ลานเซลอตจ้องมองเฉินอันหลานอยู่พักใหญ่ก่อนจะเท้าแขนทั้งสองข้างของตนกับพนักเก้าอี้ กักอีกฝ่ายเอาไว้ในอ้อมแขนแล้วโน้มหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมใบหูของโอเมก้าหนุ่มด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำน่าฟังทว่ากลับดูเย้าหยอกอยู่ในที
“ตื่นเต้นเหรอ?”
ลักษณะการพูดจาของผู้ชายคนนี้ทำให้ภาพของลานเซลอตปรากฏขึ้นในหัวของเฉินอันหลาน ทว่าไม่นานความคิดเหล่านั้นก็ถูกสลัดทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ผู้นำตระกูลเอสเตนั่นไม่ได้มีนิสัยขี้เล่นแบบนี้ และยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ที่อัลฟ่าผู้สูงส่งจะยอมวิ่งข้ามถนนไปซื้อน้ำมาให้เขาเหมือนอย่างคนตรงหน้า ที่สำคัญเฉินอันหลานเองก็เคยได้รับการยืนยันจากผู้จัดการโรงแรมแล้วว่าบนแขนขวาของลานเซลอตไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ผิดกับผู้ชายที่กำลังไล่ต้อนเขาอยู่ตอนนี้ ดังนั้นพวกเขาทั้งคู่ไม่มีทางเป็นคนคนเดียวกันอย่างแน่นอน ...ถึงจะคิดแบบนั้น แต่จิตใจของเฉินอันหลานกลับรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง เพราะหลายครั้งตัวเขากลับมองเห็นภาพของลานเซลอตปรากฏขึ้นมาซ้อนทับกับผู้ชายคนนี้อยู่ร่ำไป
ท่าทางเหม่อลอยของเฉินอันหลานเรียกประกายขุ่นมัวเล็ก ๆ ให้วาบผ่านนัยน์ตาของลานเซลอต เขาขยับเข้าไปใกล้เฉินอันหลานมากขึ้นและกระซิบที่ข้างใบหูนั้นอีกครั้ง
“กำลังคิดถึงคนอื่นอยู่หรือไง?”
“ไม่ใช่ธุระของนาย”
เสียงทุ้มต่ำชวนจั๊กจี้ดึงสติเฉินอันหลานให้หลุดจากภวังค์ของตนเอง โอเมก้าหนุ่มปรับความคิดสับสนและอารมณ์แปลกประหลาดให้กลับมาเป็นปกติ เขาเบนสายตากลับมามองชายหนุ่มที่ขยับเข้ามาใกล้ตนแล้วเอ่ยไล่เสียงห้วน
“ถอยไป!”
นัยน์ตาสีดำสนิทของลานเซลอตมืดครึ้มลง ดวงตาทั้งสองจ้องเขม็งอยู่ที่ใบหน้าของเฉินอันหลาน
“คิดถึงใคร?”
“ฉันบอกว่า ถอย-ไป”
“ใคร?”
“ถอ-...อื้อ!”
ยังไม่ทันที่เฉินอันหลานจะพูดจบ ลานเซลอตก็ประกบริมฝีปากลงมาอย่างรวดเร็ว มือข้างหนึ่งของอัลฟ่าหนุ่มสอดเข้าไปล็อกเอวของอีกฝ่ายเอาไว้ ส่วนอีกข้างก็เลื่อนขึ้นไปบีบที่ปลายคางของคนในอ้อมแขนให้ริมฝีปากบางเผยอออก ปลายลิ้นร้อนตวัดลงบนแนวฟันสวยฝืนบังคับให้มันแยกออกจากกัน ก่อนที่เรียวลิ้นร้ายกาจจะกวาดควานไปทั่วทั้งโพรงปากของเฉินอันหลานอย่างตะกละตะกลาม รสจูบในครั้งนี้ทั้งรุนแรงและเผด็จการ อีกฝ่ายไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อยว่าเฉินอันหลานจะรู้สึกยังไง ปลายลิ้นของเขายังพัวพันตะโบมจูบคนใต้ร่างอย่างรุนแรง
เฉินอันหลานคาดไม่ถึงว่าคนตรงหน้าจะกล้าทำเรื่องอุกอาจกับเขาได้ถึงขนาดนี้ และเมื่อรู้สึกได้ถึงปลายลิ้นที่สอดแทรกเข้ามาในโพรงปากของตน มันก็สายเกินกว่าที่จะหยุดยั้งการกระทำของใครอีกคนได้แล้ว
เฉินอันหลานทำได้เพียงกลืนน้ำลายที่ผสมปนเปกันของคนทั้งคู่เข้าไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ของเหลวใสที่ไหลเลอะตรงมุมปากส่องประกายแวววาวยามต้องแสงจันทร์ที่สาดเข้ามาในห้อง
“อื้อ...”
“โอ๊ย!”
ลานเซลอตที่กำลังมัวเมาอยู่กับการจูบอันแสนเร่าร้อนไม่ได้ใส่ใจระวังตัวเองจากเฉินอันหลานที่ร่างกายอ่อนยวบอยู่ในอ้อมแขนของเขา ขณะนั้นเองคนที่คิดว่าสิ้นฤทธิ์ไปแล้วกลับใช้ฟันคมขบลงบนลิ้นของคนตะกละตะกลามอย่างแรง ความเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาอย่างกะทันหันจนอัลฟ่าหนุ่มต้องปล่อยมือจากคนฤทธิ์มากอย่างรวดเร็ว
เฉินอันหลานเมื่อสบโอกาสก็รีบยกขาขึ้นเตะเข้าที่หน้าท้องของลานเซลอตอย่างจัง ฝ่ายคนถูกโจมตีถอยร่นไปตามแรงเตะหลายก้าวทำให้เฉินอันหลานมีเวลามากพอที่จะผละออกจากเก้าอี้แล้วพุ่งเข้าหาคนที่ทำเรื่องอุกอาจกับเขาอย่างไม่รีรอ
กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในช่องปากทำให้คิ้วของลานเซลอตขมวดขึ้นเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นมองเฉินอันหลานที่กำลังพุ่งเข้ามาหา และในจังหวะที่หมัดลุ่น ๆ ของโอเมก้าหนุ่มใกล้จะปะทะเข้ากับใบหน้าคม นัยน์ตาสีดำสนิทของอัลฟ่าผู้แข็งแกร่งก็ฉายประกายวาววับ แขนข้างหนึ่งของเขาที่ยกขึ้นรออยู่คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของคนที่พุ่งมาแล้วกระชากเข้าหาตัวอย่างรุนแรง
ร่างทั้งร่างของเฉินอันหลานปลิวไปด้านหน้าตามแรงของอีกคนอย่างง่ายดาย ถึงอย่างนั้นคนอ่อนแอกว่าก็ใช่ว่าจะเสียเปรียบ เฉินอันหลานอาศัยแรงดึงจากอีกฝ่ายในการเหวี่ยงตัวเองไปทางด้านหลังคู่ต่อสู้แล้วใช้ขาทั้งสองข้างรั้งลำคออีกฝ่ายหมายจะล้มเขาลงให้ได้ นึกไม่ถึงว่าชายหนุ่มร่างสูงไม่เพียงไม่ล้มลง ทว่ากลับยังคงยืนมั่นคงได้เหมือนเดิมเสียนี่ แม้จะออกแรงลองวิธีเดิมอีกครั้งเฉินอันหลานก็ยังทำให้คู่ต่อสู้ล้มลงไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นเวลานี้ยังดูเหมือนเขากำลังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ คราวนี้โอเมก้าหนุ่มจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิธีโดยการยื่นมือออกไปหมายคว้าเข้าที่ลำคอของคนตรงหน้า
นัยน์ตาสีดำสนิทของคนยืนนิ่งฉายประกายขบขันจาง ๆ ในตอนที่มือของเฉินอันหลานใกล้จะถึงตัว ลานเซลอตก็คว้ามือข้างนั้นไว้อีกครั้ง ครั้งนี้เขาออกแรงเหวี่ยงอีกฝ่ายออกไป เฉินอันหลานที่ถูกเหวี่ยงอย่างรุนแรงปลิวห่างไปหลายก้าวก่อนจะหยุดนิ่งลง โอเมก้าหนุ่มตัดสินใจก้มตัวลงไปดึงมีดเล่มเล็กที่ซ่อนอยู่ตรงข้อเท้าของตนออกมาแล้วถีบตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว มีดเล่มนั้นมีเป้าหมายอยู่ที่ลานเซลอตอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าคนที่เห็นอันตรายพุ่งเข้าหากลับยังคงยืนนิ่งเฉยไม่ยอมขยับเขยื้อนคล้ายกำลังรอรับคมมีดจากอีกฝ่ายเสียอย่างนั้น
การใช้อาวุธในการต่อสู้ลักษณะนี้ไม่ได้ถือเป็นการเล่นนอกกฎแต่อย่างใด กลับกันในสถานการณ์ที่คู่ต่อสู้มีศักยภาพทางด้านร่างกายแข็งแกร่งกว่าตนด้วยแล้ว การใช้อาวุธในเวลานี้จึงนับว่าเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นอีกฝ่ายที่กำลังถูกโจมตีก็ควรที่จะตอบโต้อย่างสุดกำลังจึงจะถูกต้อง แต่ผู้ชายคนนี้กลับเอาแต่ยืนนิ่ง!
มีดของเฉินอันหลานกำลังใกล้เข้ามา แม้จะเห็นปลายมีดที่พุ่งมาหมายเอาชีวิตตนแต่ลานเซลอตก็ยังไม่ยอมขยับเขยื้อนร่างกาย เฉินอันหลานขมวดคิ้วเล็กน้อย...และในที่สุดเขาก็ตัดสินใจพลิกปลายมีดแล้วขว้างมันออกไปอีกด้านในจังหวะสุดท้ายพอดี
‘เคร้ง’
หลังสิ้นเสียงมีดเล่มเล็กตกกระทบเฟอร์นิเจอร์ภายในห้อง ร่างกายของเฉินอันหลานก็ซวนเซและล้มลงบนพื้นทันที
‘ติ๋ง ติ๋ง……’
เสียงของเหลวบางอย่างร่วงหล่นลงบนพื้นห้อง
มือขวาของเฉินอันหลานสั่นระริกจนไม่อาจควบคุม โอเมก้าหนุ่มพยายามกำหมัดแน่นเพื่อควบคุมให้มันกลับมาเป็นปกติ เขาก้มลงมองข้อมือของตัวเอง เลือดสด ๆ กำลังหลั่งรินออกจากบาดแผลซึ่งเกิดจากการถูกมีดเล่มนั้นบาด หยดแล้วหยดเล่ากำลังร่วงหล่นลงบนพื้นห้องทีละหยด ๆ
“ทำไมถึงไม่ฆ่าฉัน?”
ลานเซลอตกวาดตามองหยดเลือดที่อยู่บนพื้นนิ่งก่อนจะเบนสายตาไปทางร่างโปร่งที่ทรุดตัวลงกับพื้นเบื้องหน้าตน
“เมื่อกี้ก็เห็นอยู่ว่านายมีโอกาสฆ่าฉัน ฆ่าฉันสิ นายก็รู้นี่ว่าฉันคือใคร”
เฉินอันหลานปรายตามองผู้ชายที่ยืนอยู่ในความมืดด้านหน้าตนเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นเดินเบี่ยงหลบไปด้านข้างเพื่อนำกล่องปฐมพยาบาลที่ใช้เป็นประจำออกมา หลังจากเปิดมันออกเขาก็หยิบผ้าพันแผลขึ้นมาพาดบนแผลของตนอย่างรวดเร็วเพื่อห้ามเลือด
“โอกาส?”
“หรือไม่ใช่?”
“คนแบบนายจะไปให้โอกาสคนอื่นฆ่าตัวเองง่าย ๆ ได้ยังไง”
“แน่ใจเหรอ?”
เฉินอันหลานละความสนใจจากอีกฝ่ายแล้วหันมาจัดการแผลของตนต่อ หลังจากที่พันแผลเสร็จ เขาก็เดินมานั่งลงที่ข้างเตียงพร้อมกับกดบาดแผลไว้เพื่อห้ามเลือดแต่กลับไม่เป็นผล เลือดสีแดงสดยังไม่ยอมหยุดไหลจากปากแผลที่ข้อมือ และยิ่งปล่อยไว้นานสีหน้าของเฉินอันหลานก็ยิ่งย่ำแย่ลง หน้าผากของเขาเริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดพรายออกมาเรื่อย ๆ สีหน้าของโอเมก้าหนุ่มดูทรมานคล้ายกำลังอดทนต่อความเจ็บปวดอยู่อย่างไรอย่างนั้น
ลานเซลอตเดินเข้ามาใกล้
“เอามือมาให้ฉันดูหน่อย”
“นายไม่ต้องมาสนใจหรอก” เฉินอันหลานกัดฟันกรอด
ลานเซลอตไม่อยากเถียงอะไรไร้สาระกับอีกฝ่ายอีก เขาโน้มตัวลงคว้าข้อมือเฉินอันหลานขึ้นดูก่อนจะพบว่ามีเลือดส่วนหนึ่งซึมออกมาจากผ้าพันแผลแล้ว และดูเหมือนจะเป็นส่วนที่ไม่น้อยเลยด้วย
“นายเลือดออกเยอะเกินไปแล้ว มา เดี๋ยวฉันทำแผลให้ใหม่”
“ไม่ต้องทำเป็นพูดดี”
เฉินอันหลานจ้องเขม็งไปทางผู้ชายที่อยู่ตรงหน้า และในตอนที่อีกฝ่ายกำลังจะลงมือพันแผลให้เขาอีกครั้งนั้น เฉินอันหลานก็ก้มตัวลงไปกัดแขนของอีกคนอย่างรุนแรงเพื่อระบายอารมณ์กรุ่นโกรธที่ปะทุอยู่ในอก
และในอีกอึดใจต่อมา กลิ่นคาวสนิมเหล็กก็ลอยคลุ้งเข้ามาในโพรงปากของโอเมก้าหนุ่มอย่างฉับพลัน...รสสัมผัสของเลือดที่ปลายลิ้นทำให้เฉินอันหลานแน่นิ่งไปชั่วขณะ
ฟีโรโมนที่ถูกปล่อยออกมาภายนอกร่างกายยังสามารถใช้วิธีบางอย่างในการระงับมันไว้ได้ ทว่ากับของเหลวภายในร่างกายอย่างเช่นเลือดนั้นแตกต่างกัน ฟีโรโมนที่อยู่ภายในนั้นไม่อาจปกปิด
ในตอนที่ฟันคมของเฉินอันหลานฝังลงบนท่อนแขนของอีกฝ่ายจนได้เลือด กลิ่นฟีโรโมนที่แฝงอยู่กับของเหลวภายในร่างของอัลฟ่าก็ทะลักออกมาอย่างรวดเร็วโดยไม่อาจปิดบัง ความแข็งแกร่งที่เขาสัมผัสได้มีมากกว่าก่อนหน้านั้นหลายเท่าตัว และคนที่ทำให้เฉินอันหลานรู้สึกแบบนี้ได้ ชั่วชีวิตนี้ก็เห็นจะมีแค่ลานเซลอตเท่านั้น
นั่นก็หมายความว่า...
เฉินอันหลานคลายปากออกจากท่อนแขนแกร่ง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองชายที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มไม่คิดจะใส่ใจต่อกลิ่นคาวเลือดในปากของตนอีกแล้ว เขาค่อย ๆ เอื้อมมือไปถอดแว่นตาและปลดแมสก์ที่ปกปิดใบหน้าของอีกฝ่ายออกช้า ๆ
ลานเซลอตนั่งนิ่งและไม่ได้ขัดขวางการกระทำนั้น
จนกระทั่งเฉินอันหลานปลดหน้ากากผ้าออกจากใบหน้าของอีกฝ่ายได้สำเร็จ แสงไฟที่สาดส่องเข้ามาภายในห้องก็ทำให้เขามองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตอกย้ำความคิดก่อนหน้าของตน และในชั่วพริบตานั้นร่องรอยของความประหลาดใจก็ฉายชัดในแววตาอย่างไม่อาจห้าม
“เป็นคุณ?!”
“ถึงเวลาแล้วสินะ”
แววตาที่เฉินอันหลานใช้มองลานเซลอตเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนสับสนอย่างไม่ปิดบัง
ลานเซลอตทำการห้ามเลือดบนบาดแผลของเฉินอันหลานก่อนจะพันแผลให้เขาอีกรอบ
“แขน”
“คุณรู้ดีอยู่แล้วว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ”
เฉินอันหลานจ้องมองไปทางลานเซลอตและเอ่ย
“ทำไมถึงใช้วิธีการนี้เข้าหาผม?”
“ยกเว้นเรื่องนี้”
“แต่ผมอยากรู้เหตุผล”
ลานเซลอตปรายตามองไปทางเฉินอันหลาน
“แล้วนายขึ้นมาบนเรือวิกตอเรียด้วยเหตุผลอะไรล่ะ?”
เฉินอันหลานยิ้มเย็น
“แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้งั้นเหรอ?”
“เกี่ยวสิ”
ลานเซลอตจ้องเขม็งไปทางเฉินอันหลานด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
“ไม่ใช่ว่าคำกล่าวโบราณของจีนมักพูดกันหรอกเหรอว่ามีเหตุก็ย่อมมีผล ผลในตอนนี้ก็มีเหตุมาจากการกระทำก่อนหน้าของนาย”
“ผมไม่ได้เอาของของคุณไป”
“เรื่องของไม่สำคัญ”
“แล้วอะไรถึงสำคัญ”
“นาย”
เฉินอันหลานจ้องเขม็งไปทางลานเซลอตโดยไม่พูดอะไรต่อ
ลานเซลอตนำผ้าพันแผลที่เพิ่งเปลี่ยนเมื่อสักครู่ไปทิ้งถังขยะ จากนั้นก็ทำการแกะผ้าพันแผลบริเวณเอวของเฉินอันหลานออกเพื่อใส่ยาให้ เฉินอันหลานยกมือขึ้นปรามการกระทำของอีกฝ่ายไว้ ไม่คิดจะน้อมรับความปรารถนาดีอื่นใดจากคนตรงหน้าทั้งสิ้น
“คุณคงมาเพราะ M3 ล่ะสิ?”
“นายหมายความว่ายังไง?”
“ของส่วนใหญ่ถูกคนของนายขนไปหมดแล้ว ของกลางที่เจียงหยางยึดมาได้มันแค่ส่วนหนึ่ง แต่ของกลางที่ว่าดันถูกเซี่ยรุ่ยคางขโมยไปแล้วแบ่งขายให้กับผู้ซื้ออีกหลายราย ถ้าผมเดาไม่ผิด เป้าหมายของคุณก็คือของกลางล็อตนั้นล่ะสิ?”
เฉินอันหลานโน้มใบหน้าลงมาหยุดอยู่ข้างหูของลานเซลอตก่อนจะกล่าวกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
“หรือเพราะมันดันมาหายบนมือของคุณ ในฐานะผู้นำตระกูลอันดับหนึ่งของยุโรป คุณคงรู้สึกเสียหน้าไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ?”
ดวงตาสีดำสนิทเคร่งขรึมลง ลานเซลอตยกมือข้างหนึ่งขึ้นไปจับแขนของเฉินอันหลาน
เฉินอันหลานพยายามสะบัดออก แต่เมื่อเห็นว่าลานเซลอตไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย เขาจึงหยุดและหันกลับมามองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“นายคิดว่าฉันสนใจเรื่องนั้นเหรอ?”
“คนที่บอกว่าไม่สนก็มักจะสนทั้งนั้นแหละ”
“งั้นเหรอ?” ลานเซลอตจับแขนของเฉินอันหลานแน่นแล้วดึงเข้าหาตัว
“แล้วนายล่ะสนใจอะไร ฐานะคุณชายสามของตระกูลเฉินงั้นสิ?”
สีหน้าของเฉินอันหลานเปลี่ยนไปทันที แววตาที่จ้องมองไปทางลานเซลอตก็เปลี่ยนเป็นคมกริบ
ลานเซลอตไม่สนใจและขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ กระซิบที่ข้างหูของเฉินอันหลานด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ตระกูลเฉิน หรือว่าเด็กผู้ชายจน ๆ ที่มาจากบนภูเขาคนนั้น?”
“อย่างลามปามถึงเหลียงลั่วหยิน”
“ดูท่าเด็กผู้ชายคนนั้นน่าจะสำคัญต่อจิตใจของนายมากกว่าครอบครัวของนายอีกนะ”
“...”
“นั่นฟังดูเจ็บปวดนะ ว่าไหม?” ลานเซลอตปล่อยมือออกจากเฉินอันหลานแล้วยืนขึ้นก่อนจะมองไปทางเขา
“เทียบกับการเอา M3 กลับมาหรือการรักษาชื่อเสียงของตระกูลอะไรนั่นฉันสนใจเรื่องของนายมากกว่า...มีเหตุผลอะไรที่โอเมก้าคนหนึ่งดิ้นรนทำทุกวิถีทางเพื่ออยากจะเป็นอัลฟ่าขนาดนั้น”
เฉินอันหลานเงยหน้าขึ้น จ้องมองไปทางลานเซลอตด้วยสายตาเย็นชา
“งั้นตอนนี้คุณก็มองมาที่ผมสิ มีความรู้สึกของผู้เหนือกว่าอยู่ในใจคุณหรือเปล่าล่ะ?”
“ฉันไม่เคยต้องมองว่าตัวเองเหนือกว่าใคร”
“ใช่ คนแบบพวกคุณไม่แม้แต่จะรู้จักการเคารพผู้อื่นด้วยซ้ำ”
“มีแต่คนอ่อนแอเท่านั้นแหละที่เอาแต่โทษคนอื่น”
“มันก็ไม่แน่หรอก” เฉินอันหลานยืนขึ้น หรี่ตาลง สบประสานสายตาเข้ากับนัยน์ตาสีดำสนิทตรงหน้าและเอ่ยต่อ
“นี่อาจจะเป็นความจริงก็ได้ เพียงแต่คนที่ถือว่าตนอยู่เหนือกว่ามักไม่ใส่จะมองเห็นความจริงอะไรก็ตามที่อยู่ต่ำกว่าพวกเขา”
ลานเซลอตกระตุกยิ้มมุมปาก จากนั้นก็โน้มตัวลงไปใกล้ ๆ ริมฝีปากของเฉินอันหลาน
“แต่ฉันมองเห็นนายนะ”
เฉินอันหลานที่ได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง เขามองเข้าในนัยน์ตาคู่นั้นที่ทอประกายลึกซึ้งบางอย่างออกมา
ลานเซลอตยิ้มแล้วประกบริมฝีปากเข้ากับอวัยวะเดียวกันของอีกคนอย่างรวดเร็ว หลังจากได้สติความโมโหเดือดดาลก็ปะทุขึ้นมาในใจของเฉินอันหลานจนอยากจะทำอะไรสักอย่าง ลานเซลอตถอนใบหน้าออกและรีบผละออกมา เฉินอันหลานที่ตั้งใจจะเดินตามไปรู้ตัวอีกทีอีกฝ่ายก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
และเมื่อมองลงไปยังประตูที่เปิดอยู่ด้านล่าง สีหน้าของเฉินหลานก็เคร่งขรึมขึ้นมาอีกครั้ง
.
.
.