จิ่งซีที่กำลังกินข้าวกลับเห็นใบหน้าของมารดาดูตกใจเล็กน้อย
“พี่ใหญ่บอกว่าท่านแม่รู้แล้ว…” สวรรค์! อาหารในปากของเขาจืดชืดในทันใด ทันใดนั้นก็เผลอวางถ้วยในมือลง หรือพี่ใหญ่ไม่ได้บอกกล่าวท่านแม่? พักหลังนี้พี่ใหญ่กับท่านแม่ก็ดูใกล้ชิดกันดีมิใช่หรือไม่เห็นพวกเขาขัดแย้งอันใดกัน อีกอย่าง ท่านแม่ก็ไม่ใช่คนที่ไม่ยอมเข้าใจอะไรหากรู้ว่าพี่ใหญ่ไปเรียน อย่างไรก็ไม่ห้ามปราม
แล้วเหตุใดท่านแม่จึงมีท่าทีตกใจเป็นห่วงและเสียใจเช่นนี้กัน ทั้งยังดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย
เมื่อชีเหนียงคิดได้ว่าตนเองเสียอาการจึงเบิกตากว้างมองจิ่งซี “รีบกินข้าวเร็ว พี่เจ้าบอกแม่แล้ว แม่เพียงแค่ลืมก็เท่านั้นแล้วดูเจ้าทำหน้าเข้าสิ!”
พูดจบนางก็เริ่มจัดการอาหารในส่วนของตน “กินเสร็จแล้วเจ้าพาไฉ่เตี๋ยไปสำรวจร้านแถวนี้อีกที หากเจอทำเลดีๆ ก็สรุปมา ใกล้จะครบเดือนแล้ว เรื่องเล็กแค่นี้ยังจัดการกันไม่ได้อีก”
ลั่วจิ่งซีรีบตอบรับ “ทราบแล้ว”
ท่านแม่ก็เหลือเกินเป็นคนลืมเองแท้ๆ แต่กลับมาพาลใส่เขา เรื่องร้านค้าหาใช่เรื่องเล็กเสียหน่อยย่อมต้องพิจารณาให้ดีจึงจะถูก ทำเลต้องห้ามอยู่ไกลเกินไป แต่ที่ดินในแถบผู้คนพลุกพล่านก็หาใช่สถานที่ที่สามัญชนจะซื้อได้เมื่อสรุปได้ดังนี้ สถานที่เหมาะสมก็เหลือไม่มากนัก
......
ชีเหนียงทานข้าวด้วยใจที่เป็นพะวงเมื่อนางเอ่ยถามจิ่งซี ถึงได้รู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับใต้เท้าเฉียน แม้ไม่บอกก็เดาได้ว่าต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องค่ายโจรเลี่ยหยางแน่การไปครั้งนี้อาจต้องเสี่ยงอันตรายก็เป็นได้
ด้านสิงเหล่าซื่อก็ยังไม่มีข่าวคราวใดๆตอนนี้นางจึงไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรต่อดี
ในขณะที่กำลังร้อนใจตู้หมิงเจวียนก็มาเยือนอย่างกะทันหัน
เมื่อเยี่ยนรั่วเสวี่ยได้พบนางก็อดร่ำไห้ไม่ได้เพียงไม่นาน ดวงตาของคนทั้งสองก็แดงก่ำ
“ชีเหนียง ข้าขอโทษเจ้าด้วย!” เมื่อเจอชีเหนียงตู้หมิงเจวียนก็เอ่ยขอโทษทันที ทั้งใบหน้ายังดูซีดเซียว จนดูเหมือนคนป่วยหนัก
ชีเหนียงรีบประคองนางให้นั่งลง “เจ้าเป็นอะไรไป? ไม่เจอกันแค่เดี๋ยวเดียวเหตุใดจึงดูซีดเซียวเช่นนี้?”
ตู้หมิงเจวียนส่ายหน้าคำพูดติดอยู่ในลำคอ สีหน้าลำบากใจของนางทำให้ชีเหนียงไม่สบายใจขึ้นมา
“สี่เอ๋อร์ เจ้าพูดมา ฮูหยินของเจ้าเป็นอะไรไป?”
เมื่อเห็นนางไม่พูดจึงเอ่ยถามสี่เอ๋อร์แทน คิดไม่ถึงว่าเพียงแค่ถามออกไป สี่เอ๋อร์ก็คุกเข่าเอาศีรษะโขกพื้นทันที
“ลั่วฮูหยิน ฮูหยินของบ่าวช่างลำบากนัก! คนพวกนั้นข่มเหงกันเกินไป!” คราวนี้ไม่เพียงแต่ตู้หมิงเจวียนร่ำไห้ไม่หยุดกระทั่งสี่เอ๋อร์ก็เริ่มร้องไห้เช่นกัน
เมื่อเห็นพวกนางนายบ่าวร่ำไห้อย่างหนักชีเหนียงก็กอดปลอบตู้หมิงเจวียน “พวกเจ้าร้องไห้ทำไมกันมีเรื่องใหญ่โตอันใดถึงทำให้พวกเจ้าทนไม่ไหวเช่นนี้! เจ้าลองบอกข้ามาหากมีหนทาง เราจะได้ช่วยกันแก้ไขสู้ไปด้วยกัน ร้องไห้ไปไม่ช่วยอันใด!”
ชีเหนียงช่วยเช็ดน้ำตาและลูบหลังปลอบประโลมนาง
“เมื่อครู่เจ้ากล่าวขอโทษข้า แสดงว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับข้าสินะเมื่อเกี่ยวข้องกับข้า ข้าที่เป็นผู้เกี่ยวข้องยังไม่ร้องเลย แล้วเจ้าจะร้องทำไมกัน? คงมิใช่เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าจะรับไม่ไหว?”
ตู้หมิงเจวียนส่ายหน้า “ความเข้มแข็งของเจ้านั้น น้อยคนนักที่จะเป็นเช่นเจ้าได้แต่เรื่องนี้ข้าทำให้เจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องไปด้วย”
นางรู้ว่าร้องไห้ต่อไปคงไม่ดีจึงกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคือ ก่อนเอ่ยออกมาอย่างยากเย็น “สถานความงามในเมืองหลวง เกรงว่าคงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว!”
ชีเหนียงสบตากับเยี่ยนรั่วเสวี่ยก่อนรั่วซวงจะรีบถามอีกฝ่าย “เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? มิใช่ว่ากิจการกำลังได้รับความนิยมหรือ แล้วจะรักษาไว้ไม่ได้เช่นไร?”
“ก็เพราะได้รับความนิยม จึงรักษาไว้ไม่ได้!”
ตู้หมิงเจวียนกล่าวออกมาอย่างเกรี้ยวกราด “เดิมทีคิดว่าคนอย่างเฉินเจ๋อหมิงมีไม่มากนักแต่พอครั้งนี้ทั้งสกุลตู้และสกุลเยี่ยนเจอปัญหาหนัก ถึงได้รู้ว่าคนในเมืองหลวงเป็นเช่นไร!”
ชีเหนียงที่ฟังคำบอกเล่าจึงเข้าใจเรื่องราวก่อนหน้านี้เป็นเพราะสถานความงามมีอำนาจคอยหนุนหลังอยู่ แม้มีคนอยากเล่นงานอย่างไรก็ยังต้องให้เกียรติไม่อาจทำให้เรื่องดูแย่จนเกินไป หากทำตัวหยาบคาย ก็อาจถูกคนในเมืองหลวงหัวเราะเยาะเอาได้
แต่ตอนนี้พอต้นไม้ล้มพวกลิงค่างก็แยกย้ายไปคนละทาง เกรงว่าคนพวกนั้นคงนั่งไม่ติดแล้ว
“ไม่น่าเป็นเช่นนี้ แม้สกุลเยี่ยนจะประสบปัญหา หากแต่เรื่องราวยังไม่สรุปเหตุใดจึงมาแย่งชิงกันถึงที่ นอกเสียจากว่า…”
เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้ในแง่ร้ายชีเหนียงก็ไม่อาจพูดต่อ ส่วนเยี่ยนรั่วเสวี่ยกลับหน้าซีดขาวขึ้นมาทันใด
“ท่านน้า… ท่านพ่อข้า…” เยี่ยนรั่วเสวี่ยขบริมฝีปาก หากท่านพ่อปิดบังเพื่อตัวนางมาโดยตลอดเช่นนั้นก็เท่ากับว่านางทำร้ายท่านพ่อท่านแม่ นางไม่อาจเห็นแก่ตัวเช่นนี้ได้
ตู้หมิงเจวียนมองรั่วซวงอย่างทำใจไม่ได้ “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น แต่ข่าวที่ข้าได้จากช่านหรานคือมีคำสารภาพพร้อมพยานปรากฏขึ้นตอนนี้ใต้เท้าเฉียนกำลังตรวจสอบเรื่องนี้อยู่ เพียงแต่คำให้การพวกนี้จะแยกแยะจริงเท็จได้อย่างไรหากมีคนคิดปลอมแปลงเพื่อใส่ร้ายแล้วล่ะก็ เกรงว่าคงทำได้ไม่ต่างกับของจริงนัก…”
ด้วยเหตุนี้เมื่อวานพวกนั้นจึงส่งคนมาบุกสถานความงามไปเสียดื้อๆ ทำให้ตอนนี้ไม่มีคนของตนเหลือเลยโฉนดที่ดินของร้านก็ถูกพวกนั้นส่งคนมาซื้อ แม้จะพูดสวยหรูว่าซื้อแต่ความจริงคือนำเงินมาแค่หนึ่งร้อยตำลึง เงินเพียงเท่านี้เป็นการปล้นกันชัดๆ
หากมิใช่เพราะนางแกล้งหมดสติพวกนั้นถึงยอมกลับไปง่ายๆ มิเช่นนั้นโฉนดที่ดินก็คงรักษาไว้ไม่ได้เช่นกัน
นางรู้ว่านี่เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้าก็เร็วหากแต่ก็ยังไม่อยากยอมแพ้ง่ายๆ เช่นนี้! ตู้หมิงเจวียนจึงทั้งโมโหและไม่ยินยอมแม้รู้ว่าไม้ซีกไม่อาจงัดไม้ซุง อีกทั้งครั้งนี้คนที่ต้องการสถานความงามก็ยังมีตำแหน่งสูงส่งขืนนางยังยืนกรานเช่นนี้ต่อไป สถานการณ์คงแย่ลงเรื่อยๆ เป็นแน่
ดังนั้นจึงคิดว่าอย่างไรก็ควรนำเรื่องนี้มาบอกกล่าวกับชีเหนียงเสียก่อน
“เกรงว่าข้าคงจะก่อปัญหาให้เจ้าแล้ว ชีเหนียง ตอนนั้นเพื่อไม่ให้รู้สึกผิดของที่ใช้ในร้านจึงเป็นของที่สั่งมาจากอำเภอเฉาทั้งหมด ตอนนี้สินค้าเหลือไม่มาก พวกเขาต้องไปอำเภอเฉาแน่ถึงเวลานั้นเจ้าจะทำอย่างไร?”
สิ่งที่ตู้หมิงเจวียนกังวลชีเหนียงได้คาดการณ์ไว้แล้ว พวกเขามากด้วยอำนาจ ทั้งยังสูงส่งกระทั่งสกุลตู้ยังถูกหยามเกียรติ แล้วประสาอันใดกับนางเล่า
เพียงแต่การทำเช่นนี้เพราะคิดว่าจะสามารถครอบครองสิ่งที่เป็นของนางไปได้นั้นช่างอ่อนหัดนัก
“เจ้าอย่าได้กังวล แม้พวกเขาจะได้สูตรจากอำเภอเฉาแล้วอย่างไรในเมื่อข้าเปิดสถานความงามได้หนึ่งแห่ง เช่นนั้นหากคิดเปิดแห่งที่สอง หรือแห่งที่สามก็ย่อมได้เช่นกันหรือพวกเขาคิดจะแย่งไปให้ได้ทุกแห่งเชียวหรือ”
ลั่วชีเหนียงถูกกดขี่ข่มเหงมาตลอดแม้เห็นว่านางไม่โต้ตอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ลุกขึ้นมาสู้เสียหน่อย
ชีเหนียงคิดครู่หนึ่งก่อนถาม “แล้วตอนนี้กรมคลังเป็นเช่นไรบ้าง?”
ตู้หมิงเจวียนส่ายหน้า “สามีข้ามิได้ทำงานอยู่ในหกกรม จึงไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าใดทว่านับตั้งแต่ฮ่องเต้ทรงขึ้นครองราชย์ บ้านเมืองก็สงบร่มเย็นมาโดยตลอด”
ชีเหนียงพยักหน้าเข้าใจ “ตอนนี้สถานความงามถูกคนพวกนั้นแย่งไปแล้วหรือ?”
ตู้หมิงเจวียนกัดฟันกรอด “ใช่ วันนี้คนพวกนั้นยังกล้าบังอาจมาแย่งโฉนดที่ดินในจวนอย่างเปิดเผยข้ามีหรือจะยอม! จึงคิดหาทางออกมา”
“ในเมื่อพวกเขาอยากได้นักก็ยกให้พวกเขาไป ข้าเองก็อยากรู้นักว่าคนพวกนั้นจะมีปัญญาครอบครองมันได้ถึงไหนหมิงเจวียน เจ้าคิดว่าเราลองทำเช่นนี้ดีหรือไม่?”
ทั้งสองโน้มศีรษะเข้าหากันก่อนจะเริ่มกระซิบกระซาบถึงแผนการบางอย่าง
-----