“นอนคางเหลือง?”หมิงเถี่ยจู้รู้ได้ทันที นี่คงเป็นภรรยาของซุนเถียนมาคิดบัญชีถึงที่จึงรีบขอความเมตตา
“เข้าใจผิดแล้ว ทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิดบาดแผลของสหายซุนเถียนพวกเรามิได้เป็นคนทำ เป็นหลี่ไหวฺอวี้ต่างหาก ถ้าพวกท่านต้องการล้างแค้นข้าจะพาไป ข้ารู้ทาง!” หมิงเถี่ยจู้ละล่ำละลักอธิบาย
มิผิด สตรีนางนี้คือหนิวกุ้ยหลันภรรยาของซุนเถียน วันนี้มาที่บ้านสกุลหมิงเพราะซุนเถียนสั่งให้มา ซ้ำยังตามสมัครพรรคพวกหมู่บ้านเดียวกันมาด้วยอีกหลายคน
หมิงเถี่ยจู้เห็นว่าบุรุษเหล่านั้นแต่ละคนล้วนแข็งแรงกำยำล่ำสัน ก็กระหยิ่มยิ้มย่องในใจ
คิดอยู่ว่าจะหาทางระบายอารมณ์อย่างไรก็มีคนมาช่วยถึงที่เสร็จสรรพ บอกแล้วว่าไปล่วงเกินหัวโจกอันธพาลขึ้นชื่อลือกระฉ่อนเยี่ยงนั้นนางจะลอยหน้าลอยตาเริงร่าอยู่ได้อย่างไร
หนิวกุ้ยหลันได้ยินเช่นนั้นก็กระชากผมของหวังซื่อแรงขึ้นอีก ความเจ็บปวดครานี้ทำให้นางร้องลั่นออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“คิดจะโยนความผิดให้ผู้อื่นรึ?บุรุษของข้าบอกว่าให้มาเอาเรื่องกับเจ้า!”
ก่อนออกมาซุนเถียนกำชับหนิวกุ้ยหลันเป็นพิเศษว่าห้ามไปหาเรื่องคนที่ชื่อหลี่ไหวฺอวี้เป็นอันขาดคิดบัญชีกับหมิงเถี่ยจู้ก็พอ
ซุนเถียนหาใช่คนเบาปัญญาเขาเองสู้หลี่ไหวฺอวี้ไม่ได้ เหล่าสหายที่พามายิ่งไม่ต้องพูดถึง
คิดจะไปเอาชนะอีกฝ่ายเป็นเรื่องเพ้อฝันโดยสิ้นเชิง
แต่จะให้ตนเองต้องเจ็บตัวเปล่าไม่ได้หากมิใช่เพราะหมิงเถี่ยจู้สามีภรรยาคู่นี้ยุแยงให้ตนเองไปหาเรื่องถึงที่ เขาจะเจ็บตัวถึงขั้นนี้ได้อย่างไร
เรื่องค่าหยูกยายังไม่ต้องเอ่ยถึงต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มอีกกี่วันถึงจะหาย ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ
คิดมาคิดไป บัญชีนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาคนมาชดใช้จะรับไว้เองไม่ได้เด็ดขาด หมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อย่อมเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
“ตะ… แต่ข้าไม่ใช่คนลงมือจะมาเอาเรื่องกับข้าได้อย่างไร” หมิงเถี่ยจู้เห็นอีกฝ่ายก้าวเข้ามา แต่ละคนล้วนสูงใหญ่เหี้ยมเกรียมก็กลัวจนเข่าอ่อน
“ว่าอย่างไรนะนี่เจ้าไม่อยากชดหรอกรึ!”
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกคบเพลิงที่ยังไม่ได้จุด และกลักจุดไฟ[1]ในมือขึ้นมา ตั้งท่าจะจุดไฟ
นี่จะเผาบ้านเขารึ!
“ชดใช้!ข้าชดใช้! พวกเจ้าว่ามาจะให้ชดใช้อย่างไร ข้าจะทำตามทุกอย่าง!”หมิงเถี่ยจู้รีบกล่าวอย่างระมัดระวัง
เขาไม่มีเวลาใคร่ครวญอีกกลักจุดไฟของคนผู้นั้นถูกจุดขึ้นมาแล้ว อย่าเห็นว่าไฟเพียงน้อยนิด แค่จุดที่คบเพลิงปาเข้ามาในบ้านเรือนของเขาหลังนี้ก็คงวอดวาย!
ไหนเลยจะไม่แจ้งใจอีกเล่าซุนเถียนก็เป็นพวกกร่างแต่กับคนอ่อนแอ ไม่กล้าตอแยคนแข็งแกร่งมีอำนาจเหมือนกัน
รู้ว่าตนเองสู้หลี่ไหวฺอวี้ไม่ได้ลูกสมุนก็ไม่แน่ว่าจะรอด จึงหันมาเอาเงินกับเขาแทน
“บุรุษของข้าบาดเจ็บถึงสองครั้งค่ายาค่ารักษารวมกันอย่างต่ำก็ห้าตำลึง ยังมีค่าสินสอดก่อนหน้านี้อีกห้าตำลึง รวมกับค่าเสียหายจากการยกเลิกงานแต่งอีกห้าตำลึงทั้งหมดสิบห้าตำลึง คงไม่มากไปกระมัง?”
หนิวกุ้ยหลันนับนิ้วคิดบัญชีแต่ละรายการกับหมิงเถี่ยจู้
แต่ละครั้งที่นางเหยียดนิ้วออกมาหัวใจของหมิงเถี่ยจู้ก็เหมือนหลั่งเลือดทีละหยด ยิ่งหงุดหงิดรำคาญหวังซื่อที่ร้องห่มร้องไห้อยู่ด้านข้าง
“หุบปาก!ร้องไห้อะไรนักหนา ทั้งหมดก็เพราะเจ้าก่อเรื่องทั้งนั้น!”
นางตัวล้างผลาญ!หากมิใช่เพราะนางคอยเป่าหูใส่ร้ายป้ายสีหมิงเป่าจูสองพี่น้องตลอดเวลาเขาจะทำเรื่องเหล่านี้ลงไปได้อย่างไร
ด่าหวังซื่อจบ ก็หันไปพูดกับหนิวกุ้ยหลันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“คือว่า… มันมากไปหน่อยจริงๆ ชะ...ช่วยลดให้หน่อยได้หรือไม่?”
“ลดรึ?เจ้าเห็นว่าบาดแผลบนตัวบุรุษของข้าคือของไร้ค่ากระนั้นรึ? ไม่อยากจ่ายก็ได้ เช่นนั้นพวกเราก็เผาบ้านทิ้งเสีย ต้าจ้วง!”
หนิวกุ้ยหลันออกคำสั่งชายฉกรรจ์ที่ถูกเรียกว่าต้าจวงรีบจุดคบไฟแล้วเดินตรงไปยังห้องโถง
“อย่า!พี่ชาย อย่า!”
หมิงเถี่ยจู้พยายามขัดขวางสุดกำลังแต่ไม่อาจต้านทานได้ แค่ต้าจ้วงสะบัดคบเพลิงมาตรงหน้า เขาก็ต้องหลบแล้ว
หากตนเองยังยืนอยู่ที่เดิมต้าจวงต้องเผาเขาไปด้วยโดยมิต้องกังขา
“ชดใช้!พวกเราชดใช้! รอเดี๋ยว ข้าจะไปเอาเงินมาให้พวกเจ้าเดี๋ยวนี้!”หมิงเถี่ยจู้กัดฟันกรอด รีบหันหลังเข้าไปในห้อง
พอไปถึงหัวเตียงก็หยิบหมอนขึ้นเปิดผ้าห่มออก ไม้กระดานบนเตียงมีช่องลับอยู่ เขาสอดนิ้วมือเข้าไปกดหนึ่งที หลังจากเปิดออกก็เห็นกล่องใบหนึ่ง
หัวใจของหมิงเถี่ยจู้กำลังหลั่งเลือดในนั้นบรรจุเงินที่เขาเก็บหอมรอมริบของเขามาหลายปี มีเงินอยู่ทั้งหมดสิบเจ็ดตำลึงกับเหรียญทองแดงอีกหนึ่งพวงซึ่งรวมถึงเงินมัดจำห้าตำลึงที่ซุนเถียนให้ไว้ก่อนหน้านี้
ไม่เพียงแต่ต้องคืนเงินทั้งหมดเขายังต้องจ่ายเพิ่มอีกสิบตำลึง ชีวิตเขามันอาภัพเช่นนี้เชียวรึ!
“เหตุใดยังไม่ออกมาอีกถ้าไม่ออกมาข้าจะเผาบ้านจริงๆ แล้วนะ!”
หมิงเถี่ยจู้กำเงินในมืออยู่ครู่ใหญ่กระทั่งได้ยินเสียงเร่งเร้าจากข้างนอกจึงปิดช่องลับ “มาแล้ว! มาแล้ว!นี่คือทรัพย์สินทั้งหมดของพวกเราแล้ว!”
“ฮึ!” หนิวกุ้ยหลันรีบคว้าถุงเงินจากมือหมิงเถี่ยจู้“ยังนับว่ารู้กาลเทศะ พวกเรา กลับ!”
คนเหล่านั้นบรรลุวัตถุประสงค์แล้วก็ไปจากสกุลหมิงอย่างเปิดเผย
หวังซื่อเห็นภาพเงินที่ถูกส่งมอบจากมือหนึ่งไปยังอีกมือหนึ่งก็สะท้านเยือกในอกทรุดตัวลงกับพื้น รอกระทั่งคนเหล่านั้นไปกันหมดแล้ว ถึงลุกขึ้นวิ่งเข้าไปในห้อง
เมื่อเปิดช่องที่ซ่อนเงินไว้ออกมาก็ร้องตีโพยตีพาย“หมดกัน! หมดสิ้นแล้วทุกอย่าง! แล้วข้าจะอยู่อย่างไร จะใช้ชีวิตต่อไปเช่นไร!”
“ร้องไห้อะไรนักหนาข้ายังไม่ตายเสียหน่อย จะร้องไห้หน้าศพให้ผู้ใด!”
หมิงเถี่ยจู้เดินเข้ามาเห็นสภาพห้องรกที่ถูกเรื้อกระจัดกระจาย ช่องลับใต้เตียงที่ว่างเปล่า ไฟโกรธก็ลุกฮือแต่หาที่ระบายไม่ได้ จึงเอาไปลงที่หวังซื่อ
“ทั้งหมดเป็นเพราะหลานสาวตัวดีของเจ้าตั้งแต่เด็กก็ไม่ยอมเชื่อฟัง ข้าดูออกนานแล้วว่านางเป็นตัวซวย ท่านก็ยังจะเก็บนางไว้ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า แต่ละคนหนีกันไปหมด เงินก็ไม่เหลือแล้วข้าจะหวังพึ่งอะไรได้อีก!”
แต่ไรมาหวังซื่อก็เป็นพ่อไก่เหล็กขนสักเส้นก็ถอนไม่ได้[2]พอต้องเสียเงินก้อนโตกะทันหันแบบนี้ย่อมไม่ยอมจบง่ายๆ แน่นอนนางจึงต่อว่าหมิงเถี่ยจู้กลับไป
หมิงเถี่ยจู้ไม่ยอมให้หวังซื่อบีบคั้นตามอำเภอใจพุ่งปราดเข้าไปตบจนมวยผมกว่าครึ่งศีรษะสยายยุ่งปรกลงมา
“บอกให้หยุดพล่ามได้แล้ว!หากไม่ใช่เพราะเจ้าคอยพูดสามว่าสี่[3]ยุแยงตะแคงรั่ว เรื่องวันนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร เงินเก็บทั้งชีวิตของข้าถูกเจ้าล้างผลาญไปหมดแล้ว!”
ทันใดนั้นก็มีคนผู้หนึ่งรูปร่างสูงใหญ่แต่สีหน้าแววตากลับไม่เหมือนคนปกติทั่วไปเดินเข้าประตูมา
เขายกมือขยี้ตาเห็นได้ว่าเพิ่งตื่นนอน หลังจากเห็นคนทั้งสองในห้องก็เรียก “ท่านพ่อ ท่านแม่…”
มิผิดบุคคลผู้นี้ก็คือหมิงอาฝู บุตรชายผู้พิการทางสมองของคนทั้งคู่เรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นนอกบ้าน เขาไม่รู้เรื่องสักอย่าง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดบิดาถึงตบตีมารดา
“ท่านแม่…ข้าหิว ข้าอยากกินแป้งทอด”
“อาฝู!”หวังซื่อร้องไห้โผเข้ากอดบุตรชาย ใช้เป็นเกราะกำบังจากการทุบตีอย่างโหดร้ายของหมิงเถี่ยจู้ได้พอดี
เมื่อเห็นหมิงเถี่ยจู้เลือดขึ้นหน้าขึ้นมาจริงๆยังเงื้อมือไม่คิดจะหยุด ตนเองเป็นเพียงสตรีคนหนึ่งจะต้านทานพละกำลังของเขาได้อย่างไร น้ำเสียงจึงอ่อนลงในฉับพลัน เริ่มเบี่ยงเบนเป้าหมาย
“ข้าพูดผิดหรือไรนางเด็กสารเลวหมิงเป่าจูนั่นเคยเห็นลุงอย่างท่านอยู่ในสายตาเสียที่ไหน มีความสามารถหาเงินเก่งก็ไม่รู้จักเลี้ยงดูตอบแทนบุญคุณ นางเป็นดาวหายนะชัดๆ ซ้ำร้ายยังทำให้บ้านเราสิ้นเนื้อประดาตัวท่านจะปล่อยนางไปง่ายๆ เยี่ยงนี้หรือ บุตรชายที่น่าสงสารของพวกเรา บัดนี้แม้แต่สินสอดแต่งลูกสะใภ้ก็ไม่มีแล้ว!”
ฝ่ามือของหมิงเถี่ยจู้ที่กำลังจะสะบัดลงมาพลันชะงักกลางคันมองหมิงอาฝู พลางนึกถึงเรื่องเลวร้ายที่ประดังประเดเข้ามาไม่ขาดในวันนี้
ทุกครั้งที่เขามีเรื่องกับหมิงเป่าจูไม่เคยจบสวยเลยสักครั้ง หน้าตาศักดิ์ศรีก็สูญสิ้น ไม่เป็นที่นับหน้าถือตาในหมู่บ้านเหมือนแต่ก่อน
เวลานี้แม้แต่เงินเก็บก็ถูกล้วงเอาไปจนหมดนางเป็นดาวหายนะที่แท้จริง เขาไม่น่าเก็บนางไว้ตั้งแต่ต้น ปล่อยให้นางเด็กอกตัญญูนั่นอดตายไปเสียก็สิ้นเรื่อง!
“ใช่แล้ว!ตั้งแต่นางเด็กนั่นเกิดมา ข้าทำอะไรก็ติดขัดตลอด จะเก็บนางไว้ไม่ได้เป็นอันขาด!”แววตาของหมิงเถี่ยจู้เริ่มฉายแววเหี้ยมเกรียมทีละน้อย ไม่รู้ว่าขบคิดแผนการอะไรอยู่
[1] กลักจุดไฟ(火折子)เป็นเครื่องจุดไฟของชาวจีนโบราณ สามารถจุดไฟได้ด้วยการเปิดจุกแล้วเป่าเพียงครั้งเดียวผู้คิดค้นกลักจุดไฟนี้เชื่อว่าเป็นเพียงสตรีนางหนึ่งตามบันทึกประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ฉีเหนือและฉีใต้กล่าวว่า กลักจุดไฟปรากฏครั้งแรกในปี577 ช่วงสงครามที่ขาดแคลนทรัพยากรในการจุดไฟกลักไฟทำมาจากกระบอกไม้ไผ่ซึ่งอัดแน่นไปด้วยกระดาษมูลม้าแห้งหรือกระดาษฟางดินเผาและอื่นๆแต่ถ้าเป็นของชั้นดีจะทำมาจากเถามันเทศ กระดาษเหล่านี้จะมีส่วนประกอบฟอสฟอรัสและสารที่มีปฏิกิริยากับออกซิเจนบางชนิดเมื่อเปิดออกมาได้รับออกซิเจนจากภายนอกเพียงเป่าหรือสลัดเล็กน้อยก็จะเป็นการกระตุ้นให้ติดไฟ
[2] พ่อไก่เหล็กขนสักเส้นก็ถอนไม่ได้ (铁公鸡,一毛不拔)เป็นสำนวนพักท้าย มักใช้เปรียบเทียบกับคนที่ตระหนี่ถี่เหนียว จิตใจคับแคบอย่างหนักไม่ยอมเสียผลประโยชน์แม้แต่นิดเดียว
[3] พูดสามว่าสี่(说三道四)เป็นสำนวนที่ใช้ในเชิงลบ หมายถึง การพูดติติงผู้อื่นในทางลบหรือวิจารณ์ผู้อื่นส่งเดช