หวังกังเห็นฉินหยวนเฟิงออกหน้ารับผิดชอบเพียงลำพัง เขาย่อมไม่ยอมปล่อยเลยตามเลย จึงเอ่ยขึ้นว่า
“ครูใหญ่จ้าวครับ ผมกับฉินหยวนเฟิงซ้อมจางเจี้ยนด้วยกัน จางเจี้ยนขโมยของไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้เขายังเคยขโมยขนมของเพื่อนร่วมห้องเรา แล้วก็เคยขโมยยางลบของผมด้วย เพียงแต่ไม่เคยถูกจับได้ ครั้งนี้จางเจี้ยนขโมยเงินของฉินหยวนเฟิงมีหลักฐานชัดเจนครับ”
จากนั้นหวังกังก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ครูใหญ่จ้าวและครูประจำชั้นหลิวฟัง เพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ในห้องต่างก็ออกมาเป็นพยานด้วย
“จางเจี้ยน เธอขโมยเงินของฉินหยวนเฟิงจริงหรือเปล่า?” ครูใหญ่จ้าวถามเสียงดังด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เดิมทีจางเจี้ยนที่อยู่ต่อหน้าแม่ของตนเองนั้นยืนกรานเสียงแข็งว่า “ฉันไม่ได้ขโมยเงิน ฉันถูกใส่ร้าย” แต่ตอนนี้เมื่อเผชิญหน้ากับความน่าเกรงขามของครูใหญ่ เขาเงียบลงทันที
จางเจี้ยนพูดตะกุกตะกัก “คือ... คือ... ผม… ขโมยครับ”
แม่จางเจี้ยนถึงกับพูดไม่ออก “...”
แม้ลูกชายจะยอมรับแล้วว่าเป็นคนขโมยเงิน แต่แม่จางเจี้ยนไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกผิด กลับยังคงพูดอย่างมั่นใจว่า “ครูใหญ่จ้าวคะ ครูหลิวคะ ฉันรู้ว่าจางเจี้ยนลูกชายฉันขโมยเงินมันไม่ถูก แต่ฉินหยวนเฟิงกับหวังกังซ้อมเขาจนเป็นแบบนี้ จะให้ปล่อยเรื่องนี้ไปเฉยๆ เหรอคะ? ลูกชายฉันขโมยเงิน ฉันชดใช้ให้ได้ แต่แผลบนใบหน้าลูกชายฉันจะทำยังไงล่ะคะ?”
ครูประจำชั้นหลิวคุ้นเคยกับนิสัยพาลหาเรื่องของแม่จางเจี้ยนมานานแล้ว ตอนนี้เขารู้สึกเสียหน้ามากที่ต้องมาเจอเด็กนักเรียนและผู้ปกครองแย่ๆ แบบนี้ ช่างโชคร้ายเสียจริงๆ
ครูหลิวกระแอมเบาๆ หนึ่งครั้ง แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “คุณแม่จางเจี้ยนครับ เรื่องนี้เริ่มจากจางเจี้ยนขโมยเงินก่อน ในฐานะผู้ปกครองของจางเจี้ยน คุณก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ ส่วนเรื่องที่ฉินหยวนเฟิงกับหวังกังทำร้ายคนนั้นก็ไม่ถูกแน่นอน ผมจะให้พวกเขาสองคนเขียนรายงานสำนึกผิด”
ครูใหญ่จ้าวเห็นด้วยกับการจัดการของครูหลิว เรื่องนี้ควรจะจบลงเพียงเท่านี้ ทว่าแม่จางเจี้ยนกลับไม่ยอมเลิกรา
“เขียนรายงานสำนึกผิดจะมีประโยชน์อะไรคะ? จะทำให้แผลบนใบหน้าลูกชายฉันหายไปทันทีได้ไหม? ถ้าลูกชายฉันเสียโฉม อนาคตแต่งงานไม่ได้จะทำยังไงคะ? ความเห็นของฉันคือต้องเรียกผู้ปกครองของเด็กสองคนนี้มา ให้ผู้ปกครองของพวกเขามาขอโทษฉันกับลูกชายฉันต่อหน้า”
จางเจี้ยนเป็นเด็กเรียนไม่เอาไหนในห้องเรียน ส่วนฉินหยวนเฟิงกับหวังกังนั้นเป็นเด็กเรียนเก่งระดับหัวกะทิทั้งคู่ ปกติเด็กสองคนนี้แทบจะไม่เคยก่อเรื่องเลย แต่แม่จางเจี้ยนมาโรงเรียนเป็นว่าเล่น ครูหลิวหมิงที่เป็นครูประจำชั้นเบื่อหน่ายจนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ สมแล้วที่ว่าเบื้องหลังเด็กแสบมักมีผู้ปกครองที่เข้าข้างลูกผิดๆ
หลังจากพยายามระงับความโกรธในใจ ครูหลิวจึงเอ่ยปาก “คุณแม่จางเจี้ยนครับ ในเมื่อคุณยืนกรานจะทำให้เรื่องมันใหญ่โต ผมก็จะเคารพความเห็นของคุณครับ”
จากนั้นเขาก็ให้ฉินหยวนเฟิงกับหวังกังกลับบ้านไปตามผู้ปกครองมา
ครูใหญ่จ้าวเดิมทีคิดว่าตนเองลงมาจัดการเรื่องนี้จะจบลงได้ง่ายๆ แต่ไม่คิดว่าจะมาเจอผู้ปกครองนักเรียนที่รับมือยากขนาดนี้ “ในเมื่อจะจัดการ ก็ไปจัดการที่ห้องทำงานเถอะครับ อย่ารบกวนนักเรียนคนอื่นเรียนหนังสือ”
ครูหลิวพยักหน้ารับ
บ้านของฉินหยวนเฟิงกับหวังกังอยู่ในหมู่บ้านต้าเหอทั้งคู่ และบ้านของพวกเขาก็อยู่ไม่ไกลกัน ไม่นานฉินหยวนเฟิงกับหวังกังก็กลับบ้านไปตามผู้ปกครองมาโรงเรียน พ่อของหวังกังและยายของฉินหยวนเฟิงมาถึงห้องทำงานของครูหลิว เมื่อเห็นผู้ปกครองของนักเรียนที่ซ้อมลูกชายตนเอง แม่จางเจี้ยนก็มีท่าทีแข็งกร้าวขึ้นมาทันที “พวกคุณดูสิ ลูกๆ ของพวกคุณทำลูกชายฉันจนเป็นยังไงบ้าง?”
ยายหวัง ยายของฉินหยวนเฟิงที่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว พูดขึ้นอย่างใจเย็น “แม่จางเจี้ยนคะ ฉันรู้ว่าหยวนเฟิงหลานชายฉันทำร้ายคนมันไม่ถูก แต่หยวนเฟิงของฉันทำร้ายหัวขโมย ก็เป็นความผิดของฉันเองที่ไม่ได้สอนหยวนเฟิงให้ดี ฉันควรจะบอกเขาว่าหลังจากจับหัวขโมยได้ให้รีบแจ้งครูหรือไปแจ้งตำรวจ ไม่ใช่มาลงโทษกันเองแบบนี้ เรื่องนี้เป็นความผิดของหยวนเฟิงหลานชายฉันเอง หวังกังเด็กคนนั้นเป็นคนมีน้ำใจถึงได้ช่วยหยวนเฟิง คุณแม่จางเจี้ยน คุณก็แค่ต้องการค่าชดเชยใช่ไหมล่ะคะ บอกจำนวนมาเลยค่ะ บ้านเราจะชดใช้ให้”
พ่อของหวังกัง หากนับตามศักดิ์แล้วต้องเรียกยายของฉินหยวนเฟิงว่ายาย เขาได้ยินคุณยายรับผิดชอบทั้งหมดแล้วย่อมจะนิ่งเฉยไม่ได้ จึงรีบพูดสนับสนุน “คุณแม่จางเจี้ยนครับ ผมขอโทษแทนลูกชายผมด้วย ไม่ทราบว่าคุณต้องการค่าชดเชยเท่าไหร่ครับ? บอกจำนวนมาเลย ผมกับคุณยายของหยวนเฟิงจะช่วยกันจ่ายครับ”
ใครๆ ก็ดูออกว่าที่แม่จางเจี้ยนยืนกรานจะทำให้เรื่องมันใหญ่โต ก็เพียงเพื่อจะอาศัยแผลบนใบหน้าของจางเจี้ยนมาเรียกเงินเท่านั้นเอง
ยอมขัดใจวิญญูชน ดีกว่าขัดใจคนพาล ไม่ว่าจะเป็นยายของฉินหยวนเฟิงหรือพ่อของหวังกัง ต่างก็ยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อปิดปากคนพาล ให้เรื่องนี้มันจบลงเร็วๆ
ครูหลิวกลัวว่าผู้ปกครองของฉินหยวนเฟิงกับหวังกังจะไม่มีเหตุผลเหมือนแม่จางเจี้ยน แต่ทั้งสองท่านกลับเป็นคนที่พูดคุยรู้เรื่อง และก็เป็นคนเข้าใจเหตุผล เรื่องมันก็เลยง่ายขึ้นมาก
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ครูหลิวก็เอ่ยปาก “ในเมื่อผู้ปกครองของนักเรียนฉินหยวนเฟิงและหวังกังทั้งสองท่านยินดีที่จะชดใช้ค่าเสียหาย งั้นคุณแม่จางเจี้ยน เรื่องนี้ก็ให้มันจบลงแบบนี้นะครับ ผมดูแล้วแผลของจางเจี้ยนก็เป็นแค่แผลภายนอก พักฟื้นไม่กี่วันก็คงจะหาย ให้ผู้ปกครองทั้งสองท่านจ่ายเงินให้จางเจี้ยนคนละห้าหยวนเพื่อซื้อของบำรุงก็แล้วกันนะครับ แต่จางเจี้ยนขโมยเงินของฉินหยวนเฟิงไป ก็ควรจะต้องคืนด้วยนะครับ”
มาถึงขั้นนี้แล้ว แม่จางเจี้ยนก็ทำได้เพียงทำตามที่ครูหลิวบอก ทั้งสองบ้านจ่ายเงินชดใช้ให้บ้านละห้าหยวน รวมเป็นสิบหยวน อืม ไม่เลวเลย การอาละวาดครั้งนี้ของเธอไม่เสียเปล่า
ทันใดนั้นยายของฉินหยวนเฟิงก็หยิบเงินสิบหยวนออกจากกระเป๋าวางไว้ตรงหน้าแม่จางเจี้ยน จากนั้นคุณยายก็หันไปพูดกับฉินหยวนเฟิง “หยวนเฟิง ต่อไปนี้หลานจำไว้นะ ใครมาขโมยของหลานอีก หรือใครมารังแกหลานให้ หลานรีบไปแจ้งครูหลิวหรือครูใหญ่จ้าว พวกเขาจะให้ความเป็นธรรมกับหลานเอง”
พูดจบ ยายหวังก็มองไปที่ครูหลิว แล้วพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ครูหลิวคะ ฉันหวังว่าหยวนเฟิงหลานชายฉันกับจางเจี้ยนจะได้แยกห้องเรียนนะคะ หรือไม่ก็ให้เขายังคงเรียนอยู่ที่ห้องนั้น แล้วให้หยวนเฟิงหลานชายฉันไปเรียนห้องอื่น หรือไม่ก็ให้จางเจี้ยนย้ายไป ฉันไม่กล้าให้หลานชายฉันเรียนอยู่ห้องเดียวกับหัวขโมยหรอกค่ะ”
พ่อของหวังกังก็มีท่าทีเหมือนคุณยาย คือต้องการให้ย้ายห้องเรียน
แม่จางเจี้ยนดูถูกคำขอให้ย้ายห้องเรียนของผู้ปกครองทั้งสองคน “ในเมื่อพวกคุณไม่อยากอยู่ห้องเดียวกับจางเจี้ยนลูกชายฉัน พวกคุณก็ไสหัวไปสิ ยังไงลูกชายฉันก็ไม่ย้าย”
ตอนนี้ครูหลิวก็เริ่มจะทนไม่ไหวกับแม่จางเจี้ยนแล้วเหมือนกัน “คุณแม่จางเจี้ยนครับ คุณทำให้เรื่องมันวุ่นวายขนาดนี้ คุณคิดว่าให้เด็กสามคนเรียนอยู่ห้องเดียวกันต่อไปมันเหมาะสมเหรอครับ? ห้อง ป.3/1 มีนักเรียนย้ายออกไปคนหนึ่งพอดี ที่นั่งว่างอยู่ ก็ให้จางเจี้ยนย้ายไปห้องนั้นก็แล้วกันนะครับ”
แม่จางเจี้ยน “…”
หวังกังกับฉินหยวนเฟิงเป็นถึงนักเรียนระดับท็อปสามของห้อง ครูหลิวจะยอมให้พวกเขาสองคนย้ายไปห้องหนึ่งได้อย่างไร คนที่ต้องย้ายก็ต้องเป็นจางเจี้ยนอยู่แล้ว และพอดีห้องหนึ่งมีที่นั่งว่าง จัดให้เขาย้ายไปก็เหมาะสมดี
แม่จางเจี้ยนเห็นว่าครูหลิวมีท่าทีไม่พอใจจริงๆ เธอก็เลยไม่กล้าทำอะไรเกินเลยอีก ย้ายห้องก็ย้ายห้อง ย้ายที่อยู่มันก็ไม่ได้ทำให้เนื้อหลุดหายไปสักหน่อย
การย้ายจางเจี้ยน เด็กที่ทั้งเรียนไม่เอาไหนและชอบลักขโมยไปอยู่ห้องหนึ่งนั้น แน่นอนว่าครูประจำชั้นห้องหนึ่งย่อมไม่พอใจ แต่เรื่องนี้ครูใหญ่จ้าวอนุมัติแล้ว เขาก็เลยทำได้เพียงยอมรับอย่างช่วยไม่ได