หลังจากที่กรรมการให้สัญญาณเริ่มการต่อสู้
ไม่นานก็มีชายหนุ่มคนแรกในชุดธรรมเดินมาด้านหน้าก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “ ฉันขอท้าประลองกับอันดับสิบแปด ”
อันดับสิบแปดเป็นหญิงสาวที่ไม่ใช่คนของห้าตระกูลผู้พิทักษ์ แต่เธอก็เป็นที่สนใจของรุ่นเยาว์จำนวนมาก เพราะความแข็งแกร่งของเธอ นอกจากนี้เธอยังนับว่าเป็นสาวงามคนหนึ่ง แม้ว่าจะงามไม่ถึงระดับเบเรียลก็ตาม และรูปร่างของเธอก็นับว่าอรชรอย่างมาก
หญิงสาวผู้นี้มีชื่อว่า เดย์ฟิน เธอเป็นลูกสาวของผู้นำตระกูลฮอลเลย์ เธอถูกนับว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลฮอลเลย์ในรอบหลายพันปี พ่อของเธอเองก็มีความแข็งแกร่งในระดับSS
เดย์ฟินตอบรับด้วยความยินดี
การต่อสู้จบลงเพียงแค่ห้านาที เป็นเดย์ฟินที่สามารถเอาชนะผู้ท้าประลองได้อย่างง่ายดาย
พวกซีรอสมองไปที่เดย์ฟินด้วยแววตาจริงจัง
“ ดูเหมือนว่าเวทย์ของเธอจะเป็นปัญหา ” เทเลสซ่สพึมพำออกมาด้วยความจริงจัง คนอื่นๆเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของเธอ
เวทย์ของเดย์ฟินเป็นเวทย์พิเศษที่สร้างขึ้นมาจากควัน สามารถทั้งโจมตีหรือแม้แต่หยิบจับสิ่งของได้ นอกจากนี้มันยังสามารถกักขังไม่ให้เคลื่อนไหวได้อีกด้วย
“ แล้วเธอสามารถเอาชนะได้ไหม ” ซีรอสหันมาถามเทเลสซ่า
เทสซ่าที่ใบหน้าจริงจังก็ยิ้มออกมาและพูดขึ้นว่า “ สบายๆเลยล่ะ ”
“ ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น ” ซีรอสพึมพำ
หลังจากนั้นการชิงอันดับก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ มีทั้งคนที่สามารถเข้าไปแทนยี่สิบอันดับได้และมีทั้งคนที่ไม่สามารถแย่งชิงอันดับได้เหมือนกัน
การชิงอันดับดำเนินไปเรื่อยๆจนกระทั้งผ่านไปสองชั่วโมง เวลานี้ก็สามารถหาผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงได้แล้ว เพราะบุคคลเหล่านี้คือรุ่นเยาว์อัจฉริยะของห้าตระกูลผู้พิทักษ์
ส่วนทางด้านเดย์ฟินหรือเลกูลัคก็ถูกชิงอันดับไปแล้วเหมือนกัน หรือก็คือตอนนี้บนแท่นอันดับมีแต่คนของห้าตระกูลผู้พิทักษ์ ส่วนทางด้านของพวกซีรอสก็ยังไม่ได้เคลื่อนไหว เพราะถ้าหากพวกเขาเคลื่อนไหว พวกเขาก็จะแสดงความแข็งแกร่งของพวกเขาให้ประจักษ์ต่อสายตาคนทั้งสนามประลอง
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง ตอนนี้ไม่มีรุ่นเยาว์คนไหนต้องการที่จะท้าประลองกับคนของห้าตระกูลผู้พิทักษ์แล้ว
เวลานี้ทุกสายตาต่างก็จับจ้องไปยังซีรอสและคนอื่นๆ
เพราะตอนนี้ก็ควรจะถึงเวลาที่พวกซีรอสเคลื่อนไหวแล้ว และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
คนจากหน่วยลับเทพยุทธ์คนหนึ่งเดินออกมาด้านหน้าก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “ ฉันขอท้าประลองกับอันดับที่สิบห้า ”
คนที่อยู่บนแท่นอันดับสิบห้าเป็นหญิงสาวของตระกูลเครอส ชื่อของเธอคือมินเรย์ ความแข็งแกร่งของเธออยู่ในระดับครึ่งก้าวสู่ระดับSS
มินเรย์เป็นผู้หญิงที่ตัวผอมสูง เธอไม่ใช่พวกบ้ากล้ามอย่างพวกเมอร์ยอสหรือยุนก้า เธอเป็นลูกหลานสาขารองแต่เธอมีพรสวรรค์ในระดับสูง ตอนที่เธออายุเพียงแค่สิบห้าปีเธอก็มีความแข็งแกร่งในระดับBแล้ว ทำให้เธอถูกผู้นำตระกูลรับเข้ามาฝึกฝนพร้อมกับลูกหลานของสาขาหลัก
เมื่อมินเรย์ถูกท้าประลอง เธอก็ตอบรับด้วยความเต็มใจ เธอเองก็รู้สึกอยากที่จะประลองฝีมือกับคนของเมืองรุ่งอรุณเหมือนกัน เธอเคยได้ยินชื่อเสียงของพวกเขามานานแล้วและเธอก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ปะมือกับพวกเขา
“ ฉันชื่อกอร์ดินจากหน่วยลับเทพยุทธ์ ” กอร์ดินพูดแนะนำตัวพร้อมกับประสานมือ
“ ฉันมินเรย์จากตระกูลเครอส ” มินเรย์แนะนำตัวบ้างเหมือนกัน จากนั้นเธอก็หยิบคฑาเวทย์ออกมา
คฑาเวทย์ของมินเรย์ถูกสร้างขึ้นมาอย่างปราณีตและสวยงาม ตรงกลางมีคริสตัลสีฟ้าเปร่งประกาย
กอร์ดินหยิบดาบออกมา ซึ่งดาบของกอร์ดินคือดาบแบบพิเศษที่ใช้แร่หายากในการตีขึ้นมา เนื่องจากกอร์ดินใช้แต้มความดีทั้งหมดของตัวเองในการแลกแร่หายากนี้
กอร์ดินไม่ใช่จอมเวทย์ เขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่เข้าไปร่วมกับหน่วยงานตำรวจแต่ด้วยพรสวรรค์ของเขาทำให้เขาถูกคัดเลือกเข้าร่วมกับหน่วยลับเทพยุทธ์
หลังจากที่กอร์ดินเข้าร่วมกับหน่วยลับเทพยุทธ์ได้ไม่นาน พรสวรรค์ของกอร์ดินก็ยิ่งเฉิดฉายยิ่งกว่าเก่า ไม่นานเขาก็กลายเป็นหนึ่งในหัวกะทิของหน่วยลับเทพยุทธ์
กอร์ดินเป็นคนที่ถนัดวิชาดาบมาก ซึ่งแม้แต่ไลท์เองก็ยังประหลาดใจ ทำให้ไลท์สอนทักษะดาบที่ทรงพลังให้กับกอร์ดินแบบตัวต่อตัว
ทักษะดาบที่ไลท์สอนให้กอร์ดินก็คือดาบบัญชานภา ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะดาบที่ทรงพลังที่ไลท์เรียนรู้มา
เมื่อกรรมการเห็นว่าทั้งสองฝ่ายพร้อมแล้วก็ตะโกนเริ่มการประลองทันที
กอร์ดินจับดาบให้มั่นคงพร้อมกับมองไปยังมินเรย์ด้วยแววตาจริงจัง
“ ในฐานะที่ฉันเป็นผู้ชาย ฉันจะให้เธอโจมตีฉันก่อนสามครั้ง ” กอร์ดินพูดขึ้น แม้ว่าเสียงพูดของเขาจะไม่ได้ดังมากแต่มินเรย์ที่อยู่ห่างไปประมาณห้าสิบเมตรกลับได้ยินอย่างชัดเจน
มินเรย์แสดงสีหน้าไม่พอใจขึ้นมา
“ งั้นก็ได้ในเมื่อนายต้องการแบบนั้นก็จงรับการโจมตีของฉันไปซะ ” มินเรย์พูดขึ้นพร้อมกับชูคฑาขึ้นฟ้า
ทันใดนั้นวงแหวนเวทย์ก็ปรากฏขึ้นก่อนที่ด้านหลังของมินเรย์จะมีหมาป่าสามหัวที่มีขนาดใหญ่กว่ารถบรรทุกเดินออกมาจากวงแหวนเวทย์
หมาป่าสามหัวมีลำตัวสีน้ำตาลแดงดูสวยงาม ขนของมันเปร่งประกายดูสวยงาม หัวทั้งสามของมีสีน้ำตาลแดงเหมือนกับลำตัว แต่ดวงตาของหัวแต่ละหัวมีสีที่แตกต่างกันออกไป
หัวที่หนึ่งมีดวงตาสีแดงเพลิงและมีประกายไฟสีแดงออกมาจากดวงตา
หัวที่สองมีดวงตาสีน้ำเงิน มีไอเย็นปรากฏออกมา
หัวที่สามมีดวงตาสีเขียวมรกต ดูสวยงามและน่าหลงไหล
หมาป่าสามหัวแต่ละหัวมีความดุร้ายและทรงพลัง เสียงคำรามของมันทำให้พื้นที่รอบๆถึงกับสั่นไหว นอกจากนี้หมาป่าสามหัวตัวนี้ยังมีถึงสามธาตุได้แก่ธาตุไฟ ธาตุน้ำแข็งและธาตุลม ส่วนออร่าของหมาป่าสามหัวตัวนี้อยู่ในระดับSS
กอร์ดินมองไปงที่หมาป่าสามหัวพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อยแต่สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“ น่าสนใจจริงๆ ” กอร์ดินพึมพำออกมา
“ จัดการคนที่โอ้อวดคนนั้นซะทรีแวร์ ” มินเรย์ตะโกนขึ้น
ทรีแวร์ส่งเสียงคำรามออกมาทั้งสามหัวก่อนที่หัวทั้งสามจะพ่นลมหายใจออกมาโจมตีใส่
หัวทั้งสามของทรีแวร์พ่นลมหายใจอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นไฟ น้ำแข็งและลม ใส่กอร์ดิน
กอร์ดินจับดาบในมือของตัวเองอย่างมั่นคงก่อนที่จะวาดดาบไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
คลื่นดาบของกอร์ดินทำลายการโจมตีของทรีแวร์จนสลายไปอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงเท่านั้นคลื่นดาบของกอร์ดินก็ยังพุ่งไปหาทรีแวร์
เพียงแต่มินเรย์ได้มาโผล่อยู่เบื้องหน้าของทรีแวร์ก่อนที่เธอจะชี้คฑาไปด้านหน้าก่อนที่จะปรากฏม่านพลังสีฟ้าขึ้นมาป้องกันคลื่นดาบของกอร์ดิน
มินเรย์เป็นจอมเวทย์สองสายได้แก่จอมเวทย์อัญเชิญและจอมเวทย์ธาตุน้ำแข็ง เนื่องจากย่าของเธอเป็นคนของตระกูลฟรอสที่แต่งเข้าตระกูลเครอส ทำให้เธอสามารถใช้เวทย์น้ำแข็งอีกเวทย์หนึ่ง
เพียงแต่มินเรย์ใช้พลังเต็มที่แล้วแต่เธอก็พบว่าเธอไม่สามารถต้านทานการโจมตีของกอร์ดินได้
ตู้ม
ม่านพลังของมินเรย์แตกกระจายกลายเป็นฝุ่นผง
จากนั้นมินเรย์ก็ถูกคลื่นดาบของกอร์ดินซัดจนกระเด็นไปไกลหลายเมตรก่อนที่จะตกลงมาพร้อมกับอาการบาดเจ็บ
มินเรย์เช็ดเลือดที่ไหลออกมาจากมุมปากของเธอด้วยเสื้อของเธอ นอกจากนี้ใบหน้าของเธอก็ยังซีดขาวราวกับกระดาษอีกด้วย
‘ เพียงแค่คลื่นดาบนั้นก็ทำให้เราบาดเจ็บถึงขนาดนี้ได้เลยงั้นหรอ?’ มินเรย์รู้สึกเคร่งเครียดและกดดันอย่างมาก เธอไม่คิดว่ากอร์ดินจะแข็งแกร่งขนาดนี้ ทำให้เธอไม่แปลกใจเลยที่กอร์ดินจะมีความหยิ่งผยองขนาดนั้นก็เพราะกอร์ดินมีความสามารถและความแข็งแกร่งที่จะหยิ่งผยอง
ตัวตนระดับสูงเองก็รู้สักประหลาดใจและตกใจเหมือนกัน พวกเขาไม่คิดว่าคลื่นดาบของกอร์ดินจะแข็งแกร่งขนาดนี้ แม้กระทั้งตัวตนระดับSSบางคนก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถที่จะต้านทานคลื่นดาบของกอร์ดินได้ แบบนี้แสดงก็แสดงให้เห็นแล้วว่ากอร์ดินนั้นแข็งแกร่งกว่าระดับของตัวเอง
ตัวตวระดับสูงหลายคนพากันชื่นชมในความแข็งแกร่งของกอร์ดิน แม้กระทั้งมีบางคนเริ่มคิดที่จะทาบทามกอร์ดินให้มาทำงานกับตัวเองหรือแม้แต่สร้างความผูกพันธ์โดยการแต่งงานกับลูกสาวของตัวเอง
สำหรับโลกที่มีแต่ความแข็งแกร่ง ใครที่แข็งแกร่งย่อมได้รับการยอมรับ จึงไม่แปลกที่ตัวตนระดับสูงหรือตระกูลต่างๆก็ใช้วิธีการนี้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง
มินเรย์รู้สึกว่าถ้าหากเธอไม่โจมตีด้วยมหาเวทย์เธอก็ไม่สามารถเอาชนะกอร์ดินได้
“ ต่อไปฉันจะโจมตีสุดแรงแล้วระวังตัวเอาไว้ให้ดีล่ะ ” มินเรย์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนที่เธอจะชูคฑาขึ้นบนท้องฟ้า
“ มหาเวทย์หมาป่านรกโลกันต์รูปแบบที่หนึ่ง : ชุดเกาะโลกันต์ ” มินเรย์พูดขึ้น
ทันใดนั้นทรีแวร์ก็เปร่งแสงสีเขียวดำขึ้นมา
ผ่านไปราวๆสามสิบวินาที จู่ๆเสียงคำรามที่ทรงพลังก็ดังขึ้น
เสียงคำรามของมันทำให้ตัวตนระดับสูงหลายคนถึงกับหน้าถอดสี เพราะเสียงคำรามนี้มันสามารถสร้างความเสียหายให้กับผู้ชมโดยรอบ โดยเฉพาะตัวตนระดับSที่ถูกโจมตีด้วยคลื่นเสียงจนต้องมีคนได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้กระทั้งระดับSSบางคนก็ยังได้รับผลกระทบไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ทำให้ตัวตนระดับสูงหลายคนใช้พลังเวทย์ของตัวเองในการยับยั้งไม่ให้คลื่นเสียงที่ถูกปล่ยออกมาจากหมาป่าสามหัวโจมตีผู้ชมงานประลอง
เนื่องจากม่านพลังป้องกันการโจมตีเวทย์และการโจมตีกายภาพแต่ไม่ได้ป้องกันการโจมตีด้วยคลื่นเสียง เพราะฉะนั้นการโจมตีด้วยคลื่นเสียงจึงทำให้ผู้ชมที่อยู่รอบๆได้รับผลกระทบ
ทางด้านของกอร์ดินเขาใช้ลมปราณในการป้องกันเสียงคำรามทำให้เขาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
สีหน้าของกอร์ดินเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและพึงพอใจ
“ เข้ามาเลย เข้ามาทำให้ฉันคนนี้ตื่นเต้น ” กอร์ดินเลียริมฝีปากก่อนที่เขาจะมองไปยังทรีแวร์ด้วยวาวตาเปร่งประกาย
ไม่นานร่างของทรีแวร์ก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ร่างกายของมันเต็มไปด้วยเกาะสีดำทมิฬดูน่าเกรงขาม
รูปร่าของทรีแวร์ก็เปลื่ยนไปด้วยเหมือนกัน เพราะทรีแวร์ที่แต่เดิมตัวใหญ่พอๆกับรถบรรทุกก็มีขนาดใหญ่กว่าเดิมอีกเล็กน้อย นอกจากนี้สีตัวของมันก็เปลื่ยนเป็นสีดำเขียวดูน่าหวาดกลัวและเต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง
เมื่อทรีแวร์ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง มินเรย์ก็ทำการใช้มหาเวทย์อีกครั้ง
“ มหาเวทย์หมาป่าโลกันต์รูปแบบที่สาม : สามผสานทำลายล้าง ” มินเรย์พูดขึ้น
ทันใดนั้นทรีแวร์ก็ส่งเสียงคำรามพร้อมกับทรีแวร์ดังขึ้นก่อนที่มันจะมองมาที่กอร์ดินก่อนที่มันจะรวบรวมพลังบางอย่างไว้ที่ปากและปล่อยออกมา
ลำแสงสามสีที่ถูกปล่อยออกมาจากทั้งสามหัวก็รวมกันเป็นหนึ่งและพุ่งใส่กอร์ดิน
เมื่อทุกๆคนเห็นลำแสงนี้ก็พากันแสดงสีหน้าตกใจออกมา โดยเฉพาะตัวตนระดับSS เพราะลำแสงสีสามนั้นทรงพลังและมีความรุนแรงในระดับที่สามารถได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือแม้กระทั้งสังหารพวกเขาได้เลย
กอร์ดินจับดาบของตัวเองให้มั่นก่อนที่จะรวบรวมลมปราณไว้ที่ดาบของตัวเองก่อนที่จะวาดดาบไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว และไม่ใช่แค่ครั้งเดียวแต่เขาวาดดาบไปด้านหน้าถึงสิบครั้ง
คลื่นดาบสีเงินสิบเส้นพุ่งใส่ลำแสงสามสีจนทำให้เกิดการระเบิดที่รุนแรงขึ้น
โชคดีที่ม่านพลังยังแข็งแกร่งพอที่จะรับการระเบิดในครั้งนี้ได้
ฝุ่นควันกระจายไปทั่วม่านพลังทำให้ผู้ชมไม่สามารถมองเห็นด้านในได้อย่างชัดเจน จะมีก็แต่ตัวตนระดับสูงที่ใช้พลังเวทย์ของตัวเองในการตรวจสอบดูภายในม่านพลังได้ ทำให้พวกเขารู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายในม่านพลัง
ไม่นานฝุ่นควันก็ค่อยๆจางหายไปจนในที่สุดผู้ชมก็สามารถมองเห็นได้ว่าสิ่งใดเกิดขึ้นบนสนามประลอง
ภาพที่ผู้ชมเห็นก็คือตอนนี้กอร์ดินกำลังวางดาบไว้ที่ไหล่ของมินเรย์ ส่วนทางด้านทรีแวร์ก็หายตัวไปแล้ว คล้ายกับเวทย์มนต์ของเธอสลายไปแล้ว
ไม่นานผู้ตัดสินก็ตะโกนชื่อของกอร์ดินว่าเป็นผู้ชนะในการประลองในครั้งนี้
ทำให้มินเรย์ก้าวลงมาจากแท่นอันดับ ส่วนทางด้านกอร์ดินก็เดินขึ้นไปบนแท่นอันดับพร้อมกับยึดครองอันดับสิบห้า
ผู้ชมจำนวนมากมองไปที่กอร์ดินที่กำลังเดินไปยังแท่นอันดับสิบห้าด้วยความชื่นชม นอกจากนี้พวกเขาก็รู้ว่ากอร์ดินยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดในการเอาชนะมินเรย์
หลังจากนั้นก็เป็นคนของหน่วยลับเทพยุทธ์ที่ก้าวออกมาด้านหน้า
เขาเป็นชายหนุ่มรุปร่างผอม ใบหน้าดูเย็นชา ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
“ ฉันตูราม ขอท้าประลองกับอันดับสิบสี่ ” ตูรามพูดขึ้น
ทุกๆคนก็มองไปที่แท่นประลองอันดับสิบสี่ที่เป็นชายรูปร่างผอมใบหน้าดูหยิ่งผยอง เขาเป็นคนของตระกูลซันไทม์ ชื่อของเขาคือฮาฟเล่ย์