คำอินทร์ยังคงนั่งนิ่งอยู่ริมทะเลสาบเรืองแสง จิตใจของเขายังคงต่อสู้กับความกลัวที่จะสูญเสียตัวตน เขาจ้องมองเงาของตนเองในผืนน้ำสีฟ้า ตั้งคำถามถึงความกล้าหาญที่เพิ่งจะจางหายไป
แต่แล้ว...ความเงียบสงบในวิหารใต้พิภพก็ถูกทำลายลง.
แคร่ก...แคร่ก...
เสียงขูดขีดของกรงเล็บที่แหลมคมกับพื้นหินดังแว่วมาจากอุโมงค์มืดสายหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล มันเป็เสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้าย ค่อยๆ ดังใกล้เข้ามา
หลวงปู่แก้วที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ลืมตาขึ้นทันที "พวกมันหาทางเข้ามาได้!"
คำอินทร์ดีดตัวขึ้นยืน ชักดาบคู่กายออกมาโดยอัตโนมัติ หัวใจของเขาเต้นระรัว ไม่ใช่ด้วยความกลัว...แต่เป็สัญชาตญาณของพยัคฆ์ที่รับรู้ถึงผู้บุกรุก
โฮกกกกก!
ร่างสีดำทมิฬของสุนัขล่าิญญาตัวหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากเงามืด เป้าหมายของมันคือหลวงปู่แก้วที่ยังคงอ่อนแรง!
"หลวงปู่!"
คำอินทร์ไม่มีเวลาแม้แต่จะคิด ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวไปก่อนที่สมองจะสั่งการ เขาใช้ท่า พยัคฆ์ทะยาน พุ่งเข้าไปขวางระหว่างหลวงปู่กับอสูรร้าย พร้อมกับตวัดดาบในมือสวนกลับไป
เพลงดาบกรงเล็บพยัคฆา!
ฉัวะ!
ดาบของเขาฟันผ่านร่างเงาของสุนัขอสูร มันสร้างาแได้ แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนฟันผ่านกลุ่มควันที่จับตัวกันแน่นมากกว่าจะเป็เนื้อหนัง สุนัขอสูรกรีดร้องด้วยความโกรธเกรี้ยว มันถอยกลับไปตั้งหลัก พร้อมกับสหายของมันอีกสามตัวที่ปรากฏตัวออกมาจากอุโมงค์มืด.
บัดนี้ พวกเขาสองคนถูกอสูรแห่งเงาทั้งสี่ล้อมไว้แล้ว
"พวกมันกึ่งกายทิพย์" หลวงปู่ร้องเตือน "การโจมตีธรรมดาจะได้ผลน้อยลง!"
สุนัขอสูรตัวหนึ่งพุ่งเข้าใส่คำอินทร์จากด้านข้าง เขายกดาบขึ้นป้องกัน แต่กรงเล็บเงาของมันกลับทะลุผ่านคมดาบเข้ามาส่วนหนึ่ง ข่วนเข้าที่แขนของเขาจนเืซิบ าแที่เพิ่งหายดี...บัดนี้กลับเปิดออกอีกครั้ง.
"อึ่ก!"
เขาถูกบีบให้ต้องถอยร่น เขาใช้ท่าเท้า พยัคฆ์เตร็ดเตร่ในไพรสณฑ์ เคลื่อนไหวไปรอบๆ หลบหลีกกรงเล็บและเขี้ยวที่พุ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง การต่อสู้ในที่แคบและสลัวเช่นนี้ทำให้เขาเสียเปรียบอย่างยิ่ง
แล้วเขาก็สังเกตเห็น สุนัขอสูรเ่าั้...พวกมันพยายามที่จะต้อนเขาให้ออกห่างจากทะเลสาบเรืองแสง พวกมันดูเหมือนจะหวาดกลัวผืนน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้น
"จุดอ่อนของมันคือแสงและพลังบริสุทธิ์!"
เมื่อคิดได้ดังนั้น คำอินทร์ก็เปลี่ยนยุทธวิธีทันที แทนที่จะหนีออกจากทะเลสาบ เขากลับะโถอยหลังลงไปในน้ำตื้นๆ ริมทะเลสาบ.
ทันทีที่ร่างเงาของสุนัขอสูรัักับผืนน้ำเรืองแสง พวกมันก็กรีดร้องออกมาอย่างเ็ป ร่างเงาของพวกมันดูเหมือนจะแข็งตัวและชัดเจนขึ้น ควันสีดำลอยฟุ้งออกมาจากตัวของมัน
"ได้ผล!"
บัดนี้ สนามรบได้เปลี่ยนมาเป็ของเขาแล้ว คำอินทร์ที่ยืนหยัดอยู่กลางน้ำศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต่างอะไรกับพยัคฆ์ที่อยู่ในถิ่นของตนเอง เขาไม่ได้ตั้งรับอีกต่อไป
"ถึงตาข้าล้างแค้นแล้ว!"
เขาใช้ท่า พยัคฆ์ตวัดเกี่ยวขา แต่แทนที่จะเกี่ยวขา เขากลับใช้ดาบวาดน้ำศักดิ์สิทธิ์สาดเข้าใส่ฝูงอสูร ทุกหยดน้ำที่กระเซ็นไปโดนพวกมัน ก็สร้างความเ็ปราวกับถูกน้ำกรด.
สุนัขอสูรตัวหนึ่งคลุ้มคลั่ง กระโจนเข้าใส่เขา คำอินทร์ย่อตัวลงต่ำ ใช้ เพลงดาบหางพยัคฆ์สะบัด หมุนตัวฟันดาบเป็วงกว้าง สร้างคลื่นน้ำศักดิ์สิทธิ์และคมดาบเข้าปะทะพร้อมกัน ร่างของอสูรตนนั้นถูกตัดขาดเป็สองท่อน ก่อนจะสลายกลายเป็ควันสีดำไปในที่สุด
อสูรอีกสองตัวพยายามจะโจมตีขนาบข้าง คำอินทร์ใช้ความลื่นของพื้นน้ำให้เป็ประโยชน์ เคลื่อนไหวอย่างอิสระ เขาหลบการโจมตีแล้วสวนกลับด้วย เพลงดาบพยัคฆ์คลุ้มคลั่ง ดาบในมือของเขารวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน ไล่ต้อนอสูรทั้งสองจนถอยร่น เขาหาจังหวะแทงดาบทะลวงเข้าที่ดวงตาสีม่วงซึ่งเป็แกนกลางพลังของพวกมัน ทำลายมันลงไปได้อีกสองตัว
เหลือเพียงตัวสุดท้าย...น่าจะเป็จ่าฝูง มันตัวใหญ่และดุร้ายกว่าตัวอื่น มันคำรามลั่น รวบรวมพลังเงาทั้งหมดไว้ที่กรงเล็บ แล้วพุ่งทะยานเข้าใส่คำอินทร์เป็ครั้งสุดท้าย
ครั้งนี้ คำอินทร์ไม่ได้หลบ เขายืนหยัดอย่างมั่นคงกลางสายน้ำ รวบรวมพลังทั้งหมดที่ฟื้นคืนมา แววตาของเขาแน่วแน่และไร้ซึ่งความกลัว เขามองเห็นการเคลื่อนไหวของศัตรูช้าลง
ในวินาทีที่กรงเล็บเงาของอสูรจะมาถึงตัว เขาก็สวนดาบขึ้นไป มันไม่ใช่เพลงดาบที่ซับซ้อน แต่มันคือท่าแทงที่เรียบง่าย รวดเร็ว และรุนแรงที่สุด เป็การปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาในจุดเดียว
ฉึก!
ดาบของเขาพุ่งทะลุผ่านกรงเล็บเงา ทะลวงเข้าที่ใต้คาง ผ่านกะโหลก
สังหารอสูรจ่าฝูงลงได้อย่างเด็ดขาด
ร่างของมันสลายไปเป็กลุ่มควันสุดท้าย ความเงียบกลับคืนสู่โถงถ้ำศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง
คำอินทร์ยืนหอบหายใจอยู่กลางทะเลสาบ เืจากาแใหม่ไหลผสมไปกับสายน้ำเรืองแสง
เขาชนะแล้ว...แต่เป็ชัยชนะที่แลกมาด้วยเื เขามองดูพลังงานบริสุทธิ์ของน้ำที่กำลังเริ่มเยียวยาาแของเขาอีกครั้ง
และในวินาทีนั้น เขาก็พลันเข้าใจ
พลังที่เขาต้องใช้เพื่อต่อกรกับความมืด...ไม่ใช่การฝืนบังคับ แต่คือการโอบรับและเป็หนึ่งเดียวกับ "พลังแห่งชีวิต" ที่อยู่รอบกายและในตัวของเขานี่เอง
กำแพงแห่งความกลัวในใจของเขา...ได้พังทลายลงแล้ว
คำอินทร์ยืนนิ่งอยู่กลางทะเลสาบเรืองแสง ร่างกายของเขาค่อยๆ ได้รับการเยียวยาจากพลังงานบริสุทธิ์ของผืนน้ำ เขาไม่ได้สนใจาแที่กำลังสมานตัว แต่จิตใจของเขากำลังจดจ่ออยู่กับบทเรียนที่เพิ่งได้รับจากคมเขี้ยวของอสูร
เขาค่อยๆ ก้าวขึ้นมาจากทะเลสาบ เดินตรงไปยังหลวงปู่แก้วที่มองมาด้วยสายตารอคอย
"หลวงปู่ขอรับ...ข้าเข้าใจแล้ว" คำอินทร์กล่าวขึ้น แววตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่แววตาของศิษย์ที่รอรับคำสอน แต่เป็แววตาของผู้ที่เพิ่งผ่านพ้นการค้นพบครั้งสำคัญ
"ข้าเข้าใจแล้วว่าเหตุใดข้าจึงล้มเหลวในครั้งแรก ตอนนั้น...ข้าพยายามจะ 'ให้' พลังของข้าแก่แผ่นดิน พยายามจะ 'สั่ง' ให้มันทำตาม มันคือความหยิ่งทะนง และข้าก็เกือบจะทำพลาดอีกครั้ง...โดยการคิดว่าข้าต้อง 'ยอมแพ้' หรือ 'สละตัวตน' ให้กับมัน"
เขาหยุดเล็กน้อย เรียบเรียงความคิดที่ตกผลึกขึ้นจากการต่อสู้เมื่อครู่
"แต่การต่อสู้กับสุนัขอสูรในทะเลสาบแห่งนี้สอนข้า...ข้าไม่ได้ใช้พลังของข้าไป 'สู้' กับพลังของทะเลสาบ ข้าเพียงแค่ 'ใช้' พลังของทะเลสาบซึ่งเป็พวกเดียวกับข้าในการต่อต้านศัตรู มันไม่ใช่การทำสัญญา...แต่มันคือการยอมรับว่าเราเป็สิ่งเดียวกันมาั้แ่ต้น"
ดวงตาของคำอินทร์ทอประกาย "อาคมสัตยาบันปฐีไม่ใช่การ 'ร้องขอ' หรือการ 'แลกเปลี่ยน’ แต่มันคือการ 'ตระหนักรู้'...คือการยอมรับว่าร่างกายและจิติญญาในตัวข้า และพลังของปฐีผืนนี้ คือสิ่งเดียวกัน ข้าไม่ต้องให้ และไม่ต้องรับ ข้าเพียงแค่ต้อง...เป็หนึ่งเดียวกับมัน"
หลวงปู่แก้วมองศิษย์รักด้วยความทึ่ง "เ้า...เ้าเข้าใจได้ลึกซึ้งถึงแก่นของมัน...ลึกซึ้งกว่าที่ปู่คาดไว้เสียอีก ถูกต้อง...มันคือการยอมรับ...ไม่ใช่การต่อรอง"
ด้วยความเข้าใจใหม่นี้ ความมั่นใจของคำอินทร์ก็กลับคืนมาเต็มเปี่ยม เขารู้สึกว่าครั้งนี้เขาต้องทำสำเร็จได้อย่างแน่นอน
เขาเดินกลับไปยังแท่นศิลา คุกเข่าลง แล้ววางฝ่ามือลงบนพื้นหินอีกครั้ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปลดปล่อยความกลัวและความคาดหวังทั้งหมดทิ้งไป เขาไม่ได้พยายามจะส่งพลังออกไป หรือดึงพลังเข้ามา เขาเพียงแค่เปิดเปลือยจิติญญาของตนเอง ยอมรับในความเป็หนึ่งเดียวกับแผ่นดิน
ข้าคือปฐี...ปฐีคือข้า...
เขาััได้ถึงมัน การเชื่อมต่อเริ่มก่อตัวขึ้น. รวดเร็วและรุนแรงกว่าครั้งก่อน พลังงานมหาศาลจากใต้พิภพกำลังจะหลั่งไหลเข้ามาผสานกับจิติญญาในร่างของเขา
แต่แล้ว...
อ๊าค!
คำอินทร์ร้องลั่นแล้วชักมือกลับทันที เขากระเด็นหงายหลัง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะแรงสะท้อนกลับ แต่เป็เพราะความเ็ปจากภายในร่างของเขาเอง เขารู้สึกราวกับเส้นเืทุกเส้นในร่างกายกำลังจะฉีกขาด กระดูกทุกชิ้นกำลังจะแหลกสลาย มันคือความเ็ปจากแรงดันของพลังงานมหาศาลที่ร่างกายของเขารับไม่ไหว
"เกิดอะไรขึ้น!" เขามองหลวงปู่อย่างไม่เข้าใจ "ข้าััได้...การเชื่อมต่อมันสมบูรณ์แล้ว แต่...แต่ร่างกายข้ารับมันไม่ไหว"
หลวงปู่แก้วรีบเข้ามาดูอาการของเขา. เมื่อเห็นว่าเขาไม่เป็อะไรมาก ท่านก็พยักหน้าช้าๆ อย่างเข้าใจ "ปู่เข้าใจแล้ว เ้าไม่ได้ทำผิดพลาด คำอินทร์ ความเข้าใจของเ้าถูกต้องทุกประการ"
ท่านชี้ไปยังทะเลสาบเรืองแสง "เ้าลองนึกภาพตาม การทำสัตยาบันเปรียบเสมือนการเปิดประตูเขื่อนั์ ตัวเ้า...ร่างกายของเ้า...คือลำธารสายหนึ่ง แม้เ้าจะมีกุญแจที่ถูกต้องในการเปิดประตูเขื่อน แต่หากลำธารของเ้านั้นเล็กเกินกว่าจะรองรับมวลน้ำมหาศาลจากเขื่อนได้ ลำธารนั้นก็จะพังทลายลง"
คำอินทร์เบิกตากว้าง "หมายความว่า...ร่างกายข้ายังแข็งแกร่งไม่พอรึขอรับ?"
"ไม่ใช่ไม่แข็งแกร่ง" หลวงปู่แก้. "แต่เ้าเป็เพียง 'มนุษย์' ร่างกายของมนุษย์มีขีดจำกัด การจะรองรับพลังงานบริสุทธิ์ของแผ่นดินทั้งผืนโดยตรงนั้นเป็ไปไม่ได้ เรา...ยังขาดอะไรบางอย่างไป"
หลวงปู่นิ่งครุ่นคิด ทบทวนอักขระบนแท่นศิลาอีกครั้ง แล้วท่านก็ถอนหายใจ "ข้าโง่เอง...ข้ามองข้ามรายละเอียดที่สำคัญที่สุดไป"
ท่านชี้ไปยังสัญลักษณ์เล็กๆ ที่อยู่ท้ายสุดของจารึก. "มันคือสัญลักษณ์ของ 'สื่อกลาง' จารึกบอกว่า...ในการทำสัตยาบัน จำเป็ต้องมีสื่อกลางที่เป็แหล่งรวมของพลังชีวิตบริสุทธิ์ เพื่อทำหน้าที่เป็ 'อ่างพักน้ำ' คอยปรับสมดุลและลดทอนความรุนแรงของพลังงานก่อนที่มันจะไหลเข้าสู่ร่างของผู้ใช้"
หลวงปู่หันไปมองทะเลสาบเรืองแสง คำอินทร์มองตาม แล้วทั้งสองก็เข้าใจพร้อมกัน
"ทะเลสาบนี่เอง..." คำอินทร์พึมพำ
"ถูกต้อง" หลวงปู่กล่าว "ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่ใช่แค่บ่อน้ำรักษาแผล แต่มันคือ 'สื่อกลาง' ที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับอาคมบทนี้ เราต้องทำพิธี...ในน้ำ"