การเป็คนรักหรือการถูกรักจากใครสักคน มันยากขนาดนั้นเลยหรอ คำถามที่ฉันพร่ำถามตัวเองมาตลอดเกือบสิบปีมานี้ ถึงแม้เราจะรักหรือไม่รักใคร มันก็ควรเป็สิ่งที่ต้องเก็บไว้ในใจ ไม่ควรทำให้ผู้อื่นเจ็บช้ำน้ำใจหรือมีาแที่เกิดจากความไม่ชอบไม่รักของเราเป็ต้นเหตุสิ
“ทั้งสองคน ทะเลาะอะไรกัน ถึงได้ลงไม้ลงมือกับเพื่อนขนาดนี้”
“ครูค่ะ หนูไม่ผิดนะคะ ก็ดาวเหนือเขาทำไม่ดีกับหนูก่อน”
“ฉันไม่ทำในสิ่งที่กล่าวหาฉันเลยสักอย่างนะ”
“โกหก ต่อหน้าครูเธอยังกล้าโกหกอีกหรอ”
“หยุด ครูบอกให้หยุดกันทั้งคู่เนี่ยแหละ”
เราทั้งคู่ปิดปากเงียบทันที เมื่อครูใหญ่เริ่มพูดเสียงดังและตบโต๊ะไปหนึ่งที
“วันนี้ครูจะลงโทษเธอสองคนให้ล้างห้องน้ำหญิงทั้งชั้นให้เสร็จหลังเลิกเรียน”
“แต่ครูคะ…..”
“หรือจะให้ครูเชิญผู้ปกครองเธอทั้งสองคนมาพบ”
“ไม่ค่ะ”
“ไม่ค่ะ”
“พออย่างนี้สามัคคีกันเลยนะ เอาล่ะ ไปได้แล้ว ตอนเย็นครูจะไปตรวจ”
“ค่ะ”
“ค่ะ”
ฉันเดินออกมาจากห้องพักครู ตังเมที่ยืนรออยู่ก็วิ่งเข้ามาหาฉัน
“เป็ไงบ้าง ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น”
“ฉันก็ไม่รู้ แต่น่าจะเป็การเข้าใจผิดกัน”
“แกก็คิดง่ายไป มันอาจจะทำเป็แกว่ามัน แต่มันอยากจะทำร้ายอยู่ก็ได้ ก็แกเป็ถึงแฟนไทเกอร์เลยนะ ใครจะชอบบ้างล่ะ”
ฉันไม่ได้พูดอะไรกับตังเมต่อ รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่มีในตู้ แล้วกลับมาเรียนต่อ
“ฉันกลับก่อนนะดาวเหนือ ขอโทษนะที่ไม่ได้ไปช่วยแกล้างห้องน้ำ พอดีฉันมีธุระสำคัญนะ”
“ไม่เป็ไร”
ฉันถือของใช้สองสามอย่างเพื่อทำความสะอาดห้องน้ำตามที่ครูใหญ่ลงโทษ แต่ห้องน้ำกลับไม่เจอใครเลย ฉันเลยต้องจำใจทำคนเดียวให้มันเสร็จ บรรยากาศในโรงเรียนเริ่มค่อยเงียบขึ้นเรื่อยๆ เสียงของนักเรียนที่เจี๊ยวจ๊าวเมื่อไม่นานกลับมีเพียงลมที่กระทบหน้าต่างของเรียนมาเป็ระลอกๆ
“เสร็จ”
หลังจากทำความสะอาดห้องน้ำทั้งชั้นคนเดียวจนหมด ฉันก็เดินเอาเครื่องมือต่างๆไปเก็บใต้บันได และเดินถือกระเป๋าหมายจะผลักประตูเปิด แต่ทว่าประตูเหมือนกับใครล็อคไว้ด้านนอก ผลักเท่าไหร่ก็เปิดไม่ได้ ฉันร้องะโให้ช่วยอยู่สักพัก แต่กลับไม่มีใครได้ยินเสียงของฉันเลย โทรศัพท์ก็แบตหมดเลยโทรตามใครมาช่วยไม่ได้เลย
“ช่วยด้วยค่ะ มีใครอยู่ข้างนอกบ้างคะ มีคนติดอยู่ในนี้ค่ะ!!!”
ฉันทั้งะโ ทั้งทุบประตูอยู่สักพักใหญ่ แสงที่ลอดเข้ามาในตึก ค่อยๆบางลง จนเริ่มมืดขึ้นมา ฉันยืนอยู่ตรงนี้ไม่รู้นานแค่ไหนแล้ว น้ำตาเริ่มเอ่อไหลอาบแก้ม ความกลัวเริ่มเข้ามาแทนที่
แต่ไม่นาน ฉันก็ได้ยินการเดินมาของใครคนนี้ที่เข้ามาใกล้เรื่อยๆ
ฟุบ ฟุบ ฟุบ~~
“ช่วยด้วยค่ะ มีใครอยู่ด้านนอกไหมคะ ฉันติดอยู่ในนี้ค่ะ”
“เอ๊า มีคนอยู่ข้างในหรอ รอแป๊บๆนะ ใครมันเล่นพิเรนทร์เอาไม้มาขัดไว้เนี่ย”
เสียงลุงที่มาช่วย กำลังทำอะไรบ้างอย่างอยู่กับประตูสักพัก ประตูก็ค่อยๆเปิดออก พร้อมแสงไฟที่ลุงถืออยู่ในมือ ส่องเข้ามากระทบตัวฉัน
“กลับบ้านได้แล้ว พ่อแม่เป็ห่วงแย่เลย”
“ขอบคุณนะคะลุง ถ้าไม่ได้ลุงหนูต้องแย่แน่เลย”
ฉันยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนจะขอตัวรีบกลับบ้าน ไม่นานฉันก็เดินมาถึงบ้าน พ่อกำลังนั่งกอดอกรออยู่ที่โถงบ้านพร้อมหน้าบึ่งตึงที่เคยเห็นประจำ
“ไม่ไหนมา ทำไมกลับมาป่านนี้”
“หนู….”
“หรือว่าแกมีแฟน!! ยังไม่ทันได้เรียนจบก็คิดจะเข้าหาผู้ชายแล้วหรอ แกนี้มันเหมือนแม่แกไม่มีผิด แล้ว นี่แต่งตัวอะไร เมื่อเช้าฉันจำได้ว่าแกใส่กระโปรงยาว ทำไมตอนนี้มันสั้นขึ้นล่ะ อ๋อ…หรือว่าแกไปเปลี่ยนที่ไม่ให้ฉันรู้ตลอดเลยใช่ไหม”
“ไม่ใช่นะพ่อ หนูไม่ได้…..“
“ลูกไม้หล่นไม้ไกลต้น”
ฉันหมดคำพูดจะมาอธิบายกับพ่อ รีบวิ่งกลับเข้าไปในห้อง แล้วล้มตัวนอนลงที่เตียง น้ำตาจากไหนไม่รู้ไหลมาเหมือนกดปุ่มเปิด วันนี้เป็วันที่ฉัน้าใครสักคนคอยปลอบมากกว่าถามคำถามมากมายที่ทำร้ายจิตใจฉัน พ่อเป็คนเดียวที่ใกล้ชิดฉันมากที่สุด แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนเราอยู่ไกลกันเหลือเกิน ฉันปล่อยตัวเองร้องไห้อยู่แบบนั้น จนหลับไป
“อาทิตย์หน้า เราจะสอบปิดภาคเรียนสุดท้ายกันแล้ว ขอให้นักเรียนทุกคนวางแผนอนาคตของตัวเองกันดีๆล่ะ ต่อจากนี้พวกเธอจะไม่ได้เป็แค่เด็กนักเรียนอายุ 18 ปีอีกแล้วนะ ดังนั้น รักตัวเองให้มากๆและรักอนาคตของตัวเองให้มากยิ่งกว่า เข้าใจไหม”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
“เข้าใจครับ”
เสียงนักเรียนชายหญิงในห้องต่างตอบกลับครูที่ปรึกษา ก่อนที่ครูจะเดินออกจากห้องไป ภายในห้องก็กลับมาเสียงดังวุ่นวายเหมือนเดิม ั้แ่วันที่ฉันมีปัญหากับเพื่อนต่างห้องวันนั้น ฉันมักจะพูดคุยกับตังเมน้อยลง เมื่อเรียนจบในแต่ละคาบฉันก็มักจะมองเห็นเธอเดินออกจากห้องไปก่อนตลอด ไม่รู้ว่าตังเมโกรธหรือน้อยใจอะไรฉันหรือเปล่า ดังนั้นวันนี้ก่อนฉันคุยกับตังเมให้รู้เื่ให้ได้ ไม่งั้นอาทิตย์หน้าทำข้อสอบไม่รู้เื่แน่เลย
“เธอเห็นตังเมไหม”
“ไม่เห็นนะ”
“เธอพอจะเห็นตังเมมาแถวนี้บ้างไหม”
“ไม่นะ”
หลังหมดคาบเรียนสุดท้ายก่อนที่จะโรงเรียนจะปล่อยให้นักเรียนกลับบ้านได้ ฉันก็เดินหาตังเมอยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่มีใครเห็นเธอเลย
“เธอเห็นตังเมบ้างไหม”
“อ๋อ เหมือนจะเห็นว่าเดินไปชั้นบนนะ”
“ขอบใจมาก”
ตังเมน่าจะขึ้นไปสูดอากาศบนชั้นดาดฟ้าแน่เลย เพราะชั้นดาดฟ้ามักเป็ที่ประจำของเราสองคน เวลาที่ฉันเครียดหรือทะเลาะกับพ่อฉันมักจะขึ้นมาสูดอากาศด้้านบนนี้เสมอ และตังเมก็มักจะตามขึ้นปลอบใจฉันเสมอ
“เธอนี้มันใจร้ายเกินไปหน่อยไหม ไปโพสประจานยัยดารินแล้วใช้โปรไฟล์เพื่อนตัวเอง”
“ฉันน่ะหรอ ฉันใจดีเกินไปต่างหากล่ะสิไม่ว่า ถึงได้คบเป็เพื่อนมาได้นานขนาดนี้”
“ก็อย่างว่าล่ะนะ ผู้หญิงเฉิ่มๆ ดูบ้านๆแบบนั้น ใครจะอยากเข้าใกล้”
“พูดอะไรเกรงใจฉันด้วย นั่นแฟนฉันนะ”
“เออว่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
“ว่าแต่แก กับยัยนั้นไปถึงขั้นไหนกันแล้ว”
“จูบแล้วว่ะ จูบยัยนั้นเหมือนดื่มน้ำเปล่ามากเลยว่ะ ไม่มีรสชาติอย่างอื่น นอกจากจืดชืด”
“แล้วแกจะเอาไงต่อกับยัยนั่นล่ะ นี้ก็ใกล้จะเรียนจบแล้ว”
“ฉันจะให้มันยอมยกตัวให้ฉันยังไงล่ะ ฉันก็อยากรู้ว่าเด็กเนิร์ดแบบนั้น มันจะแซ่บกว่าคิดหรือเปล่า”
“นี่นายจะลดตัวไปนอนกับยัยนั้นเลยหรอ”
“ทำไมเธอหึงหรอ ถ้าเธอไม่ให้ฉันไปบอกชอบยัยนั้น ฉันก็ไม่ทำหรอกนะ”
ไทเกอร์พูดจบก็ดึงตังเมเข้าไปจูบโชว์เพื่อนที่ล้อมวงอยู่
ในตอนนั้นฉันทั้งอึ้ง ทั้งโกรธ ทั้งโมโห อยากจะเข้าไปดึงคอเสื้อแล้วตบสั่งสอนทีละคนๆ แต่ใจของฉันมันอ่อนเกินไป ได้แต่แอบมองอยู่เงียบๆแล้วเดินออกมา มือไม้สั่นไปหมด ในอกจุกจนน้ำตาที่ขอบตาเออไหล ความรัก ความซื่อสัตย์ ความไว้ใจจากคนที่ฉันรักฉันสนิทที่สุด สุดท้ายแล้วมันเป็แค่การลวงโลกเท่านั้น
ฉันเดินกลับบ้านด้วยขาที่หมดแรง ได้แต่เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆเหมือนคนหมดอาลัยตายยาก คิดวนๆอยู่ในใจเป็ร้อยครั้ง นี่ฉัน จะไม่เจอใครที่จริงใจเลยหรอ ฉันไม่คู่ควรกับมันเลยหรอ เพื่อนที่ฉันอุตสาห์เชื่อใจ แฟนที่ฉันคิดว่าซื่อสัตย์ มันไม่มีเลยใช่ไหม ทำไมการมีชีวิตอยู่โดยเป็คนถูกรักมันถึงยากขนาดนี้กันน่ะ ความคิดน้อยใจในตัวเองเริ่มทวีเพิ่มขึ้น ฉันเดินมาหยุดอยู่ที่สะพานแม่น้ำแห่งหนึ่ง แล้วเหม่อมองไปสุดขอบฟ้า ลมโชยพัดมาตีหน้าฉัน น้ำตาเอ่อไหลเป็ทาง เจ็บไปหมด มันเจ็บมากจนไม่ยากจะมีชีวิตอยู่
ในตอนนั้นที่สติของฉันหายไป รู้ตัวอีกทีฉันก็ขึ้นไปนั่งอยู่ที่ราวสะพานแล้วมองออกไป แต่ทันใดนั้นเองสติของฉันก็กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับผู้หญิิงคนหนึ่งที่ดึงฉันลงมา
“หนู! จะทำอะไรน่ะ ทำไมถึงคิดสั้น”
“อือๆๆๆ หนูไม่เหลือใครเลยค่ะ หนูเหนื่อย”
“ใจเย็นๆ ฟังน้านะจ๊ะ หนูไม่ได้ไม่เหลือใครเลย หนูยังมีน้านะ ให้น้าเป็ที่หนูเชื่อใจได้ ได้ไหม”
คำพูดของผู้หญิงตรงหน้า พูดด้วยเสียงที่จริงใจและอ่อนโยน ทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมอง หญิงสาววัย 40 ที่ยังคงดูสาวอยู่และดวงตาที่กลมโตของเธอทำให้เธอมีเสน่ห์มากๆ อีกทั้งเสื้อผ้าที่เธอใส่อยู่ก็สวยมาก เหมือนกับไม่ใช่ผู้หญิงทั่วไป เมื่อเธอเห็นว่าฉันนิ่งเงียบขึ้น ก็โน้มตัวลงมากอดฉันไว้และลูบหัวฉับเบาๆ การััที่ฉันไม่เคยได้รับมาเลยหลายปีมานี้ มันชั่งอบอุ่นจริงๆ น้ำตาเออไหลอีกครั้ง
“หยุดร้องไห้ได้แล้ว แล้วบอกน้าได้ไหมว่ามันเกิดเื่อะไรขึ้นกับหนู”
ฉันพยักหน้า แล้วเริ่มเล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้คุณน้าใจดีคนนี้ฟัง คุณน้าทำสีหน้าจริงจังและตั้งใจฟังเื่ของฉัน และยังมีทีท่าโกรธแทนฉัน จนฉันเผลอหลุดยิ้มออกมา
“คนที่รังแกเธอพวกนั้น มันต้องได้รับบทลงโทษ น้าพูดจริงๆนะ เธออย่าหัวเราะสิ”
“แล้วหนูต้องทำยังไงหรอคะ”
“ไม่ยาก อย่างแรกเลย เธอต้องเข้มแข็งขึ้น มั่นใจขึ้น กล้าหาญขึ้น เธอทำได้ไหม”
ฉันนิ่งไปพร้อมกับใช้ความคิด
“ค่ะ ฉันจะเข้มแข็งขึ้น มั่นใจขึ้น กล้าหาญขึ้นค่ะ!!!”
ฉันตอบออกไปเสียงหนักแน่น
“อย่างที่สอง เธอต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้คนที่รังแกเธอเห็น ว่าเธอไม่ได้เป็อย่างที่พวกเขาคิด เธอสวยได้ เธอเก่งได้ และเธอก็ไม่แคร์พวกเขาเลย”
“หนูเข้าใจแล้วค่ะ หนูจะทำให้พวกนั้นจำหนูไม่ลืมเลยค่ะ”
ความมั่นใจของผู้หญิงตรงหน้าส่งต่อมาถึงฉัน และฉันก็ได้รับมันเต็มๆ หลังจากแยกย้ายกับคุณน้าคนนั้น ฉันก็เดินตรงกลับมาบ้าน โดยพึ่งมานึกได้ทีหลังว่าลืมขอช่องทางติดต่อคุณน้าไว้
“เสียดายจัง ฉันน่าจะขอไว้สักหน่อย ไม่รู้จะมีโอกาสได้เจอคุณน้าที่ช่วยฉันไว้อีกไหมนะ”
ฉันนอนแผ่หลาอยู่บนเตียง คิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
“อย่างแรกเลย เธอต้องเข้มแข็งขึ้น มั่นใจขึ้น กล้าหาญขึ้น เธอทำได้ไหม”
เสียงคำพูดของคุณน้ายังคงดังอยู่ในหู
“ฉันต้องทำได้ ฉันต้องเข้มแข็งขึ้น มั่นใจขึ้น กล้าหาญขึ้น พวกนั้นจะต้องผิดหวังที่ทำแบบนี้กับฉัน”
ฉันลุกขึ้นหน้า แล้ววางแผนการเปลี่ยนตัวเองอย่างจริงจัง
เช้าวันจันทร์ของการมาสอบ ฉันเดินเข้ามาในโรงเรียนอย่างมั่นใจ นักเรียนคนอื่นๆที่กำลังทำกิจวัตรของตัวเอง ต่างต้องหันมามองฉันกันอย่างประหลาดใจ สายตาที่มองมายังฉันของแต่ละคนเริ่มเปลี่ยนไป พร้อมหันไปกระซิบกระซาบกันเมื่อฉันเดินผ่านกันยกใหญ่ แต่นี้ไม่ใช่เป้าหมายของฉัน นี่มันแค่พึ่งเริ่มต้นเอง….