หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 52 หนีอาจารย์

            “ฟู่ๆ....”

            กลางทุ่งหญ้าเงียบสงัด เสียงหายใจแรงๆ พลันดังขึ้น

            ท่ามกลางความมืดและแสงดาว ชายชราผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผล กำลังยืนหยัดพาสังขารตัวเองไปทางทิศพายัพ

            ค่ำคืนกลางทุ่งหญ้านั้นยังคงอันตรายนัก

            ยามค่ำคืนนั้นหมู่บ้านไป๋กู่ไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงส่งคนไปประจำการที่ด่านเก็บค่าผ่านทาง ด้วยเพราะยามราตรีของที่นี่ได้กลายเป็นดินแดนของเหล่าหมาป่า การรั้นจะเดินทางต่ออย่างเอิกเกริกนั้น ก็มีแต่จะได้กลายเป็นอาหารของพวกมัน

            ยิ่งไปกว่านั้นทุ่งหญ้ายามราตรีหนาวเหน็บนัก แตกต่างกับยามกลางวันที่อบอุ่นไปด้วยแสงตะวันโดยสิ้นเชิง ด้วยเพราะยามราตรีมีเพียงจันทราและความหนาวเย็นจับใจ

            มองดวงจันทร์ขาวนวลดวงโต ดูคล้ายก้อนน้ำแข็งกลมๆ ที่ทำให้ยิ่งมองแล้วยิ่งรู้สึกหนาวจับขั้วหัวใจ

            เสื้อผ้าของชายชราแม้จะดูขาดรุ่งริ่ง ทว่าก็ดูหนานัก ถึงกระนั้นส่วนที่ขาดเป็นรูนั้นก็ยังมีปุยนุ่นโผล่ออกมา

            ชายชราเดินไม่เร็วนัก โดยเฉพาะขาซ้ายที่ดูราวกับกำลังลากให้เดินไปข้างหน้า

            หากว่าถอดชุดคลุมเก่าๆ ของเขาออก ก็ย่อมจะเห็นว่าขาของเขามีไม้สองท่อนที่ดามขาที่ถูกตีจนหักนั้นไว้ด้วยตัวเขาเอง

            ราชครูจ้งฟางนั้นไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องมาหนีตายเอาตัวรอดเช่นนี้

            บางทีอาจจะตั้งแต่ที่เขานั้นละอายเกินกว่าที่จะยอมรับว่าเป็นความผิดของตนเอง เขาผิดไปแล้วจริงๆ ที่พาองค์หญิงใหญ่ไปทิ้งในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้น เขาช่างผิดมหันต์นัก

            เขาผิดจนยากจะให้อภัย

            บัดนี้จึงถึงเวลาที่เขาจะได้ลิ้มรสความขมขื่นจากผลไม้ที่เขาปลูก

            เขาโดนศิษย์แท้ๆ ของตนเอง ศิษย์รูปงามของเขาที่เขาตั้งใจสอนสั่ง ถึงกับทรยศลงมือขายเขาออกมา

            ความจริงแล้วที่เขาตกต่ำจนถึงจุดนี้ได้นั้นเป็นเพราะเขาชะล่าใจ

            ในคราแรก องค์หญิงน้อยยังถากถางเรื่องที่เขาเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ว่าไร้สาระ ควรจะระวังตัวไว้เสียบ้าง

            องค์หญิงน้อยนั้นทรงพระปรีชา

            หนึ่งชันษาก็ตรัสได้ สองชันษาขับลำนำได้ สามชันษาก็ทรงแต่งบทกลอนได้

            ชาตินี้เขายังไม่เคยเจอใครฉลาดถึงเพียงนี้ สิ่งที่นางคิดอ่านก็ช่างทำให้คนตกใจนัก

            ไม่ต้องพูดถึงสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้น กระดาษหู เกือกม้า...แท้จริงแล้วแค่การละเล่นจากในวังเท่านั้น ทั้งหมดนั้นเป็นปรัชญา เลขสิบสามตัว สำหรับองค์หญิงนั้นเป็นการรวมเรื่องสนุกไว้ให้องค์หญิงตั้งชื่อ

            เขายามอยู่กับองค์หญิงก็เพื่อเรื่องนี้

            เขารู้ว่าชื่อนั้นจะต้องมีความนัยมากกว่านั้น เหตุใดจึงจะต้องเป็นเลขสิบสามตัว ไม่ใช่เลขสิบสี่ตัว ไม่ใช่เลขสิบสองตัว ว่ากันแล้วสิบสองนักษัตรนั้นยังนับว่าน่าสนใจกว่าเสียหน่อย

            เขายังจำภาพองค์หญิงน้อยที่ยืนอยู่ตรงนั้น นัยน์ตาหงส์มองมาที่เขาแล้วกล่าวขึ้น “ท่านผู้เฒ่าเช่นท่าน คงจะไม่เข้าใจ”

            เขาไม่เข้าใจเรื่องไสยศาสตร์ของชนชั้นสูง หากเป็นเรื่องคทาเทพนั้นเขายังพอเข้าใจ เทพนั้นก็หมายถึงความศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ ส่วนคทานั้นก็คือไม้ท่อนหนึ่ง ทว่าองค์หญิงนั้นกลับไม่เชื่อเรื่องเทพเซียน

            กระนั้นเมื่อเขารู้ความคิดของนาง ก็หวั่นใจไปพักหนึ่ง

            นางไม่เชื่อในเรื่องเทพเซียน องค์หญิงน้อยไม่มีเรื่องเทพในหัวใจ นางนั้นเป็นถึงคนที่อัญเชิญเทพมา มันเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นกันนี่......

            องค์หญิงน้อยนั้นหน้าตาหมดจด สติปัญญาเป็นเลิศ ไม่ว่าใครก็ต้องนึกรักนาง กระทั่งศิษย์ของเขายามกล่าวถึงองค์หญิงน้อยก็ชมไม่ขาดปาก ถึงขนาดบางครั้งก็หน้าแดงขึ้นมา

            เดิมทีเขาคิดว่าศิษย์ของตนนั้นเพียงแค่ยังเยาว์นัก

            ทว่ากลับคาดไม่ถึงว่า ชีวิตนี้ของเขาจะพ่ายให้กับลูกศิษย์ที่เอาแต่หน้าแดงและกำมือขององค์หญิงน้อยผู้อ่อนหวานนั้น

            เพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ฝ่าบาทถึงขั้นจะประหารเขา

            ก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ฝ่าบาทเดียดฉันท์เขาเพียงนี้

            แม้เขาจะรู้ว่านี่เป็นเพียงแค่หมากกระดานหนึ่งที่องค์หญิงและลูกศิษย์ของเขาสร้างขึ้น แต่เขาก็ยังปวดใจนัก

            คืนนั้นเขากระอักเลือด จึงทำนายชะตาให้ตัวเองได้ พบว่าทางรอดเดียวที่เขามีคือต้องเดินทางไปยังทิศพายัพ

            ดังนั้นเขาจึงหนีมาในคืนนั้น

            ถึงกระนั้นบนเส้นทางก็ยังถูกไล่ฆ่า

            เขารู้นิสัยของฝ่าบาทดีกว่าใคร พระองค์เพียงแค่หูเบาไปชั่วครู่ บัดนี้จึงได้โกรธขึ้นมา แม้เขาจะหนีมาเช่นนี้ ซ้ำยังหนีมานานนัก ฝ่าบาทก็ยังส่งคนมาไล่ลาไม่เลิกรา เห็นได้ชัดว่ามีคนต้องการยืมมือฝ่าบาทมาเล่นงานเขา

            เมื่อคิดขึ้นมาก็เห็นว่าคนที่จะส่งคนมากมายมาฆ่าเขาได้เช่นนี้ เห็นจะมีแค่คนเดียวคือฮองเฮาเท่านั้น

            ฮองเฮาน้อยคนเดิมในปีนั้น

            บัดนี้ทั้งหิวและกระหาย

            ยามเขาได้กลายเป็นราชครู ก็ได้เตรียมพร้อมจะตายเพื่อแคว้นเชินไว้แล้ว ทว่าไม่ใช่การตายแบบคับอกคับใจเช่นนี้

            ตระกูลจ้งของเขานั้นอุทิศตัวเพื่อแคว้นเชิน ทว่าไม่อยากจะเชื่อว่าบัดนี้จะตกต่ำได้ถึงเพียงนี้

            เขานั้นมีวิธีป้องกันเรื่องฝูงหมาป่าไว้แล้ว องค์หญิงนั้นกล่าวว่าตนคือคทาเทพ ทว่าแท้จริงแล้วบนโลกนี้ก็มีเรื่องประหลาดอยู่ไม่น้อย

            เครื่องรางบนร่างเขานั้นสามารถขับไล่สัตว์ป่าให้หลบหลีกไปได้

            ทว่าก็ได้แต่เป็นเช่นนี้ เขานั้นเหนื่อยจนแทบหายใจไม่ทัน

            ขาซ้ายของเขาที่หัก กระทั่งพักสักครู่ก็ยังไม่พัก ซ้ำยังต้องหนีหัวซุกหัวซุน

            เดินไปก็หอบไป มือหนึ่งถือไม้เท้า ค่อยๆ พาร่างตัวเองไปด้านหน้า

            บางครั้งก็แหงนมองท้องฟ้า

            เดินไปๆ ก็ไปถึงหน้าแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์

            เสียงธารน้ำไหลริน ราชครูเมื่อมาถึงแล้วก็นั่งริมธารน้ำ ฟังเสียงน้ำไหลริน

            ที่นี่คือสถานที่ที่เขาทำเรื่องน่าละอายใจที่สุดขึ้น กระนั้นก็อาจเป็นสถานที่ฝังกระดูกเขาไว้เช่นกัน

            แม้เด็กคนนั้นจะอยู่ได้อีกไม่นาน ทว่าถึงจะอยู่ได้อีกไม่นาน เขาก็ไม่ควรพรากชีวิตมาจากนางเลย ยิ่งกว่านั้นเขายังทิ้งร่างที่ยังมีชีวิตของนางลงไปในทะเลสาบ จนทำให้นางไม่อาจกลับชาติมาเกิดได้อีก

            เขานั้นสมรู้ร่วมคิดกับฮองเฮา บัดนี้คนที่ไล่ล่าของเขาก็เป็นฮองเฮา ช่างยุติธรรมโดยแท้

            เมื่อนั่งลงแล้วเขาก็หยิบถุงใส่น้ำขึ้นมา จากนั้นก็เปิดจุกแล้วเทเข้าปากอึกหนึ่ง

            เย็นนัก ความชุ่มชื้นนั้นไหลลงคอที่แห้งผาก ราวกับน้ำที่มาดับถ่านร้อนจนมีเสียงปะทุดังขึ้นเบาๆ

            ท่านราชครูรู้สึกอ่อนแรงนัก

            แม้แต่นั่งก็ยังนั่งไม่ไหว จึงได้แต่นอนลงไปบนพื้น

            มองดาวที่ระยิบระยับเกลื่อนฟ้า รู้สึกว่ามันช่างงดงามนัก

            เขานอนจ้องเขม็ง ทว่ากลับไม่ใช่เพื่อทำนายชะตาเมือง ไม่ใช่เพื่อทำนายว่ามันจะดีหรือร้าย แต่เพียงเพื่อจะชมความงดงามของมัน

            ไม่รู้ว่าศิษย์ของเขาบัดนี้จะทำอะไรอยู่ จะคิดถึงตนบ้างหรือไม่

            ศิษย์คนนี้นั้นเขาเป็นคนค้นพบด้วยตัวเอง ฉลาดเป็นกรด การคำนวณก็ว่องไว เขาวางแผนให้เด็กคนนี้มาสืบทอดตำแหน่งของตน

            ......

            ณ พระราชวัง บนเตียงหยกขาวมีชายหนุ่มรูปงามราวกับหยกขาวกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ด้วยจิตใจกระวนกระวาย

            ขณะนั้นเองก็มีนางกำนัลเดินเข้ามา พร้อมชามกระเบื้องสีขาว

            “ท่านราชครูน้อย นี่คืออาหารมื้อดึกที่องค์หญิงประทานให้ท่าน พระองค์ตรัสว่าท่านอย่าลงโทษตัวเองเพราะเรื่องเข้าใจผิดนั้นเลย เดี๋ยวจะบาดเจ็บเอาได้”

            นางกำนัลคนนี้นั้นปราดเปรียวนัก

            เมื่อส่งอาหารเรียบร้อยแล้วก็จากไปทันที กิริยาคำพูดล้วนเรียบร้อยนัก ไม่เหมือนกับนางกำนัลคนอื่นที่เจอเขาก็เอาแต่พูดจาเรื่อยเปื่อย

            เด็กหนุ่มไม่อยากเข้าฌานต่อแล้ว จึงเปิดถ้วยกระเบื้องสีขาวนั้นดูเสียหน่อย พบว่าด้านในนั้นคือน้ำแกงบัวหิมะตุ๋น แค่มองก็รู้สึกว่าน่ากินแล้ว

            เขาลองชิมคำหนึ่ง รสชาตินั้นไม่หวานนัก ถือว่ากำลังดี เป็นรสชาติที่เขาชอบ

            เขาไม่ชอบรสหวาน

            เมื่อดื่มน้ำแกงหมดแล้ว เขาจึงหลับไป

            ก่อนหน้านั้นเขานั้นเป็นห่วงท่านอาจารย์จนมิอาจข่มตาหลับได้เสียหลายคืน

            เขาฝัน...ฝันว่าด้านหนึ่งมีท่านอาจารย์ผมขาวยืนอยู่ อีกด้านมีองค์หญิงผมดำยืนอยู่

            ท่านอาจารย์ผมขาวราวกับขนนกกระเรียน ใบหน้ามีแต่รอยยับย่น และจุดด่างดำ

            องค์หญิงนั้นผมดำดุจหมึก ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดูน่ารักนัก

            เขายื่นมือออกไปจับมือองค์หญิงไว้ แล้วพานางวิ่งหนีไปจากท่านอาจารย์ วิ่งไปไกลแสนไกล

            เมื่อเขาหันกลับมามองก็เห็นทุ่งหญ้าเวิ้งว้าง เมื่อเขาร้องเสียงดังออกมาทีหนึ่ง เขาก็พลันลืมตาเสียแล้ว

            ฟ้าสว่างแล้ว

            แสงแดดยามเช้าตกกระทบลงบนเตียงหยกขาว จึงเห็นเป็นลำแสงอ่อนนุ่มสายหนึ่ง

            อาจารย์อยู่บนทุ่งหญ้าหรือ

            แสงตะวันสาดส่องเต็มฟ้า

            น้ำค้างพราวเต็มหน้ายับย่นของราชครู เขายื่นมือออกเช็ดทีหนึ่ง

            เขาโซซัดโซเซลุกขึ้นแล้วเดินไปริมทะเลสาบ ก็มองเห็นเงาของชายแก่ที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนคนหนึ่ง เขายื่นมือวักน้ำขึ้นล้างหน้า

            เมื่อมองลงไปยังทะเลสาบอีกครั้ง ก็เห็นใบหน้างดงามของหนูน้อยปรากฏขึ้น เขาตกใจจนลงไปก้นจ้ำเบ้ากับพื้น

            จ้งฟาง ชายแก่ที่นั่งอยู่บนพื้นไม่รู้ว่านางมาอยู่ตรงหน้าตั้งแต่เมื่อใด เหตุใดเขาจึงไม่รู้สึกตัวเลยว่ามีม้าสีนิลที่มีเด็กหญิงนั่งอยู่บนหลังยืนอยู่ ซ้ำยังทำหน้าจริงจังถามเขาว่า “ท่านผู้เฒ่า ท่านรู้หนังสือหรือไม่”

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668