ตอนที่ 113
“ท่านเจ้าเมือง นายหญิงให้มาแจ้งว่า นายน้อยได้สติแล้วค่ะ"
ขณะที่ เจ้าเจ้าเมืองเมฆาล่อง กำลังหารือกับสือจิ้งเหออยู่นั้น หญิงรับใช้ส่วนตัวของภรรยาเขา ก็เข้ามาแจ้งข่าวเกี่ยวกับหั่วหม่าอวิ๋น ทำให้เจ้าเมืองเมฆาล่อง ยุติการสนทนา แล้วมุ่งหน้าไปยังหอโอสถ เพื่อดูอาการของลูกชายด้วยความเป็นห่วง
เมื่อมาถึง เจ้าเมืองเมฆาล่อง ก็พบกับหั่วหม่าอวิ๋น ที่นอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าที่กำลังสับสน เพราะในขณะนี้ ทั่วร่างของเขานั้น ล้วนถูกเข็มนับร้อยทิ่มแทง จนไม่สามารถขยับร่างกาย หรือเปล่งเสียงออกมาได้ โดยมีหญิงวัยกลางคน คอยดูแลอยู่ไม่ห่าง
“มาแล้วเหรอ..." ชายชราที่อยู่ภายในห้อง เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงอันแหบแห้ง
“เฒ่าพิษนรก ขอบคุณท่านมาก ที่ช่วยลูกชายของข้าในครั้งนี้" เจ้าเมืองเมฆาล่อง ประสานมือคำนับชรา
“หึ ข้าไม่ได้ทำอะไรมากนักหรอก ก็แค่ฝังเข็มเปิดจุดชีพจร เพื่อให้พลังปราณไหลเวียนได้อย่างสะดวกเท่านั้นเอง" เฒ่าพิษนรกกล่าวปัด สาเหตุที่เขากล้าปฏิบัติตน ต่อหน้าเจ้าเมืองเช่นนี้ ล้วนเกิดจากเหตุการณ์เมื่อครั้งในอดีต ที่เฒ่าพิษนรก เคยช่วยชีวิตเจ้าเมืองเมฆาล่องเอาไว้ จนทำให้ได้มาอยู่อาศัย ในฐานะแพทย์ประจำตระกูล
“หวังฉวน ท่านจับตัวคนที่ทำร้ายอวิ๋นเอ๋อได้รึยัง?" ภรรยาของเจ้าเมืองเมฆาล่อง ที่ชื่อว่าฟางเสี่ยวเหยาได้เอ่ยถามขึ้น
เจ้าเมืองเมฆาล่อง ถอนหายใจออกมา ก่อนจะกล่าวว่า “ศัตรูในครั้งนี้ เป็นถึงผู้เชี่ยวชาญการใช้รูปแบบ ต่อให้เราค้นหาสักเท่าไหร่ ก็คงได้แต่คว้าน้ำเหลวเท่านั้น"
ในแดนเซียน บุคลที่รับมือได้ยาก มีอยู่ไม่กี่ประเภท ซึ่งผู้ใช้รูปแบบก็คือหนึ่งในนั้น เนื่องจากวิชาของพวกเขา สามารถพลิกแพลงได้ตลอดเวลา ทำให้แม้แต่ยอดฝีมือ ที่มีประสบการณ์การต่อสู้มาอย่างโชกโชน ก็ยังต้องหลีกหนี ซึ่งการจะเป็นผู้ใช้รูปแบบได้นั้น จำเป็นต้องมีพรสวรรค์ และทักษะการจดจำอยู่ในระดับสูง ไม่เช่นนั้น หากสร้างรูปแบบผิดแม้แต่นิดเดียว อาจจะทำให้ผู้ใช้ ถูกพลังสะท้อนกลับ จนเส้นลมปราณฉีกขาด ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงเป็นอย่างมาก จนสาเหตุให้ผู้บ่มเพาะหลายคนเลือกที่จะถอดใจ และหันไปฝึกฝนในศาสตร์อื่น
“แล้วท่านคิดจะปล่อยให้คนที่ทำร้ายลูกของเรา ลอยนวลไปอย่างนั้นหรือ!?" ฟางเสี่ยวเหยา รู้สึกคับแค้นใจเป็นอย่างมาก ที่ต้องมาเห็นลูกชายของตนเอง ตกอยู่ในสภาพนี้ อีกทั้งรอยแผลที่สลักไว้ตรงหน้าอก ที่ไม่ว่าจะใช้วิธีใด ก็ไม่สามารถลบเลือนได้ จนทำให้ฟางเสี่ยวเหยา แทบจะอยากฆ่าคนร้าย ให้ตายคามือเสียแต่ตอนนี้
“ก่อนหน้านี้ ข้าได้สั่งให้สือจิ้งเหอ ไปเชิญผู้ใช้รูปแบบ ที่มีความสามารถในการแกะรอยมาแล้ว หากเป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ อีกไม่กี่วันพวกเขาก็คงจะมาถึง เพราะฉะนั้น เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไป เพราะข้าจะต้องนำตัวคนร้ายมาลงโทษ ให้สาสมกับสิ่งที่มันกระทำลงไป"
*****************************
ชิงเทียน เดินเตร็ดเตร่อยู่ในตลาด เพื่อซื้อเสบียงกลับไปให้คนนับร้อย ที่กำลังหลบอยู่ในป่าลึก ส่วนสาเหตุที่ว่า ทำไมเขาถึงไม่ออกล่าอสูรเซียน เพื่อนำมาเป็นอาหาร ก็เพราะว่าเลือดและเนื้อของพวกมันล้วนเป็นพิษ ต่อผู้ที่ยังไม่ตัดผ่านถึงขอบเซียนขั้นต้น
“คุณชาย ได้ยินเรื่องที่หั่วหม่าอวิ๋น ถูกแขวนไว้หน้าประตูเมืองรึยังขอรับ" ซูเหวินหวู่ เอ่ยถามขึ้นอย่างกระทันหัน
“ไม่รู้สิ มีเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นรึ" ชิงเทียน แสร้งทำเป็นตีหน้าเซ่อ เพื่อปกปิดเรื่องที่ตนเอง เป็นคนร้ายลักพาตัว เพราะถ้าหากเรื่องนี้เกิดหลุดออกไป รับรองได้เลยว่า เจ้าเมืองเมฆาล่อง คงจะตามล่าเขาจนพลิกแผ่นดินแน่
“ก็เมื่อคืนมีโจรแอบเข้าไปในจวนท่านเจ้าเมือง แล้วลักพาตัวหั่วหม่าอวิ๋นออกมาน่ะสิขอรับ แถมสภาพที่พบยังดูไม่ได้อีกด้วย ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ว่าโจรคนนั้น เป็นคนวิตถารหรือยังไง ถึงได้จับลูกชายท่านเจ้าเมือง ถอดเสื้อผ้าเปลือยกาย ให้คนอื่นดูเช่นนั้น"
“แค๊กๆ น...นั่นสินะ"
ชิงเทียน ที่ได้ฟังถึงกับสำลักในลำคอ พร้อมกับคิดในใจว่า หากไม่ใช่เพราะตนเอง ป่านนี้คนรักของซูเหวินหวู่ คงจะถูกย่ำยีไปนานแล้ว แต่กลับต้องมาถูกใส่ความ ว่าเป็นคนวิตถารเช่นนี้ ซึ่งพอลองย้อนนึกดู ก็น่าน้อยใจเสียจริงๆ ทันใดนั้นเอง สายตาของชายหนุ่ม ก็เหลือบไปเห็นสร้อยคอเส้นหนึ่ง ที่วางขายอยู่บนแผงลอย ซึ่งเป็นเครื่องราง ที่สามารถเพิ่มพลังธาตุแสงให้แก่ผู้สวมใส่ จึงทำใช้ชิงเทียน เผลอนึกถึงหลานลู่จื่อขึ้นมา แต่ทว่า ขณะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปหยิบ ก็มีมือปริศนาคว้าสร้อยคอไปเสียก่อน
“หืม... เจ้าเองก็ต้องการสร้อยเส้นนี้อย่างนั้นหรือ?" ชายหนุ่ม ที่กำลังถือสร้อยคออยู่ในมือ ได้เอ่ยถามขึ้น
เพียงชิงเทียน ปราดตามองครั้งเดียว ก็รู้ได้ทันทีว่าชายหนุ่มตรงหน้า มีพลังอยู่ในขอบเขตเซียนขั้นต้น ระดับที่แปด ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่ง แต่สิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็คือ เหตุใดชายหนุ่มคนนี้ ถึงได้มีกลิ่นอายของคำสาป วนเวียนอยู่รอบตัวเช่นนี้ “หากข้าบอกว่าต้องการ เจ้าจะยอมยกให้ข้ารึไง"
“ต้องขอภัยด้วย ข้าต้องน้ำสร้อยเส้นนี้ ไปรักษาบิดาที่กำลังล้มป่วย เห็นทีคงจะยกให้เจ้าไม่ได้" ชายหนุ่มกล่าวปฏิเสธ ก่อนจะหันไปหาเจ้าของร้าน “เถ้าแก่ สร้อยเส้นนี้ราคาเท่าไหร่"
“ส...สร้อยคอเส้นนี้ ราคาสองแสนศิลาปราณขอรับ" เจ้าของร้าน กล่าวตอบชายหนุ่มด้วยความเคารพ
ชายหนุ่ม ยื่นแก่นศิลาปราณจำนวนสองร้อยก้อน ให้กับเจ้าของร้าน ก่อนจะเดินจากไป แต่ทว่า เขากลับถูกชิงเทียนขวางเอาไว้
“สร้อยเส้นนั้น ไม่มีทางรักษาพ่อเจ้าได้หรอก..."
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาที่เป็นมิตรของชายหนุ่ม ก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป พร้อมกับจ้องมองชิงเทียนราวกับเป็นศัตรู “เจ้าหมายความว่ายังไง"
ชิงเทียนถอนหายใจออกมา “เก็บจิตสังหารเจ้ากลับไปซะ สาเหตุที่ข้าพูดออกมาเช่นนั้น ก็เพราะรู้ดีว่าพ่อของเจ้า ถูกคำสาปชนิดไหนเล่นงาน"
“เหอะ!! จะเป็นไปได้อย่างไร เจ้าไม่เคยพบพ่อข้าเลยด้วยซ้ำ" ชายหนุ่มกล่าวคัดค้าน แม้แต่หมอที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเมือง ยังไม่สามารถวินิจฉัยอาการพ่อของเขาได้ แต่ชิงเทียนกลับมาบอกว่า พ่อของเขาถูกคำสาป ทั้งที่ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้า จึงทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่า สิ่งที่ชิงเทียนพูดมานั้น เป็นเรื่องที่ไร้สาระที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา
“ข้าก็ดูจากคำสาปที่ติดตัวเจ้ามาไงเล่า นี่คงจะไม่รู้สินะ ว่าคำสาปบางชนิด มีความสามารถในการแพร่กระจาย แม้ว่าอาการของเจ้า จะยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่ก็เริ่มสัมผัสได้แล้วใช่ไหมว่าร่างกายของตนเอง ตอบสนองได้ช้ากว่าปกติ และหากปล่อยเป็นเวลานาน ร่างกายของผู้ที่ถูกสาป ก็จะสูญสลายไปอย่างช้าๆ จนไม่หลงเหลือแม้แต่ซากศพให้กลบฝัง"
ชายหนุ่มคนดังกล่าว มองชิงเทียนด้วยใบหน้าที่ตื่นตะลึง “จ...เจ้ารู้ได้อย่างไร ว่าร่างกายของพ่อข้ากำลังจะสลายไป!?"
ชิงเทียน เผยรอยยิ้มที่แสนเจ้าเล่ห์ออกมา “ก็บอกแล้วไง ว่าพ่อของเจ้าถูกคำสาปกลืนกิน ต่อให้ใช้สร้อยคอธาตุแสงชำระล้าง ก็คงจะช่วยชะลออาการ ได้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น"
“แล้วเจ้ามีหนทางรักษาอย่างนั้นรึ"
“แน่นอน...แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่า ค่าจ้างของเจ้าจะมากพอ จนทำให้ข้ารู้สึกพอใจรึเปล่า"
“ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้นหรอก ตราบใดที่สามารถรักษาพ่อของข้าได้ ตระกูลฮั่นจะต้องตกรางวัลให้เจ้าอย่างงาม"
ซูเหวินหวู่ ที่ยืนฟังการสนทนามาโดยตลอด จ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า อย่างไม่เชื่อสายตา แล้วกล่าวออกมาว่า “จ...เจ้าเป็นคนของตระกูลฮั่นอย่างนั้นเหรอ!?"
“อ่อ ลืมแนะนำตัวไปสินะ ข้าชื่อฮั่นจุนเหลียน เป็นบุตรชายของผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน ต่อจากนี้ไป คงต้องขอฝากตัวด้วย"
จากคำบอกเล่าของซูเหวินหวู่ ภายในเมืองเมฆาล่อง มีเพียงสองตระกูล ที่มีอำนาจรองลงมาจากเจ้าเมือง นั่นก็คือตระกูลหลี่และตระกูลฮั่น ที่ขับเขี้ยวยื้อแย่งผลประโยชน์ กันอยู่ตลอดเวลา ไม่แน่ว่าการยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ตระกูลฮั่นในครั้งนี้ อาจจะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมา มากกว่าที่คาดเอาไว้
“ข้าชื่อชิงเทียน ยินดีที่ได้รู้จัก"
“ส่วนข้าชื่อซูเหวินหวู่ เป็นผู้ติดตามของคุณชายชิงเทียน" ซูเหวินหวู่ ฉีกยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ
ฮั่นจุนเหลียน รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ที่เห็นชิงเทียนมีผู้ติดตาม ที่แข็งแกร่งกว่าตนเองเช่นนี้ แต่ก็ไม่ถามซักไซร้อะไร เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการก้าวก่ายมากเกินไป ก่อนจะนำทางทั้งสองคน มุ่งหน้าสู่ตระกูลฮั่น โดยหวังว่าในคราวนี้ ชิงเทียน จะสามารถช่วยชีวิตพ่อของเขาได้
---------------------------------------