หลังจากที่เผิงฝูกุ้ยออกจากห้องของลูกสาวแล้ว ไป๋เสี่ยวอันที่อยู่ในร่างเผิงเสี่ยวอันก็เอาแต่นั่งนิ่งคิดถึงเื่ราวที่ผ่านมาว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงโผล่มาอยู่ในยุคนี้ได้ ตายแล้วไม่ได้ไปยมโลกหรือไงทำไมกลับกลายมาอยู่ที่นี่ได้
ส่วนสาวใช้อย่างชิงหลานก็เอาแต่นั่งมองหน้ายิ้มหวานร่าเริงอย่างดีใจก่อนจะเอื้อมมือไปจากแก้มเผิงเสี่ยวอันและเริ่มพูดว่า
"คุณหนูดวงแข็งจริงๆ เลย เหมือนอย่างที่ท่านนักพรตว่าเอาไว้ไม่มีผิด"
"นักพรต! "
"ใช่เ้าค่ะท่านนักพรตบอกว่าตอน่อายุสิบหก คุณหนูจะมีเคราะห์หนักจนเกือบตายแต่ถ้าฟื้นขึ้นมาก็จะทำให้สติปัญญากลับมาดีเหมือนเดิม"
"อ๋อ! "
คุยกันอยู่สักพักหญิงสาวก็ได้ยินเสียงดนตรีดังขึ้นด้วยความสงสัยจึงกล่าวถาม ว่าเสียงเ่าั้มาจากที่ใดกันฟังดูแล้วไม่น่าจะไกลสักเท่าไหร่ ชิงหลานจึงบอกว่าเสียงที่ได้ยินอยู่ใกล้ๆ ชั้นลง เพราะที่นี่เป็หออี้จี้เป็แหล่งให้ความบันเทิงแกบุรุษเพศไม่ว่าจะเป็ชนชั้นไหนก็มักจะมาที่นี่กันหมด
หญิงสาวได้ยินถึงกับดวงตาเบิกกว้างจะเกิดใหม่ทั้งทีทำไมต้องให้มาอยู่ที่นี่ด้วยนะ จึงได้ร้องโวยวายว่าไม่ได้อยากอยู่ที่หออี้จี้นางไม่อยากเป็ผู้หญิงขายบริการสนองความใคร่ของบุรุษ
ชิงหลานเมื่อเห็นเ้านายของตนเองโวยวายขึ้นมาก็รีบเข้าไปกอด อธิบายให้ฟังว่าที่นี่ไม่ใช่หอคณิกาอย่างที่หญิงสาวเข้าใจ เป็เพียงสถานที่ให้ความบันเทิงสำหรับบุรุษที่้ามาผ่อนคลายความตึงเครียด และหาเพื่อนพูดคุยก็เท่านั้นเองไม่ได้มีการค้าประเวณีแต่อย่างใด
หากไม่เชื่อก็ขอให้คุณหนูไปดูด้วยตาของตนเองว่าเป็อย่างที่นางพูดหรือเปล่า ซึ่งเมื่อถูกท้าทายว่าให้ไปดูด้วยตนเองมีหรือที่หญิงสาวจะยอมนั่งอยู่เฉยๆ ต้องลุกขึ้นไปดูสิให้เห็นด้วยตาตนเองว่าที่นี่ไม่ใช่หอโคมแดงหอคณิกาหรืออะไรก็ช่างเถอะที่เกี่ยวกับการค้าประเวณี
ก้าวแรกที่เดินออกจากประตูไปก็ยังไม่มีอะไรแต่เมื่อเดินไปเรื่อยๆ ตามเสียงที่ได้ยิน หญิงสาวยืนดูอยู่จากชั้นสองลงไปยังเบื้องล่างก็เห็นสตรีแต่งตัวโบราณกำลังนั่งเล่นเครื่องดนตรีมากมายที่ไม่ค่อยจะเห็นในยุคปัจจุบัน อาทิเช่น ผีผา พิณขงโหว หรือกู่ฉิง
ด้านหน้าเวทีก็จะมีบุรุษมากมายนั่งชมการแสดงรวมๆ แล้วก็หลายสิบคนการแต่งตัวของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไปบางคนแต่งตัวภูมิฐานเป็ผู้มีอันจะกินจนไปถึงแต่งตัวธรรมดา
หลังจากการดนตรีเสร็จสิ้นก็จะมีหญิงงามที่สุดในหออี้จี้ขึ้นมานั่งบนเวทีแต่งกลอนขึ้นมาก่อนหนึ่งบท จากนั้นก็จะมีคนต่อกลอนของนางไปเรื่อยๆ หากใครแพ้ก็จะต้องทำตามกติกาถ้าไม่ดื่มสุราก็ต้องเสียเงินให้กับหญิงสาว
ไป๋เสี่ยวอันเดิมทีก็ยังรับไม่ได้แต่เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วนางก็ค่อยๆ ยอมรับในความเป็จริง ว่าต่อแต่นี้ไปต้องอยู่ที่นี่เป็ลูกสาวของเ้าของหออี้จี้ชื่อเผิงเสี่ยวอัน
จึงได้ลงไปด้านล่างเพื่อ้าที่จะเดินดูสถานที่แห่งนี้ให้รอบๆ เป็การเปิดหูเปิดตาและทำความคุ้นเคย คนงานที่อยู่ที่นี่พอเห็นหญิงสาวต่างก็รีบก้มหัวทำความเคารพบ้างก็พูดอย่างดีใจว่าในที่สุดคุณหนูของพวกเขาก็ฟื้นขึ้นมาสักทีเป็เื่ที่น่าอัศจรรย์ใจเป็ที่สุด แถมยังพูดยืนยอว่านางต้องนำความโชคดีมาให้กับหออี้จี้อย่างแน่นอน
เผิงเสี่ยวอันไม่ได้พูดตอบกลับไปแต่อย่างใดมีแต่ยิ้มหวานให้เท่านั้น แล้วก็เดินต่อไปเรื่อยๆ ยืนอยู่ข้างเวทีมองดูหญิงงามที่อยู่บนเวทีเหมือนกำลังจมมุมไม่สามารถต่อกลอนของบุรุษรูปงามคนหนึ่งได้
"แม่นางช่านช่านหากว่าเ้าต่อกลอนของข้าไม่ได้ก็ดื่มสุราจอกนี้ซะเถอะอย่าได้ชักช้าๆ "
หลิวช่านช่านได้แต่ทำถ้ากังวลใจไม่ค่อยอยากดื่ม สุดท้ายก็ยอมยกขึ้นมากำลังจะดื่มสุรา แต่ก็มีเสียงห้ามให้หยุดซะก่อน
"ช้าก่อน"
"กลอนของคุณชายเมื่อสักครู่...ข้าขอเป็คนแต่งต่อได้หรือไม่"
บุรุษผู้นั้นไม่ได้ตอบไปในทันทีเขาได้แต่นั่งนิ่งสบตากับหญิงสาวมองด้วยแววตากรุ้มกริ่มจากนั้นจึงค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา พูดน้ำเสียงอ่อนหวานว่าหาก้าจะต่อกลอนของเขาก็เชิญแต่ถ้าหากทำไม่ได้เขาขอให้นางมานั่งดื่มสุราเป็เพื่อนจะได้ไหม
เผิงเสี่ยวอันกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างเ้าเล่ห์ก่อนจะพูด ว่าย่อมได้หากนางไม่สามารถต่อกรของเขาได้ก็จะยอมนั่งดื่มสุราเป็เพื่อนจนกว่าชายหนุ่มจะพอใจ
ชิงหลานกลับไม่เห็นด้วยเพราะรู้นิสัยของบุรุษหนุ่มผู้นี้ดี เขาคือคุณชายเ้าสำราญเจียหลี่เจี๋ยเป็แขกประจำของที่นี่นิสัยออกจะเ้าชู้ประตูดินไปหน่อยจึงไม่อยากให้คุณหนูของตนเข้าไปพัวพันกับคนผู้นี้
ถึงจะรู้ประวัติของบุรุษหนุ่มรูปงามคนนี้แล้วเผิงเสี่ยวอันมีหรือจะกลัว การกำราบผู้ชายแบบนี้นางถนัดนักแลต่อให้มาไม้ไหนก็ไม่หวั่นเกรง
"คุณชายเชิญท่านเริ่มก่อนได้เลย"
"ถ้าเช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ"
"เชิญ" น้ำเสียงที่เชื้อเชิญของหญิงสาวนั้นดูร้ายกาจเป็ที่สุด