กับตนเอง
ทำให้หลิวเย่ชี้นิ้วสั่งงานอย่างสบายใจพร้อมกับมอบทักษะฝึกฝนฉบับง่ายให้กับศิษย์สายนอกเ่าั้
นั่นคือ“ศิลปะรวมดาว”
จากนั้นหลิวเย่บินตรงไปยังยอดเขาหวู่ฉีที่ได้นัดหมายเวลากันไว้ล่วงหน้ากับผู้าุโเชาแล้ว
“ผู้าุโหลิวมาพอดีข้ากำลังปวดหัวกับดาบพวกนี้อยู่พอดี”
เชาชุ่ยซิงหันหน้ามาเจอหลิวเย่และพูดบ่นให้เขาฟังอย่างกังวลใจ
“หือ เป็อะไรหรือผู้าุโเชา?”
หลิวเย่ถามอย่างแปลกใจเมื่อมองเห็นดาบใหญ่จำนวนสิบเล่มวางอยู่บนโต๊ะหินตัวใหญ่