ไฟแห่งความวุ่นวาย
ยามบ่ายที่เอ็นโดโปลิสแดดจัดจ้าสาดลงบนถนนจนระยิบระยับ ความร้อนผสมกลิ่นควันไฟคลุ้งเต็มอากาศกลุ่มแรงงานจำนวนมากะโเรียกร้องค่าแรงที่เป็ธรรมเสียงโห่ร้องดังขึ้นพร้อมกับการขว้างหินก้อนเล็กใส่แนวกั้นของตำรวจโล่
ในแถวตำรวจมีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนตัวตรง เขาคือ นายตำรวจผู้ศรัทธาความยุติธรรม ใบหน้าคมคายแต่เคร่งเครียดเขาออกคำสั่งให้นายตำรวจรุ่นน้อง อย่าใช้ความรุนแรงเกินจำเป็ ขณะที่เสียงะโจากผู้บังคับบัญชาด้านหลังเร่งเร้าให้“สลายฝูงชน”
ความลังเลกัดกินหัวใจชายในเครื่องแบบเขามองไปยังแรงงานที่ถือป้ายผ้า…เห็นแววตาเต็มไปด้วยความเ็ปมากกว่าความเกลียดชัง
ท่ามกลางความโกลาหลจ่าสิบตำรวจแอนดรอยด์นายหนึ่งวิ่งมารายงานต่ออะมาเดโอ
“ผู้กองครับเกิดเหตุคนไข้คลุ้มคลั่ง จับหมอเป็ตัวประกันที่โรงพยาบาลครับ”
สารวัตรเอไอสั่งการทันที“ ตรึงกำลังทางนี้ไว้ก่อนนะ เดี๋ยวผมไประงับเหตุทางโน้นแล้วจะกลับมา”
ตัวประกันสาวใจเด็ด
เสียงโหวกเหวกดังลั่นไปทั่ว โรงพยาบาลชุมชน ที่มีเพียงไฟนีออนกระพริบ ๆ สร้างบรรยากาศอึมครึมชายแรงงานรูปร่างสูงใหญ่กำท่อนไม้ไว้แน่น ดวงตาแดงก่ำเหมือนคนไม่ได้หลับหลายคืนเขาะโสลับกับร้องไห้ “พวกแกไม่เคยรักษาลูกฉันจริง ๆ …ปล่อยให้ตายไปเฉย ๆแล้วมาบอกว่า เกินเยียวยา ได้ยังไง!”
คุณหมอวิเวียน่า ยืนนิ่งตรงหน้าเขาจับแขนเธอไว้เหมือนจะบีบจนหักได้ทุกเมื่อ แต่แพทย์หญิงไม่สะทกสะท้าน ใบหน้าสงบน้ำเสียงนุ่มนวล “ฉันเสียใจกับลูกของคุณจริง ๆ แต่ถ้าคุณทำร้ายฉันคุณจะยิ่งเสียทุกสิ่งที่เหลืออยู่…ฉันอยากช่วยคุณ ให้คุณยังเหลืออนาคต”
คนไข้รายอื่นหวาดกลัวส่งเสียงร้องตำรวจหลายคนกรูกันเข้ามา กำลังจะยกอาวุธขึ้น แต่เสียงสั่งห้ามดังขึ้น “หยุด!ถอยออกไป”
นายตำรวจน้ำดี เดินฝ่าฝูงชนเข้ามาช้า ๆ เขาปลดหมวกวางลงกับพื้นยกมือเปล่าแสดงว่าไม่มีอาวุธ “ฉันไม่อยากให้มีใครต้องเจ็บเพิ่ม…บอกผมเถอะว่าคุณ้าอะไรจริง ๆ”
แรงงานคนนั้นสั่นไปทั้งตัวน้ำตาไหลพราก “ฉันแค่อยากให้ลูกได้มีชีวิต ไม่ใช่ให้พวกแกบอกว่าจบแล้ว!”
อะมาเดโอเอ่ยเสียงมั่นคง“ผมเข้าใจความเ็ปของคุณ…เพราะผมเองก็เคยเสียคนที่รักไปต่อหน้าต่อตา”เขาก้าวเข้าใกล้ทีละก้าว “แต่การทำร้ายคุณหมอไม่ทำให้ลูกคุณฟื้นขึ้นมามีแต่จะทำให้คุณไม่มีวันได้สู้เพื่อความยุติธรรมแทนเขา”
วิเวียน่ากล่าวเสริมเสียงอ่อนโยน“ถ้าคุณปล่อยฉันฉันสัญญาว่าจะตั้งชื่อห้องพักฟื้นเด็กใหม่ในโรงพยาบาลนี้ตามชื่อลูกของคุณให้ทุกคนจดจำว่าเขาเคยมีชีวิตอยู่จริง ๆ”
คำพูดนั้นทำให้ท่อนไม้ในมือชายแรงงานหลุดร่วงลงพื้นดังโครมเขาทรุดลงร้องไห้สะอึกสะอื้น
ตำรวจหนุ่มรีบก้าวไปคว้าแขนเขาไว้แต่ไม่ใช่เพื่อจับกุมด้วยความรุนแรง เขาเพียงโอบไหล่ชายที่หมดแรงลงกับพื้น“พอแล้ว…คุณได้ต่อสู้เพื่อเขามากพอแล้ว”
วิเวียน่าเข้าไปช่วยตรวจชีพจรชายคนนั้นแม้ยังมีร่องรอยความบ้าคลั่ง แต่แววตาเริ่มกลับมาสงบลง
บรรยากาศทั้งโรงพยาบาลคลี่คลายทีละน้อยผู้ป่วยและแรงงานที่ยืนดูต่างถอนหายใจโล่งอก เสียงกระซิบชื่นชม “หมอสาวใจเด็ด” กับ“ตำรวจน้ำดี” แพร่กระจายออกไปในชุมชนอย่างรวดเร็ว
แรงงานสาวผู้ใสซื่อ
แสงแดดยามสายส่องลอดหลังคาสังกะสีลงมาเป็ริ้วๆ ภายในลานเล็ก ๆ ที่แรงงานรวมตัวกันเพื่อพักเหนื่อย สาวน้อยซอนญ่า กำลังช่วยหญิงชราที่หอบถุงข้าวสารขึ้นบันไดไม้ผุพังเธอหัวเราะเบา ๆ พลางดึงแขนแรง ๆ ทั้งที่เนื้อตัวผอมบาง “เดี๋ยวฉันช่วยเองค่ะป้าเหนื่อยแล้ว”
แรงงานหลายคนมองเธอด้วยความเอ็นดูแม้จะไม่รู้ว่าเธอมาจากไหนแต่ความมีน้ำใจทำให้ทุกคนเชื่อว่าเธอเป็หนึ่งในพวกเดียวกัน เด็กเล็ก ๆบางคนวิ่งมาห้อมล้อมเพราะเธอมักแบ่งขนมราคาถูกให้ แม้จะเป็เพียงขนมกวนเล็กน้อยแต่สำหรับพวกเด็กสลัม นั่นคือรสชาติแห่งความสุขที่หาได้ยาก
เรมิโอยืนมองภาพนั้นเงียบๆ ใจเขาหนักอึ้ง เขารู้ดีว่าซอนญ่าไม่เหมือนใครในย่านนี้ความอ่อนโยนของเธอทำให้หัวใจเขาเผลอเต้นแรง แต่ในส่วนลึกเขายังไม่อาจลืมรอยยิ้มของคุณครูสาวคนนั้นได้
เด็กสาวยกชายเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อเสียงแ่สั่นสะท้อนความเหนื่อยล้า “ทุกวันฉันทำงานเย็บผ้าจนมือแตกแต่ก็ยังไม่พอส่งน้องเข้าโรงเรียน…พ่อก็ไอไม่หยุด แม่ก็ป่วยเรื้อรัง”เธอหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่น้ำตาเอ่อคลอ “บางทีฉันก็อยากมีชีวิตสบาย ๆเหมือนพวกคุณครูในเมือง แต่ก็รู้ดีว่าคงเป็ไปไม่ได้”
แรงงานหนุ่มมองเธออย่างเวทนาเขาเองก็จนเหมือนกัน แต่เื่เล่าของเธอกลับทำให้เขารู้สึกตัวเล็กลงอย่างประหลาด ทำไมผู้หญิงบอบบางคนนี้ถึงยังยิ้มได้ทั้งที่ต้องรับภาระหนักขนาดนั้น
ซอนญ่าก้มลงพับผ้าเช็ดเืของคนเจ็บอย่างเงียบๆ แสงแดดสะท้อนพื้นปูนจับใบหน้าเธอจนดูเหมือนนางฟ้าเล็ก ๆ ในโลกสลัม
ใต้ต้นไม้ริมสระน้ำ
ยามเย็นที่เงียบสงบ คุณครูสาว เดินมาหาแรงงานหนุ่มที่นั่งเฝ้าเด็ก ๆเล่นอยู่หลังหมู่บ้าน เธอพาเขาไปยังสระน้ำเล็ก ๆ ที่มีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นทั้งคู่จึงได้นั่งลงเคียงกัน ท่ามกลางเสียงลมพัดผ่านใบไม้
“เธอหายไปหลายวันฉันเป็ห่วง” จูเลียน่าเอ่ยเสียงแ่
เรมิโอก้มหน้ามองเงาสะท้อนบนผิวน้ำ“ผมแค่…ไปช่วยเพื่อน ๆ ทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ”
เธอหันมามองตรงๆ ดวงตาคมใสวาวระยับ “งานเล็ก ๆ ที่อาจทำให้เธอตกอยู่ในอันตรายหรือเปล่า?”
เขานิ่งไปหัวใจสั่น แต่ไม่อาจโกหกดวงตาคู่นั้นได้“บางที…แต่ผมอยากทำอะไรสักอย่างให้โลกนี้ดีขึ้น ถึงมันจะเล็กน้อยก็ตาม”
คุณครูสาวยิ้มเศร้าๆ เธอวางมือบนแขนเขาเบา ๆ “อย่าลืมสิ โลกนี้ไม่ได้ใจดีกับคนอย่างเธอเสมอไป”
บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดมีเพียงเสียงลมและเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็จังหวะทั้งสองสบตากันยาวนานจนเวลาหยุดนิ่ง
ปิเอโตร –เงามืดที่เริ่มก่อตัว
ในห้องรับแขกหรูหราของตระกูลอัลฟอนโซ บุตรชายคนโตผู้ทะเยอทะยาน นั่งจิบไวน์สีแดงเขาพูดกับชายอีกคนที่ยืนอยู่ในเงามืด เสียงกดต่ำแทบเป็กระซิบ
“ถึงเวลาแล้วที่จะต้องจัดการกับพวกแรงงาน…พวกเขาเริ่มคิดว่าตัวเองมีเสียงมีสิทธิ์ ทั้งที่ความจริงแล้ว พวกเขาเป็แค่เครื่องจักรที่เดินได้”
ชายในเงามืดตอบสั้นๆ “แล้วคุณ้าให้ผมทำอะไร”
ปิเอโตรยกแก้วไวน์ขึ้นรอยยิ้มคมปรากฏบนริมฝีปาก“เพียงแค่รอเวลา…แล้วค่อยลงมือเมื่อถึงจังหวะที่พวกมันอ่อนแอที่สุด”
ผ้าม่านแกว่งไหวตามแรงลมที่ลอดเข้ามาเสียงหัวเราะต่ำ ๆ ของเขาดังสะท้อนในความเงียบเหมือนพายุที่กำลังตั้งเค้าอยู่ไม่ไกล
จบตอนที่ 7
( 6 ก.ย. 68 )