คอร์สที่1 เมนูที่18 “ขาชาจนขยับไม่ได้เลยล่ะครับ”
กลับมาที่ปัจจุบัน
“โอ้! มาสเตอร์ลิเบอต้านี่มีความสามารถสูงมากเลยนะ!”
“ไม่เท่าไหร่หรอกครับผมยังต้องพัฒนาฝีมืออีกมาก”
“ไม่เท่าไหร่อะไรกันล่ะฝีมือขนาดท่าน สามารถมีชื่อเสียงได้ไม่ยากเลยนะ สนใจมาทำงานกับข้าไหม?”
“ผมยังไม่มีความคิดนั้นน่ะครับยังอยากฝึกปรือฝีมืออีกซักหน่อย ถ้าผมสนใจเมื่อไหร่ จะติดต่อไปนะครับ”
“ว่าแต่ท่านมีความสัมพันธ์เช่นไรกับท่านผู้ดูแลหอสมุดกับท่านดยุคอันบรางั้นหรือ?”
“พวกเราสามคนเป็สหายกันน่ะครับ”
“โอ้...ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าพวกท่านจะมาเป็สหายกันได้...”
“พวกเราเจอกันที่หอสมุดแล้วคุยกันถูกคอน่ะครับเลยคบหากันมาั้แ่ตอนนั้น”
“แหม่แต่ท่านยังอายุน้อยอยู่เลยนะคะเนี่ย มีผู้หญิงคนไหนที่สนใจรึยังล่ะคะ?”
“ฮ่ะๆๆนั่นยังเป็เื่ไกลตัวสำหรับผมน่ะครับ ตอนนี้ผมขอทุ่มเทกับการทำขนมก่อนดีกว่าครับอีกอย่าง ผมคิดว่าคงไม่มีใครสนใจคนอย่างผมซักเท่าไหร่หรอกครับ”
“ว่าอย่างงั้นได้ยังไงละคะคนหนุ่มอยาคตไกลอย่างท่านเนี่ย การจะหาภรรยาหลวงซักคนไม่ใช่เื่ยากหรอกค่ะ”
“นั่นสินะครับฮ่ะๆๆ”
ผมตอบเหล่าขุนนางและคหบดีชายหญิงทั้งหลายที่ล้อมรอบผมไว้ด้วยรอยยิ้มการค้าแก้วไวน์ในมือถูกยกขึ้นมาจิบดับกระหายจากการใช้เสียง
หลังจากที่พวกผมเข้างานมาใน่เวลาเดียวกับที่ขนมที่ผมทำพึ่งถูกทานลงไปดูเหมือนว่ารอบข้างจะเต็มไปด้วยแปลกใจและตกตะลึงเมื่อเห็นพวกผมทั้งสามคนอยู่ด้วยกันน้ำเสียงแห่งความสับสนแพร่กระจายไปทั่วงานเลี้ยงก่อนที่องค์จักรพรรดินีจะแก้สถานการณ์ด้วยการเรียกผมมาสรรเสริญถึงขนมที่ผมทำพร้อมตบรางวัลให้เป็เงินอีกหลายร้อยเหรียญทองเลยทีเดียว
นั่นช่วยทำให้สถานการณ์ภายในงานเลี้ยงกลับมาเป็ปกติแม้ว่าขุนนางบางคนจะจ้องผมยังกับชิ้นเนื้อมัน แล้วเข้ามารุมล้อมผมแบบนี้ ซึ่งมันน่ารำคาญจริงๆนั่นละครับอย่าคิดว่าผมไม่รู้นะว่าที่มารุมล้อมผมแบบนี้กันเพราะอะไรน่ะ เห็นว่าผมเป็เพื่อนคลูสกับเฟอร์แล้วคิดจะมาตีสนิทหรือไง?
อย่าหวังซะให้ยากผมรู้ไส้รู้พุงไอพวกที่ล้อมผมอยู่ดีนักแล ทั้งพวกที่เป็ลูกค้าพ่อของผมทั้งคนที่เคยมาติดต่องานกับพี่อเล็กเซีย และก็พวกที่เคยเรียนมาในรุ่นเดียวกันไหนจะพวกที่เคยมาหลีพี่อเล็กซ่าอีก ผมไม่หลงกลง่ายๆหรอกนะเอ้อ
ผมคุยกับพวกเขาอยู่พักใหญ่ก่อนที่ผมจะขอผละตัวออกมาเมื่อเห็นครอบครัวของผมนั้นยืนอยู่ไม่ไกลกันนักแต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็ผล...เพราะทันทีที่ผมผละออกมาจากวงนั้นผมก็ถูกเหล่าเด็กสาวกว่าห้าหกคนล้อมกรอบต่อทันที
“ขนมที่ท่านทำอร่อยมากเลยค่ะท่านลิเบอต้า!”
“ั้แ่เกิดมาข้าไม่เคยได้กินขนมอะไรที่อร่อยแบบนี้มาก่อนเลยค่ะ!ฝีมือของท่านสุดยอดมากเลย!” ผมหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะตอบพวกเธอไปด้วยท่าทางนอบน้อม
“โอ้! ขอบคุณมากเลยนะครับ หากชอบมันก็ดีแล้วล่ะครับ”
“แล้วเ้าฝอยเงินฝอยทองนี่มันทำจากอะไรงั้นหรือคะ?คงต้องเป็ของที่สุดยอดมากแน่เลย”
“ฮ่ะๆๆๆวัตถุดิบหลักๆของมันไม่ใช่สิ่งที่หายากอะไรเลยครับเลดี้ก็แค่ไข่ไก่กับน้ำเชื่อมเท่านั้นเองล่ะครับ” ผมกล่าวท่ามกลางสายตาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งของพวกหล่อน
“ใช้แค่ไข่ไก่กับน้ำเชื่อมเองหรอคะ?”
“ใช่แล้วครับ”สิ้นคำยืนยันจากปากของผมเด็กสาวเ่าั้ก็ร้องว้าวแล้วหันไปคุยกันเองอย่างตื่นเต้น
“ว่าแต่คำว่ามาสเตอร์ที่นำหน้าชื่อของท่านมันแปลว่าอะไรหรอคะ?” เด็กสาวอย่างหนึ่งถามอย่างสงสัย
“เป็คำในภาษาท้องถิ่นของอาณาจักรอื่นที่แปลว่าผู้เชี่ยวชาญน่ะครับมักจะมอบให้กับผู้ที่ชำนาญในด้านสาขาต่างๆของอาณาจักรนั้นครับเลดี้” พูดจบ พวกเธอก็ทำตาเป็ประกาย กล่าวชื่นชมผมอยู่ยกใหญ่ ก่อนที่เด็กสาวนางหนึ่งจะหันกลับมาพูดกับผมด้วยสีหน้าเสียดาย
“แต่น่าเสียดายจังเลยนะคะ...เพราะว่าพวกเราคงไม่มีโอกาสได้กินขนมที่วิเศษเช่นนี้ของท่านอีกแล้ว”ว่าแล้ว พวกของหล่อนที่เหลือเองก็ทำหน้าเสียดายไปตามๆกันจนผมอดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม
“ไม่ต้องห่วงไปหรอกครับคุณเลดี้ทั้งหลายอีกไม่นาน จะมีข่าวดีมาอย่างแน่นอนครับ”
“ข่าวดีอะไรกันหรอคะ?”
“ความ-ลับ-ครับ”ว่าแล้วผมก็เอานิ้วชี้แตะปาก แล้วขยิบตาให้พวกหล่อน พร้อมๆกับที่สาวๆเ่าั้ทำท่าเขินอายจนผมััได้ถึงรังสีอำมหิตที่ตรงเข้าใส่ผมจากรอบๆตัว จนผมต้องแอบเหล่ไปมอง จึงพบกับเหล่าชายโสดที่กำลังส่งสายตาอาฆาตมาให้
แหม่~ อย่าส่งสายตาอาฆาตมาให้ผมกันแบบนั้นสิครับคุณชายโสดทั้งหลายผมทำเพราะความจำเป็นะครับ เพราะการจะทำร้านคาเฟ่เนี่ยขนมในร้านอร่อยอย่างเดียวไม่ได้หรอกนะครับ เป็ไปได้การขายคาแรคเตอร์ของพนักงานหรือเ้าของร้านด้วยเนี่ย ถือว่าเป็การดึงลูกค้าให้กลับมาใช้บริการในอีกความหมายนึงด้วยนา
ฉะนั้นการบริหารเสน่ห์จึงเป็อีกเื่ที่สำคัญนะเอ้อ
เพราะแบบนั้นจะมาอาฆาตผมแบบนี้มันไม่ถูกนา พวกคุณก็หัดบริหารเสน่ห์กันบ้างสิครับอย่าเอาแต่อิจฉาชาวบ้านชาวช่องเขาแบบนี้
พวกเราคุยกันต่ออีกเล็กน้อยแต่ก่อนที่จะได้ขอตัวแยกออกมาเดินตรงไปหาคนในครอบครัวอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ได้เสียที ผมก็ดันเหลือบไปเห็นหนุ่มแว่นเพื่อนสนิทของผมที่กำลังกวักมือเรียกให้ไปที่ระเบียงเข้าเสียก่อนจึงหันไปขยับปากพูดแบบไร้เสียงให้กับพี่อเล็กเซียและท่านพ่อที่หันมามองหน้าผมทันที
‘หวังว่าจะตัดสินใจได้แล้วนะครับ’
แล้วผมก็หันหลังเดินตรงไปหาเพื่อทั้งสองที่ยืนจิบไวน์ชมดวงจันทร์กันอยู่สองคนที่ระเบียง
“นี่ถ้าผมไม่สนิทกับพวกคุณมาก่อนผมก็คงนึกว่าพวกคุณสองคนมีซัมติงอะไรบางอย่างกันแล้วนะครับ” ผมออกมาตรงระเบียงด้านนอกงานแล้วกล่าวกับทั้งสองคนเป็ภาษาอังกฤษเรียกใบหน้าหงุดหงิดจากคลูสและเสียงหัวเราะแบบรักษามาดจากเฟอร์ได้เป็อย่างดี
“ใครมันจะไปเหมือนนายที่สาวๆรุมล้อมละพ่อช่างทำขนมเ้าเสน่ห์ภายในงานเป็ไงบ้างล่ะ เห็นมีคนตรงเข้ามาหานายตั้งเยอะเลยนี่?” คลูสที่ตอนแรกทำหน้าหงุดหงิดแขวะผมกลับไปทีด้วยภาษาเดียวกันแล้วถามถึงสถานการณ์ภายในงานก่อนที่ผมจะออกมา
“เท่าที่เห็นมีหลายฝ่ายพยายามเข้ามาผูกมิตรกับผมเป็จำนวนมากแม้ว่าพวกเขาจะเล็งเื่การใช้ประโยชน์จากพวกคุณผ่านผมก็เถอะครับ อ้อส่วนท่าทีของบ้านผม...เป็อย่างที่พวกเราหวังเอาไว้แล้วล่ะครับ ทางเฟอร์ล่ะครับเป็อย่างไรมั้ง?” ผมหันไปถามเฟอร์แล้วยกแก้วไวน์ขึ้นจิบเฮ้อ...อยากได้เบียร์ซักกระป๋องมากกว่าจังน้า
“ทางเราเองขุนนางกับคหบดีฝ่ายอื่นๆเองก็ดูเหมือนจะเริ่มลังเลแล้วเหมือนกัน หนักสุดก็ทางมาควิสลอว์ซันที่คนของฝ่ายเขาเข้ามาหาเราแล้วส่วนคนที่สนับสนุนเราอยู่แล้ว ดูท่าจะใจชื้นขึ้นเยอะอยู่ล่ะนะเลยไม่น่าห่วงซะเท่าไหร่...แต่ว่าเ้าเถอะคลูสองค์จักรพรรดินีเรียกเ้าไปคุยด้วยนี่ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?” ดยุคหนุ่มหันไปถามคนที่กำลังเอาสมุดพกเล่มเล็กออกมาจดอะไรบางอย่างอยู่เ้าตัวเงยหน้าขึ้นมามองพวกผม แล้วเหมือนจะนึกทวนความทรงจำอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตอบ
“มันก็ไม่มีอะไรหรอกก็แค่ถามสารทุกข์สุขดิบทั่วไปนั่นแหละ แต่ว่าดูเหมือนเ้าหล่อนจะพยายามถามล้วงข้อมูลของพวกเราเหมือนกันแต่ชั้นแถไปเรียบร้อยแล้วล่ะ ่นี้ก็อย่าแตกตื่น พยายามใช้ชีวิตประจำวันให้เป็ปกติกันไปละกันเพราะหล่อนคงส่งคนมาจับตาดูพวกเราแน่นอนอ่ะ” คลูสบอกแล้วเก็บสมุดเล่มนั้นก่อนที่เขาจะยกไวน์ขึ้นซดจนหมดแก้ว
“เฮ้ๆ...คุณเล่นยกซดแบบนั้นระวังเมานะครับคลูส...” ผมบอกผู้ดูแลหอสมุดหนุ่มด้วยความเป็ห่วง
“บอกตัวเองก่อนเถอะนาธานตาแกลอยแล้วน่ะ” อีกฝ่ายเถียงแล้ววางแก้วไวน์ไว้บนราวระเบียง
“ไม่ต้องเถียงกันหรอก...พวกเ้าดื่มไวน์กันไปกี่แก้วแล้วล่ะ?”เฟอร์ถามแล้วพิงตัวกับราวระเบียง
“ผมสามแก้ว”
“ชั้นสี่”ผมกับคลูสบอกแล้วหันไปมองหน้าคนถาม
“เราหนึ่งแก้ว...พวกเ้าก็คอแข็งกันอยู่แล้วดื่มไปแค่นั้นคงไม่เท่าไหร่หรอก” เ้าตัวว่าแล้วยกซดตามไปอีกคนก่อนที่เสียงหัวเราะของคลูสจะดึงความสนใจของผมกับเฟอร์ให้หันไปมอง
“กร๊ากกกกกกนายดื่มไวน์ยังไงของนายเนี่ย! เข้างานมาตั้งนานแก้วแรกยังไม่หมดเลยเนี่ยนะ!” หนุ่มแว่นพูดแล้วหัวเราะต่อผิดกับเฟอร์ที่กระพริบตาปริบๆแล้วยักไหล่ไม่ใส่ใจคำพูดของตัวป่วนประจำกลุ่มมากนัก
“แต่ว่า...งานด้านในนี่น่าเบื่อจังนะครับ”ผมพูดแล้วยกไวน์ในแก้วดื่มรวดเดียว ก่อนจะถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายแต่พอมาคิดๆดู เมื่อกี้ที่คลูสมันกวักมือเรียกผมมาก่อนนี่ก็ดีเหมือนกันนะครับเพราะขืนผมเข้าไปหาพวกท่านพ่อแบบนั้นละก็ ฝ่ายอื่นนอกจากมาควิสแชมเชียร์ได้เคลื่อนไหวอะไรนอกเหนือจากที่พวกผมคิดแหงๆ
“งานมันก็น่าเบื่อเป็ปกติอยู่แล้วนี่ทำไมนายไม่ไปเต้นรำซะล่ะ ชั้นเห็นสาวโสดตั้งหลายคนที่สนใจนายอยู่ไม่เรอะ?” คลูสถามแล้วยิ้มกรุ่มกริ่มมาให้ผม
“ไม่รู้สิครับ...มันไม่มีใครที่ถูกใจผมเสียด้วยสิ”ผมตอบแล้วถอนหายใจ ก่อนจะเลิกคิ้วเมื่อเห็นเพื่อนทั้งสองฉีกยิ้มกวนๆกับอ่อนใจมาให้
“แหม่~คุณชายนาธานนี่เื่มากจังเลยนะครับ~ พอไม่ใช่คุณแม่ทัพเซลิน่าแล้วนี่ดูจะไม่สนสาวคนไหนเลยนะครับ~”
“เ้าก็ว่าเกินจริงไปน่าคลูสยังไงสองคนนี้ก็เคยเป็คู่หมั้นกันมาก่อนล่ะนะ”
“ว่าแต่ผมแล้วพวกคุณละครับ ทำไมไม่ไปเต้นรำกันล่ะ?” ผมพ่นลมหายใจถามทั้งสองคนด้วยท่าทีเซ็งๆแขวะได้แขวะไปนะคุณเพื่อน
“ชั้นี้เี”คลูสตอบแล้วโบกมือหยอยๆ
“ไม่มีใครอยากจะเต้นรำกับขุนนางที่มีแผลไฟไหม้บนหน้าหรอกครับ”เฟอร์ตอบแล้วเริ่มควงไม้เท้าที่เอามาด้วยเล่น
“เฮ้ยๆๆๆๆ! ระวังๆๆๆๆ! จะโดนหน้าชั้นอยู่แล้วนะ! แต่จะว่างั้นก็เถอะ ใครใช้ให้นายเล่นเอาหน้ากากแผลไฟไหม้แบบนั้นแปะหน้าตัวเองเล่า”หนุ่มแว่นเตือนพร้อมกับขยับถอยหลบไม้เท้าที่อีกฝ่ายควงเนื่องจากตนเองอยู่ใกล้อีกฝ่ายมากกว่าผมก่อนจะถามพลางเบ้ปากไปด้วยเมื่อถูกเฟอร์แกล้งด้วยการควงไม้ใส่แบบตั้งใจจนต้องถอยไปเกือบชิดราวระเบียง
“เ้าก็รู้ๆอยู่นี่คลูสยังจะถามอีกนะ” ดยุคหนุ่มว่าแล้วฉีกยิ้มสนุกสนานที่ได้แกล้งอีกฝ่ายก่อนจะเลิกควงแล้วเอามาค้ำไว้เช่นเดิม
“แกล้งกันได้แกล้งกันดีนักนะ...เดี๋ยวชั้นก็ไม่ช่วยซักเลยหรอก...”คลูสบ่นงึมงำแบบไม่เก็บเสียงจนพวกผมสองคนหลุดหัวเราะกับความขี้งอนของอีกฝ่ายเสียงหัวเราะของผมกับเฟอร์ดังอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ผมจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงถามคลูสที่ยังคงหน้าบึ้งอยู่
“คลูสคุณเอาโทรศัพท์กับหูฟังมาหรือเปล่าครับ?”
“เอามาสิมีอะไรล่ะ?”
“ขอยืมมันหน่อยได้ไหมครับผมว่าจะเอาไปฟังเล่นน่ะ”
“เฮ้ๆ! นายจะเอาไปฟังในงานเนี่ยนะ? ตลกเถอะเพื่อนถ้าเป็อย่างงั้นชั้นไม่ให้ยืมแน่” อีกฝ่ายพูดแล้วเบ้ปาก
“ผมจะเอาไปฟังที่สวนต่างหากเล่าในงานมันน่าเบื่อจะตายนี่ครับ”
“เออๆ ก็ได้ๆ เอ้า!”ว่าแล้วอีกฝ่ายก็ยื่นโทรศัพท์มาให้ผม ก่อนจะบอกรหัสผ่านมาทางผมเองก็ใส่ตามที่คลูสบอกแล้วไล่ดูเพลงในเครื่องอีกฝ่ายก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋ากางเกง
“แล้วเ้าจะออกจากงานไปยังไงล่ะนาธาน?เพราะขืนเ้าออกทางประตูละก็ ได้ถูกคนในงานดิสเครดิตแน่”เฟอร์เตือนผมด้วยความหวังดี ทางผมเองก็หาทางเอาไว้แล้วเหมือนกัน
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ”ผมหันไปยิ้มให้กับทั้งสองคนแล้วเริ่มทำการปีนราวระเบียงโดยไม่สนสีหน้าใของเพื่อนทั้งสองเลยแม้แต่น้อย
“เพราะผมคิดได้แล้วยังไงล่ะครับ”สิ้นคำผมก็ะโลงจากระเบียง ร่างของผมร่วงลงมาด้วยความเร็วที่ไม่มากนักเนื่องจากความสูงระหว่างระเบียงกับพื้นมีนประมาณตึกสองชั้นเท่านั้น
ปึก!
ผมลงด้วยท่าชันเข่ากับพื้นหญ้าก่อนที่จะนิ่งไป พร้อมๆกับที่เฟอร์และคลูสะโลงมาถามด้วยความเป็ห่วง
“นาธาน!นายไหวไหม!”
“เฮ้ย!นายตอบพวกชั้นหน่อยสินาธาน!” แม้ว่าทั้งสองจะะโลงมาด้วยน้ำเสียงร้อนใจแค่ไหนก็ตามแต่ผมก็เงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะตอบพวกเขาด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น
“ขะ-ขา...ชาเลยครับ...อูย...”ว่าจบ ดยุคหนุ่มกับผู้ดูแลหอสมุดก็นิ่งค้างอยู่เช่นนั้นก่อนที่ทั้งคู่จะแผดเสียงหัวเราะสมน้ำหน้ากันอย่างเต็มที่
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆ!ใครใช้ให้นายโดดลงไปละวะ! สาวก็ไม่มองนายยังจะทำเท่อีกนะนาธาน!”
“โอย...เราปวดท้องล่ะคลูส...อุ๊บ...หึๆๆๆๆ...”
งานนี้สอนให้รู้ว่า...อย่าได้คิดโดดลงมาจากชั้นสองทำเท่แบบผมนะครับ...ขาชาจนขยับไม่ได้เลยล่ะครับ...อูย...