“สามหาว!!”
หลังจากนี้เสียงแรกจางหายไป เสียงสบถที่ราวกับระฆังถูกตีก็ดังขึ้นด้วยความเกรี้ยวกราด “ข้าเป็ผู้พิทักษ์กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน จักรพรรดิซวนหยวน!!”
“เหตุใดคนรุ่นหลังยามนี้จึงได้หยาบคายนัก?”
“ท่าน...”
เมื่อได้ยินประโยคที่อีกฝ่ายเอ่ยมา หัวของหลินเฟิงก็ราวกับถูกของแข็งฟาดเต็มแรง “ท่านคือจักรพรรดิผู้สร้างอารยธรรมมนุษย์ จักรพรรดิซวนหยวนคนนั้นจริง ๆ หรือ?!”
“ยังดีที่พวกคนรุ่นหลังเยี่ยงเ้ายังรู้จักข้า”
เมื่อได้ยินสิ่งที่หลินเฟิงเอ่ยออกมา ฟังจากน้ำเสียงดูเหมือนอีกฝ่ายจะลดโทสะลงมาเล็กน้อย “นี่คือชั้นแรกของหอคอยศักดิ์สิทธิ์เฉียนคุน เป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไว้เพื่อฝึกฝนขัดเกลาทายาท์ให้กลายเป็ผู้สังหารปีศาจ หรือมีอีกชื่อว่าสุสานซวนหยวน”
“กล่าวตามจริงความแข็งแกร่งของเ้า ยังไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าสู่สุสานซวนหยวนแห่งนี้”
“ต้องเป็ผู้ที่มีความแข็งแกร่งยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แต่ก็ไม่น่าจะเป็ไปได้ เช่นนั้นก็ต้องเป็การยอมรับจากกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนเท่านั้น”
หลินเฟิงพยักหน้าด้วยความเคอะเขิน จากนั้นก็มองไปรอบ ๆ หอคอย “เอ่อ..สุสานซวนหยวนสูงขนาดนี้เชียวหรือ?”
เขามองไม่เห็นแสงไฟหรือพบความผันผวนของปราณพลังใด ๆ เลย
“ไม่รู้!!”
หลังจากจักรพรรดิซวนหยวนสบถออกมาด้วยความหงุดหงิด เขาก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยความภาคภูมิใจ “เ้าคิดว่าสุสานซวนหยวนคือสถานที่แบบใด? แล้วใครจะมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเข้ามาเล่น ๆ ได้?”
“เฉพาะผู้ที่ถูกเลือกโดยกระบี่ซวนหยวนเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เข้ามาที่นี่ได้”
“ไม่เช่นนั้นต่อให้มีความสามารถมากเพียงใดก็ไม่มีทางที่จะพบที่แห่งนี้ได้ อย่าว่าแต่จะเข้ามาเลย~”
“เ้ารู้มั้ยไอ้เ้าหนูว่าตัวเ้าโชคดีถึงเพียงใด?”
หลินเฟิง “…”
จักรพรรดิซวนหยวนเอ่ยขึ้นอีกครา “สุสานซวนหยวนเป็อาณาเขตที่เป็แยกเป็เอกเทศ เป็การดำรงอยู่อย่างอิสระในจักรวาล แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดสามารถหามันพบ”
“หาก้าเข้ามาในหอคอยแห่งนี้ ไม่เพียงแต่ต้องมีวาสนามหาศาลเท่านั้น แต่ต้องได้รับการยินยอมจากกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ด้วย”
“สุสานซวนหยวน เป็ไปตามชื่อของมัน คือที่ฝังกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน”
“และกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนคือหนึ่งในสิบสมบัติระดับะ ในตอนนั้นข้ากวัดแกว่งมันเพียงครั้งเดียวก็สามารถสยบทั้งใต้หล้าได้แล้ว”
“นับแต่ที่เ้าเข้ามาที่นี่ได้ นั่นก็หมายความว่าเป็เพราะกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนยินยอมเ้าให้เข้ามา นั่นหมายความว่าเ้ายังพอมีอะไรดีอยู่บ้าง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินเฟิงก็ชะงักไปชั่วครู่ “ไม่ได้พูดเกินจริงไปหรือนี่?”
แม้ระบบจะอธิบายไปแล้ว แต่มันก็ยังน่าใน้อยกว่าการที่จักรพรรดิซวนหยวนมาอธิบายด้วยตัวเองอยู่ดี
ก้มมองสรรพสิ่งในโลกหล้า!
เกี่ยวกับตำนานของกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน เขาก็เคยได้ยินมาบ้างจากที่ที่จากมา แต่ก็ไม่ได้รู้รายละเอียดลึกซึ้งอะไรมากนัก
“พูดเกินจริง?”
น้ำเสียงของจักรพรรดิซวนหยวนเริ่มต่ำลง “ช่างโง่เขลา หลังจากที่เ้าได้เห็นพลังที่แท้จริงของกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนแล้ว เ้าจะได้รู้ว่าความคิดในตอนนี้ของตนเองนั้นโง่เขลาเพียงใด!!”
“เ้ารู้หรือไม่เหตุใดกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนถึงเป็หนึ่งในสิบสมบัติระดับะ?”
ทันทีที่เสียงของจักรพรรดิซวนหยวนดิ่งลง แรงกดดันอันมหาศาลพลันกดทับจนยากจะหายใจ
ใบหน้าของหลินเฟิงซีดเผือด เขาจึงรีบกล่าวออกไปทันที “ผู้น้อยหาได้รู้ไม่ เชิญผู้าุโโปรดชี้แนะ”
ในเวลานี้เขาไม่กล้าใช้น้ำเสียงและคำพูดดูิ่อีกฝ่ายอีกต่อไป แรงกดดันของจักรพรรดิซวนหยวนที่ปลดปล่อยออกมานั้น เรียกได้ว่าเหนือกว่าหยกแห่งหายนะมากนัก
จักรพรรดิซวนหยวนแค่นเสียงลมหายใจออกมาอย่างเ็า กลิ่นอายของเขานั้นราวกับูเาไฟปะทุ ต่อมาเสียงอันสูงส่งก็พลันดังขึ้น “กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน หรืออีกชื่อคือกระบี่ศักดิ์สิทธิ์เฉียนคุน ที่มาของชื่อมันคือพลังจักรวาลอันไร้ขีดจำกัด มันคืออาวุธทรงพลังชิ้นแรกในจักรวาล เพียงทหารนายหนึ่งถือมันก็จะกลายเป็ผู้ชนะสิบทิศทันที”
“กระบี่เล่มนี้มีวิถีแห่งกระบี่ มีทั้งกระบี่แห่งความเมตตาและกระบี่แห่งการเข่นฆ่า”
“สามารถเปลี่ยนพลังหายนะเป็เสวียนหวง[1] กระบี่เล่มนี้พิชิตดาบมารทั้งสามลงได้ ซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ สติปัญญา เมตตาจิต และไร้เทียมทาน จึงกล่าวได้ว่าผู้ถือครองมันเปรียบเสมือนตัวตนที่ไร้พ่าย” [1] เสวียนหวง เป็การผสานกันระหว่างฟ้าดิน ์และโลก สีสันของท้องฟ้า
“ยามนั้น ข้าได้เดินทางไปปราบเ้าแห่งเผ่าปีศาจฉีโหยวแต่กลับประสบความพ่ายแพ้ ทว่าด้วยความช่วยเหลือจากกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนในภายหลัง เพียงกระบี่เดียวก็กำจัดปีศาจตนนั้นนำพาความสงบสุขกลับคืนมา”
“สรุปง่าย ๆ ก็คือ เสวียนหวงรวมเป็หนึ่งได้เพราะมัน”
“นี่เป็เพียงส่วนเล็ก ๆ ของเื่ราวที่ข้ารู้เกี่ยวกับกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนเท่านั้น”
เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้ว จักรพรรดิซวนหยวนก็ถอนหายใจออกมา “มีตำนานเล่าว่ากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนมีทักษะลึกลับที่แข็งแกร่งเกินกว่าสิ่งใดจะเทียบอยู่ด้วย แต่มันได้หายสาบสูญไป”
ได้ฟังแล้วเืในกายของหลินเฟิงพลันเดือดพล่านทันที “รู้หรือไม่ว่ามันมีชื่อทักษะว่าอะไร?”
จักรพรรดิซวนหยวนสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงสงบ “จะถามอะไรมากมาย”
หลินเฟิง “...”
“ในเมื่อเ้ามาที่นี่เพื่อรับการทดสอบจากกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน เช่นนั้นก็อย่าได้เสียเวลา”
ทันทีที่สิ้นเสียง ก็บังเกิดเสียงคำรามดังขึ้นจากผนังหอคอย ประตูสีทองอร่ามถูกเปิดออกพร้อมกับมีร่างสีทองที่ค่อย ๆ ก้าวออกมาทีละก้าว
ภายใต้แสงสีทองอร่ามยิ่งส่งให้ร่าง ๆ นี้ดูสง่ามากยิ่งขึ้น
คนผู้นี้สวมชุดเกราะสีทอง ผมดำยาวขลับอยู่ด้านหลัง ภาพลักษณ์ของคนผู้นี้ให้ความรู้สึกถึงกลิ่นอายของผู้สูงส่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งั์ตาของเขาที่ราวกับสามารถมองทุกสิ่งในโลกหล้าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
แสงยังคงเปล่งประกายออกมาจากบุคคลผู้นี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยแสงที่สว่างจ้าจนมองไม่เห็นนั้นส่งผลให้บรรยากาศในรอบหนักอึ้ง
จักรพรรดิซวนหยวน!!
ชายคนนี้คือจักรพรรดิซวนหยวนคนนั้นหรือนี่??
หลินเฟิงมองไปยังชายเบื้องหน้าด้วยดวงตาอันเร้าร้อน
เขาเป็หนึ่งในบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในดาวเคราะห์สีครามที่เขาจากมา
ลูกหลานเหยียนหวงไม่มีใครไม่เทิดทูนบูชาและเชิดชูบุคคลผู้นี้!!
เมื่อเห็นอีกฝ่ายค่อย ๆ ใกล้เข้ามาทีละก้าว ความรู้สึกของเด็กที่กำลังจะได้เผชิญกับบรรพบุรุษของหลินเฟิงก็ยิ่งชัดขึ้น
การที่ได้พบกับบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ หลินเฟิงจึงอดไม่ได้ที่จะแสดงความเคารพออกมาทางสีหน้า
ไม่นาน หลินเฟิงก็ได้สติกลับมาจึงรีบโค้งคำนับในทันที “ผู้เยาว์หลินเฟิง คารวะจักรพรรดิซวนหยวน!!”
แต่เขาก็บังเกิดความสงสัยเล็กน้อย จึงแอบคิดอยู่ในใจ 'เขาตายไปหมื่นปีแล้วไม่ใช่หรือ? แบบนี้เขาก็กลายเป็ผีเหมือนกับซวนหยวนชิงเทียนน่ะสิ?'
“ใช่ ข้าตายมาหลายหมื่นปีแล้ว”
จักรพรรดิซวนหยวนมองไปยังหลินเฟิงพร้อมกับเอ่ยอย่างแ่เบา “อย่างไรก็ตามมันยังไม่ใช่ความตายที่แท้จริง เช่นเดียวกับซวนหยวนชิงเทียน เศษเสี้ยวิญญาของข้ายังไม่สูญสลายไป”
“ชะตากรรมของผู้ที่ใช้กระบี่ซวนหยวนคือหลังจากความตาย ิญญาจะผูกมัดกับกระบี่และกลายเป็ผู้พิทักษ์กระบี่ซวนหยวนโดยไม่มีข้อยกเว้น”
“ส่วนกระบี่ที่เ้าเห็นว่ามันปักอยู่บนหอคอยนั่น จริง ๆ แล้วหาใช่กระบี่ซวนหยวน แต่เป็ภาพลวงตาของข้าที่สร้างจำลองขึ้นมา”
ได้ยินคำพูดประโยคนี้ หลินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน นี่มันผีจักรพรรดิซวนหยวนชัด ๆ ในใจเขาคิดอะไรอีกฝ่ายดันรู้หมด
ถึงแม้จะใ แต่ก็ไม่อาจหยุดความอยากรู้อยากเห็นของหลินเฟิงได้ เขามองไปยังจักรพรรดิซวนหยวน “เช่นนั้นการที่ข้ามายังที่นี่ หมายความว่าข้าจะกลายเป็ผู้กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนอย่างแท้จริงแล้ว?”
จักรพรรดิซวนหยวน “โอกาสน่ะมี แต่มันก็ขึ้นกับเ้าว่ามีความสามารถหรือไม่”
หลินเฟิงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง “แล้วหลังจากนี้ท่านจะรอข้าอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?”
เนื่องจากเขาตื่นเต้นไม่น้อย ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็บุคคลที่ยิ่งใหญ่และเป็บรรพบุรุษของมวลมนุษย์ นับเป็โอกาสอันดีที่จะได้พบกับอีกฝ่ายอีกครั้ง
จักรพรรดิซวนหยวนตอบกลับด้วยเสียงที่ราบเรียบ “ใช่...และไม่ใช่”
.......................