บทที่ 163
เส้นทางแห่งดวงดาวที่ร่วมแบ่งปัน
อาหารทะเลมากมาย เริ่มทำให้ภาพอินเซนเดียที่แร้นแค้นและขาดแคลนหายไปจากความคิดของชาวเซริสและบาบาริสอย่างช้าๆ สถานที่แห่งนี้ยังมีอีกหลายสิ่งให้ค้นหาและมันก็น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
หลังจากได้อาหารเพียงพอให้อิ่มท้องและนำไปทดลองตากแห้งเพื่อเป็นเสบียงได้นานหลายวัน เหล่าทหารนับร้อยพร้อมท่านชายและท่านหญิงก็เดินทางกลับฐานที่มั่น ณ โอเอซิสคามาริ
มื้อเย็นของวันนี้ ถูกจัดภายใต้แสงดาวระยับ ท้องฟ้าปลอดโปร่งพร้อมอากาศที่เย็นพอดี ทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลาย
“ถ้าอาหารอุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ ทำไมชาวอินเซนเดียถึงยังตั้งรกรากในแผ่นดินล่ะครับ?” คิทถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ มีแค่โอเอซิสให้ดื่มกินกับเพาะปลูกเล็กน้อย จะทำให้พวกเขาไม่ยอมย้ายถิ่นฐานเชียวหรือ
“หลังจากเห็นปริมาณอาหารจากท้องทะเลแล้ว ข้าก็มีคำถามเช่นนั้นในใจเหมือนกัน...” อามิร่าดมกลิ่นปลาย่างเครื่องเทศจากแดนเหนือด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเธอก็ถอนหายใจเล็กน้อย “แต่ข้าก็มีคำตอบของคำถามนั้นเช่นกัน...”
“มันคือความสุขและความคุ้นเคยของอาหารค่ะ” หลังจากเห็นคิ้วเข้มบนใบหน้าหล่อเหลาขมวดด้วยความไม่เข้าใจ เธอก็รีบอธิบายต่อ “ความสุขของสมุนไพรและกลิ่นอันหอมหวานของพวกมันอย่างไรเล่า”
“โอ้... ข้าลืมเรื่องเครื่องเทศในแดนใต้ไปเสียสนิทเลย”
“ใช่แล้วค่ะ มีเพียงพื้นที่บางแห่งเท่านั้นที่มีดินเหมาะสมพอจะปลูกเครื่องเทศแห่งอินเซนเดียได้ แน่นอนว่าบริเวณใกล้ชายฝั่งที่มีแต่ทรายแห้ง และดินที่เค็มแบบนี้ ใช้ปลูกอะไรไม่ได้เลยค่ะ”
“ตามที่นายหญิงกล่าวเลยค่ะท่านชาย ข้าเองก็เป็นลูกหลานของชนเผ่าเร่ร่อนที่ชื่นชอบเครื่องเทศมาก ในอินเซนเดียมีเพียงโอเอซิสไม่กี่แห่งเท่านั้นที่มีขนาดใหญ่พอเหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืชที่มีกลิ่นหอม ข้ายังจำสูตรเครื่องเทศสิบหกชนิดของท่านแม่ได้อยู่เลยเจ้าค่ะ... มันหอมจนไม่อาจลืมเลือนเลยทีเดียว” อามาลเสริมคำพูดของเจ้านาย เธอเองก็เริ่มจะยอมรับลอร์ดเดวิดเป็นเจ้านายของตนเองเหมือนกัน
“ข้ารับรองเลยว่า ถ้าท่านชายได้ไปเยือนแดนใต้ จะได้เห็นทุ่งเครื่องเทศและโบราณสถานที่งดงามแน่นอนเลยเจ้าค่ะ”
“น่าสนใจมากครับ ข้าจะต้องไปที่แห่งนั้นให้ได้” ดวงตามรกตเปล่งประกายตื่นเต้น เขาเองก็เป็นพวกเห็นแก่กินเหมือนทวยเทพทั้งหลาย แถมยังมีภารกิจเพิ่มคุณภาพอาหารและชีวิตซึ่งมีเครื่องเทศเป็นส่วนประกอบเสียด้วย
แม้ทะเลจะอุดมสมบูรณ์ แต่ผู้คนกลับยึดติดธรรมเนียมเก่าๆ และกลิ่นอันหอมหวนของอาหารที่มีมาแต่โบราณมากกว่า ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดนัก แผนการในอนาคตที่จะเพิ่มชุมชนการประมงในท้องถิ่น คงจะเป็นแนวทางที่ดี และควรจะทำควบคู่กันไปกับการเกษตรดั้งเดิมเพื่อช่วยลดความอดอยากในอินเซนเดีย อย่างไรก็ตาม พรจากองค์วาเรียก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยกระตุ้นแผนการนี้ให้สำเร็จเช่นกัน
อาหารทะเลที่หอมกรุ่นถูกปรุงจนเสร็จแล้ว ปูตัวใหญ่ถูกแกะออกด้วยฝีมือของสาวใช้ที่มีความชำนาญพอตัว พวกเธอฝึกฝนวิธีการดังกล่าวระหว่างรับใช้นายหญิงอยู่ที่มอราล และบอราล การจัดการอาหารทะเลจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
คิทและอามิร่านั่งกินอาหารอย่างมีความสุข การกินอาหารทะเลกับแผ่นแป้งย่างไฟพวกนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้ช้อนส้อมแต่อย่างใด แค่มือที่ล้างจนสะอาดก็เพียงพอแล้ว
ท่ามกลางแสงจากกองไฟและตะเกียงโดยรอบ คิทกลับจ้องมองอามิร่ากินอาหารด้วยความรู้สึกประหลาด นิ้วเรียวสวยที่ส่งเนื้อชิ้นงามเข้าปากที่อมยิ้มเล็กน้อยทำให้เขารู้สึกมีความสุขยิ่ง ลิ้นเล็กที่เลียเศษอาหารบนนิ้วกำลังทำให้เขาใจเต้นอีกแล้ว...
“เหมือนครั้งแรกที่เราเจอกันเลยนะคะ” อามิร่าเปิดบทสนทนาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้แตะต้องอาหารอย่างเคย
“อา... ที่บอราลสินะครับ” คิทเริ่มพับแขนเสื้อขึ้นเพื่อไม่ให้มันเปรอะเปื้อน หลังจากนั้นก็กัดเนื้อปูเข้าไปเต็มคำ “วันนั้นมีอาหารทะเลแบบนี้แหละ แต่น่าจะอร่อยกว่านะ ฮะๆๆ”
“แต่บรรยากาศที่นี่ก็ดีเหมือนกันนะ ท้องฟ้าวันนี้ก็สวยมากทีเดียว” ดวงตาสีอเมทิสต์มองท้องฟ้าที่คุ้นเคยอย่างพอใจ ไม่นานนักดวงตาสีมรกตก็เหม่อมองท้องฟ้าเช่นกัน เส้นทางแห่งดวงดาวยังคงพุ่งลงไปยังทิศใต้ ซึ่งควรจะเป็นแหล่งพำนักของฮาดราห์อาลี ที่แห่งนั้นคงจะเป็นสถานที่แรกที่เขาจะต้องเร่งแก้ไขตามคำใบ้ของทวยเทพผ่านดวงดาว
ลำแสงหลากสีที่ร้อยเรียงกันเป็นเส้นทางระยิบระยับ เป็นสิ่งที่คิทอยากแบ่งปันให้อีกฝ่ายเห็นเหลือเกิน
(ทำได้นะ... ท่านแค่ต้องจับมือเธอเอาไว้เพื่อแบ่งปันพรขององค์อีนอส แล้วมองดูดาวไปด้วยกันเท่านั้นเอง) ซิลเวอร์ไนท์ส่งโทรจิตมาอย่างรวดเร็วจนคิทสะดุ้ง จากนั้นก็เบิกตากว้างพร้อมกับมีใบหน้าที่เห่อร้อน
(เฮ้ย ไม่ได้... จับมงจับมืออะไรกัน ข้ากับอามิร่าเป็นแค่สหายนะ)
(เป็นสหายแล้วจับมือไม่ได้เหรอคะ? วาริน่าไม่เข้าใจค่า...) เจ้าก้อนกลมน่าขยำกำลังลอยอยู่ใกล้เคียงพร้อมส่งเสียงมาเช่นกัน
เป็นสหาย... แล้วทำไมจับมือไม่ได้? คำถามนี้ช่างบาดใจนัก ถ้าเขามีความคิดบริสุทธิ์ก็คงจะถามเช่นนี้เหมือนกัน
แต่จิตวิญญาณเก่าแก่รู้ตัวดี ขณะนี้เขามีความคิดที่ไม่บริสุทธิ์... แต่หัวใจของชายหนุ่มก็อยากลองเชิญชวนดู แค่สักนิดก็ยังดี
“ท่านหญิง อยากเห็นพรที่องค์อีนอสมอบให้ข้าหรือไม่?” เขาเขยิบให้ที่นั่งมีช่องว่างมากขึ้นเพื่อรอลุ้นคำตอบของคำถามดังกล่าว
“พรจากเทพแห่งความมืดเหรอคะ? มันน่ากลัวไหม?” แม้ปากจะถามด้วยความหวั่นเกรง แต่ดวงตาของเธอกลับเปล่งประกายอยากรู้อยากเห็น คำสอนขององค์อีนอสเป็นหนึ่งในสิ่งที่เธอศรัทธามาก และต้องแวะเวียนที่มหาวิหารทุกครั้งที่มายังเรดวู้ด
“ไม่น่ากลัวเลยครับ เป็นภาพของดวงดาวบนท้องฟ้าในอีกแบบหนึ่งเท่านั้น” คิทตบเบาะขนสัตว์แปะๆ จากนั้นก็ทำท่าชักชวนให้เธอมานั่งข้างๆ “ขออนุญาตนะครับ” ฝ่ามือที่ใหญ่กว่าและอบอุ่นจับเข้ากับมือเรียวเล็กของท่านหญิงหลังจากที่เธอพยักหน้าให้ ดวงตาของทั้งสองเปล่งประกายเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีด้วยกัน
เส้นทางแห่งดวงดาวเผยโฉมให้เห็น อามิร่าเบิกตากว้างเพื่อชื่นชมความงดงามซึ่งรังสรรค์มาจากพรพิเศษของเทพเจ้า เธอไม่คิดเลยว่า พลังของเทพแห่งความมืดจะสามารถสร้างความหวังให้จิตใจได้อย่างประหลาด
ทว่าสิ่งที่งดงามยิ่งกว่าดวงดาว กลับเป็นท่านชายรูปหล่อที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอได้แต่กัดฟันทนระหว่างชายตามองเขาเป็นช่วงๆ เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต
(ช่วงนี้เขาขยันบริหารเสน่ห์เกินไปไหมนะ... เขาไม่รู้หรือไงว่าผู้หญิงก็มีความรู้สึก... เฮ้อ...) เธอพยายามเม้มปากเก็บอาการ แม้ว่าร่างกายจะรู้สึกร้อนขึ้นบ้างก็ตาม ยังดีที่มีอากาศเย็นยามค่ำคืนช่วยให้สงบสติอารมณ์เอาไว้ได้ทัน
ท่านชายที่บริหารเสน่ห์เกินงามได้คืนสติกลับมาจากภาพของดวงดาวบนท้องฟ้าเมื่อท่านหญิงชักมือออกไป เขาเองก็เริ่มเขินอายเช่นกัน ไม่รู้ว่าทำไมภารกิจหนักหนาครั้งนี้ถึงได้สอดแทรกช่วงเวลาที่มีความสุขจนเกินพอดีไปเสียได้
ค่ำคืนอันแสนสุขนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากทานอาหารเสร็จ อามิร่าก็ขอตัวกลับที่พักพร้อมกับพยายามหลบสายตาของคิทตลอดเวลาจน เขาเริ่มทำตัวไม่ถูก
ทว่ารุ่งเช้าอันสดใส กลับมีเสียงตะโกนของเหล่าทหารทำหน้าที่เป็นนาฬิกาปลุกให้ทุกคนตื่นขึ้นมาอย่างรีบร้อน
“เกิดอะไรขึ้นเหรออีวาน อืม... ฟ้ายังไม่สว่างเลยนะ” คิทซักถามด้วยความงัวเงีย เมื่อคืนเขาพักผ่อนช้าไปหน่อยเพราะมีหนังสือสรุปข้อมูลในอินเซนเดียที่ต้องบันทึกเก็บไว้ พร้อมกับต้องคิดทบทวนความรู้สึกในใจมากไปหน่อย
“กลุ่มคน ประมาณห้าคน กำลังต่อสู้ฝ่าอสูรมานาขึ้นมาจากทางใต้ ทุกคนบาดเจ็บครับท่านชาย”
“ส่งทหารออกไปช่วยเหลือแล้วใช่ไหม”
“เรียบร้อยครับ ข้าส่งออกไปสองกลุ่ม” คิทพยักหน้าให้กับอีวานเพราะเขาจัดส่งกำลังออกไปด้วยความไม่ประมาท ท่านหญิงก็ออกมารับฟังสถานการณ์อยู่ใกล้เคียงแล้ว เธอรอเป็นล่ามแปลภาษาตามความหน้าที่ที่ได้นัดแนะเอาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง มายาลวงตาของเธอถูกใช้งานแล้ว ไม่เหลือร่องรอยของท่านหญิงผู้งดงามอีกต่อไป
น่าเสียดายที่ผู้ประสบภัยคนหนึ่งไม่อาจทนพิษบาดแผลได้ไหว สิ้นใจไประหว่างทางที่ต้องเดินมายังโอเอซิสคามาริเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น บาดแผลของทุกคนที่ยังไม่สิ้นใจได้พลังของลอร์ดเดวิดช่วยเอาไว้ได้ทัน ทว่าร่างกายของพวกเขาล้วนซูบผอมและอิดโรยยิ่งนัก
อามิร่าและสองสาวใช้พยายามช่วยพวกเขาแปลความ แต่ความต่ำชั้นของการเป็นหญิงกลับทำให้พวกเธอไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร คิทอยากจะสั่งสอนพวกเขาเสียหน่อย แต่ก็ถูกห้ามเอาไว้เสียก่อน ทว่าความอดทนของท่านชายก็มีน้อยนิดนัก
“หุบปาก! แล้วค่อยพูดจา” เขาไม่ได้เปิดเผยว่าตนเองเข้าใจภาษาอินเซนเดีย แต่การกระทำที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจจนผืนทรายสั่นสะเทือนก็สงบปากคำของคนพวกนี้ได้ดียิ่ง หลังจากนั้นสามสาวก็ได้ทำงานแปลความของพวกเธออย่างเต็มความสามารถ
“โอ... ท่านคือฮาดราห์จากที่ใดหรือ ได้โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิดขอรับ” การแต่งกายของลอร์ดเดวิด ทำให้ผู้มาใหม่แยกแยะได้อย่างดี
“ข้าเป็นลอร์ดจากเซริส นามว่าเดวิด พวกท่านเป็นใคร มาจากที่ใด?”
“พวกเราเป็นกลุ่มทหารที่ฮาดราห์อาลีส่งออกมาขอรับ ตอนนี้พวกเรากำลังเจอกับวิกฤตภายในที่หนักหนามาก ได้โปรด... ได้โปรดส่งความช่วยเหลือมาให้พวกเราด้วยเถิดขอรับ” ทหารนายหนึ่งเริ่มโขกหัวกับพื้นทราย อีกสามคนที่เหลือจึงทำตามเช่นกัน
“เมืองที่ใกล้ที่สุดเป็นของฮาดราห์อาดินมิใช่หรือ? เกิดอันใดขึ้น?”
“ฮาดราห์อาดินอพยพผู้คนไปอยู่ร่วมกับฮาดราห์อาลีแล้วขอรับ สัตว์ประหลาดที่เริ่มปรากฏตัวตั้งแต่ปีก่อน ทำให้การตั้งรับทุกทิศทางเป็นไปอย่างยากลำบากมาก พวกเราเลยต้องรวมตัวกัน ตอนนี้เสบียงใกล้หมดแล้ว แต่ยังไม่มีความช่วยเหลือส่งมาสักที ผู้นำของพวกเราจึงต้องส่งทหารข่าวออกมาอีกระลอกหนึ่งขอรับ... แต่ส่วนใหญ่ก็ตายหมดแล้ว คงจะเหลือเพียงพวกข้า”
คิทเริ่มเข้าใจสถานการณ์อันแสนย่ำแย่ของคนเหล่านี้ คิดว่าทางราชัทที่กำลังออกอาละวาดก็คงไม่ต่างกัน พวกเขายังพอมีเวลา
“อามิร่า ข้าอยากลองหยั่งเชิงดูสภาพของพวกเขาว่าเป็นอย่างไรก่อนจะวางแผนรับมือในอนาคต เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?”
“มีคำเล่าลือมาเนิ่นนาน ว่าอาดินกับอาลีนั้นเที่ยงธรรม” เธอกระซิบบอก “แต่ข้าไม่มั่นใจว่าฮาดราห์ท่านอื่นจะควรค่าแก่การช่วยเหลือหรือไม่”
“เจ้ากำลังจะบอกว่ากลุ่มรักสันติ ก็มีปัญหาภายในเช่นกันหรือ?”
“รักสันติ ไม่ได้แปลว่าเป็นคนดีเสมอไปนะคะ” ท่านหญิงส่ายหน้า “ประเดี๋ยวท่านไปถึงก็จะรู้เอง ว่าคนเห็นแก่ตัว ละโมบโลภมากที่รักสันติเป็นเช่นไร”
หลังจากตัดสินใจได้ เขาก็ส่งข้อความผ่านอามิร่าเพื่อบอกกล่าวให้พวกเขาอยู่ฟื้นตัวที่นี่ด้วยเสบียงและน้ำอีกสักหนึ่งวัน ก่อนจะเดินทางในวันรุ่งขึ้น
ดูเหมือนว่า... ก่อนที่กลุ่มซาลามจะได้รับการช่วยเหลือจากเซริสอย่างจริงจัง ท่านชายเดวิดจะต้องเฉือนเหล่าขุนนางที่เป็นเนื้อร้ายออกไปเสียก่อน
แม้มันจะไม่ใช่หน้าที่โดยตรงที่ต้องรับผิดชอบ...
แต่เพื่ออามิร่าที่มีเชื้อสายสูงส่งของดินแดนแห่งนี้แล้ว เขาจะช่วยสักหน่อยก็แล้วกัน