บทที่8 : วิหารหิมะแห่งผู้กล้า
หิมะโปรยปรายลงจากท้องฟ้าสีเทาอย่างไม่หยุดหย่อนสายลมหนาวพัดแรงจนต้นสนสูงใหญ่เอนตัวไปตามแรงลมคณะเดินทางก้าวไปบนเส้นทางที่ปกคลุมด้วยหิมะหนานุ่มทุกย่างก้าวทิ้งรอยเท้าไว้เื้ั ก่อนจะค่อย ๆ ถูกหิมะที่ตกใหม่กลบจนเลือนหาย มะลิดึงผ้าคลุมขนสัตว์ให้กระชับขึ้นแม้จะสวมเสื้อกันหนาวหลายชั้นแต่ความหนาวของเทือกเขาหิมะนิรันดร์ก็ยังซึมผ่านเข้ามาจนปลายนิ้วชา เฟนริสหมาป่าขาวผู้เฝ้าประตูเดินนำอยู่ด้านหน้าทุกครั้งที่มันก้าวผ่านหิมะที่กองสูงกลับแยกออกเป็ทางเดินราวกับให้เกียรติผู้พิทักษ์แห่งูเา
"สุดยอด..."
ฟินน์อุทาน
"ถ้ามันช่วยเปิดทางแบบนี้ตลอดเราคงเดินง่ายขึ้นเยอะ"
ลูนี่รีบบินไปเกาะบนหัวของเฟนริส
"ั้แ่นี้ข้าขอนั่งฟรีนะ"
เฟนริสสะบัดหัวเบาๆ ลูนี่กลิ้งตกลงบนกองหิมะทันที "โอ๊ย!"
มะลิหัวเราะจนแก้มแดง
"คงต้องขออนุญาตเ้าตัวก่อนนะ"
ลูนี่โผล่หัวขึ้นจากหิมะมีเกล็ดหิมะติดเต็มหน้า
"ข้าคิดว่ามันอนุญาตแล้ว"
เอเดนยกคิ้ว"ถ้าอนุญาต เ้าคงไม่ตก"
ทุกคนหัวเราะพร้อมกัน แม้จะอยู่ท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บแต่เสียงหัวเราะกลับสร้างความอบอุ่นให้การเดินทาง เมื่อเดินทางต่ออีกหลายชั่วโมงหมอกสีขาวก็เริ่มหนาทึบไอริสหยิบเข็มทิศแห่งผู้กล้าขึ้นมา
เข็มสีแดงหมุนช้าๆ ก่อนชี้ตรงไปยังหน้าผาสูง
"เราต้องขึ้นไปทางนั้น"
เอเดนมองหน้าผามันชันจนแทบเป็กำแพงน้ำแข็ง
"ไม่มีทางเดิน"
ฟินน์ถอนหายใจ
"หรือเราต้องปีน"
ทันใดนั้นเฟนริสก็ใช้เท้าหน้าตะกุยพื้นหิมะ ครืน...หิมะสั่นะเื ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่หลายก้อนค่อยๆ เคลื่อนตัวเกิดเป็บันไดธรรมชาติทอดยาวขึ้นไปบนหน้าผา ลูนี่ตาโต "มันทำได้ด้วยเหรอ!"
ไอริสยิ้ม"เฟนริสไม่ได้เป็เพียงผู้เฝ้าประตู" "แต่ยังเป็ผู้พิทักษ์เส้นทางแห่งผู้กล้า"
ทุกคนค่อยๆ ปีนขึ้นไป ยิ่งสูงขึ้นอากาศก็ยิ่งเบาบางมะลิเริ่มหอบ เอเดนจึงหยุดเดิน
"พักก่อน"
มะลิส่ายหน้า
"ฉันยังไหว"
เอเดนมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนยื่นกระติกน้ำอุ่นให้
"ผู้กล้าไม่ใช่คนที่ฝืนตัวเอง"
"แต่เป็คนที่รู้ว่าเมื่อไรควรหยุดพัก"
มะลิรับน้ำมาเธอยิ้มบาง ๆ
"ฉันจะจำไว้"
ไอริสแอบมองทั้งคู่แล้วยิ้มอย่างมีความหมาย
ลูนี่กระซิบกับฟินน์
"สองคนนี้สนิทกันขึ้นทุกวัน"
ฟินน์ยิ้มกว้าง
"ข้าว่าอีกไม่นาน..."
เอเดนหันมาทันที
"ได้ยิน"
ทั้งคู่รีบเงียบกริบ
เมื่อขึ้นถึงยอดหน้าผาทุกคนหยุดหายใจด้วยความตื่นตะลึงเบื้องหน้าคือทะเลสาบน้ำแข็งขนาดมหึมา
ผิวน้ำแข็งใสราวกระจกสะท้อนท้องฟ้าสีคราม ตรงกลางทะเลสาบมีวิหารโบราณสีขาวตั้งตระหง่าน
เสาหินแกะสลักรูปนักรบโบราณเรียงรายอยู่สองข้างยอดวิหารประดับผลึกน้ำแข็งที่ส่องประกายราวดวงดาว เข็มทิศในมือมะลิสั่นเบา ๆ ก่อนหยุดชี้ตรงไปยังวิหาร
"ถึงแล้ว..."
ไอริสกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา
"วิหารหิมะแห่งผู้กล้า"
ขณะที่ทุกคนกำลังจะก้าวลงสู่ทะเลสาบเฟนริสกลับคำรามต่ำ ๆ ครืด... มันยืนขวางทางมะลิ
ดวงตาสีทองจับจ้องไปยังผืนน้ำแข็งเอเดนชักดาบออกทันที
"มีบางอย่างอยู่ข้างใต้"
ทันใดนั้นเกิดเสียงแตกร้าวดังขึ้น แกร๊ก... แกร๊ก... รอยร้าวสีฟ้าวิ่งไปทั่วทะเลสาบอย่างรวดเร็ว
ก่อนที่พื้นน้ำแข็งจะะเิออกตูม!! เงาขนาดมหึมาพุ่งขึ้นจากใต้ทะเลสาบมันคืออสรพิษน้ำแข็งยาวหลายสิบเมตรเกล็ดสีฟ้าขาวสะท้อนแสงแดดดวงตาสีฟ้าส่องประกายเย็นเยียบ มันแผ่แม่เบี้ยสูงเหนือทุกคนก่อนส่งเสียงคำรามกึกก้องฟินน์หน้าซีด "นี่มัน..."
ไอริสรีบเปิดตำราเวทเมื่อเห็นภาพในหนังสือ เธอถึงกับอุทาน
"ไม่จริง..."
"นี่คือ..."
"...ไฮดราแห่งธารน้ำแข็ง"
เอเดนกำดาบแน่นแต่ชายชุดเกราะสีเงินที่ยืนอยู่บนยอดวิหารกลับยังไม่ขยับเขาเพียงเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างสงบนิ่งราวกับกำลังทดสอบบางสิ่ง และในวินาทีนั้นเองอสรพิษน้ำแข็งก็พุ่งเข้าหามะลิด้วยความเร็วเหนือสายตา!
.................
เสียงคำรามของไฮดราแห่งธารน้ำแข็งดังกึกก้องไปทั่วหุบเขาตูม!! ลำตัวขนาดมหึมาพุ่งทะลุน้ำแข็งขึ้นมา
เกล็ดสีฟ้าขาวสะท้อนแสงอาทิตย์จนแสบตาเศษน้ำแข็งนับพันชิ้นกระเด็นไปทั่วบริเวณ มะลิยืนนิ่งด้วยความใทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะตั้งตัว
"มะลิ!"
เอเดนะโสุดเสียงเขาพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว คว้าตัวมะลิกลิ้งหลบไปด้านข้าง เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา
กรงเล็บมหึมาของไฮดราฟาดลงบนพื้นตูม! แผ่นน้ำแข็งแตกกระจายเป็วงกว้างเกิดหลุมลึกจนมองไม่เห็นก้น ลมเย็นจัดพุ่งขึ้นมาจากเบื้องล่างมะลิหอบหายใจแรงหัวใจเต้นไม่เป็จังหวะ
"ขอบคุณ..."
เอเดนพยักหน้าสั้นๆ
"อย่าเสียสมาธิ"
"มันยังไม่จบ"
เฟนริสกระโจนออกไปยืนขวางหน้าคณะเดินทางมันแยกเขี้ยว ส่งเสียงคำรามต่ำ ๆ ขนสีขาวทั่วตัวเปล่งประกายราวกับหิมะต้องแสงจันทร์ไฮดราหรี่ตาลงก่อนจะคำรามตอบราวกับสัตว์ผู้พิทักษ์ทั้งสองกำลังสื่อสารกันด้วยภาษาที่มนุษย์ไม่เข้าใจ
ลูนี่กระซิบเบาๆ "พวกมันกำลังทะเลาะกันหรือเปล่า"
ไอริสส่ายหน้า"ไม่..."
"พวกมันกำลังทดสอบกัน"
ทันใดนั้นไฮดราก็พ่นลำแสงน้ำแข็งออกจากปาก ฟิ้ววว!! ลำแสงสีฟ้าพุ่งตรงมายังคณะเดินทาง
ไอริสรีบยกคทาขึ้น"ม่านแห่งปัญญา!" วงเวทสีฟ้าขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ปัง! ลำแสงปะทะม่านเวทอย่างรุนแรงพื้นน้ำแข็งใต้เท้าของทุกคนสั่นะเื ไอริสกัดฟันเหงื่อเริ่มไหลทั้งที่อากาศหนาวจัด
"เวทของมัน..."
"แข็งแกร่งกว่าที่ตำราบันทึกไว้"
มะลิเห็นไอริสเริ่มรับไม่ไหวเธอรีบวางมือบนไหล่ของหญิงสาวเมล็ดดาวแห่งความหวังเปล่งแสงสีทอง
พลังอันอบอุ่นไหลเข้าสู่ม่านเวทรอยแตกร้าวค่อย ๆ สมานตัว
ไอริสยิ้ม "ขอบใจ"
เอเดนฉวยจังหวะนั้นพุ่งเข้าโจมตีดาบสีเงินวาดเป็เส้นแสง ฉัวะ! คมดาบเฉือนเกล็ดน้ำแข็งของไฮดรา
เกิดประกายไฟสว่างวาบแต่กลับทิ้งไว้เพียงรอยขีดสีขาวบาง ๆ
ฟินน์อุทาน
"เกล็ดมันแข็งขนาดนั้นเลยหรือ"
เอเดนะโถอยกลับสีหน้าจริงจังกว่าเดิม
"มันไม่ใช่อสูรธรรมดา"
"มันถูกสร้างขึ้นด้วยเวทโบราณ"
บนยอดวิหารชายชุดเกราะสีเงินยังคงยืนมองอยู่ เขาไม่คิดจะเข้ามาช่วยเพียงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นที่ก้องไปทั่วทะเลสาบ
"ผู้ใดหวังเมล็ดดาวแห่งความกล้าหาญ..."
"ต้องเรียนรู้เสียก่อนว่า..."
"ความกล้าหาญมิใช่การวิ่งเข้าหาศัตรูโดยไร้ความคิด"
"แต่คือการมองเห็นความจริง..."
"...ที่ซ่อนอยู่หลังความหวาดกลัว"
มะลิได้ยินแล้วชะงักเธอหันกลับไปมองไฮดราอีกครั้งแม้มันจะคำรามอย่างน่ากลัว แต่ดวงตาสีฟ้าของมัน
กลับเต็มไปด้วยความเศร้าราวกับกำลังทุกข์ทรมาน
"เดี๋ยวก่อน!"
มะลิะโ
"ทุกคนหยุดโจมตีก่อน!"
ลูนี่ถึงกับอ้าปากค้าง
"ตอนนี้เนี่ยนะ!"
เอเดนลังเลแต่ก็ลดดาบลงเขาเชื่อในสัญชาตญาณของมะลิ มะลิค่อย ๆ เดินเข้าไปหาไฮดรา
ทีละก้าว...ทีละก้าว... ทุกคนมองอย่างลุ้นระทึก เฟนริสเองก็ไม่ได้ขยับราวกับรู้ว่ามะลิกำลังทำสิ่งที่ถูกต้องเมื่อเข้าไปใกล้มะลิจึงเห็นสิ่งหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้เกล็ดบริเวณลำคอของไฮดรามีเศษผลึกสีดำฝังอยู่
ผลึกนั้นปล่อยหมอกสีดำออกมาตลอดเวลาไฮดราส่งเสียงครางเบา ๆ เหมือนกำลังร้องขอความช่วยเหลือ
มะลิกระซิบ
"เธอไม่ได้อยากทำร้ายเรา..."
"...เธอกำลังเจ็บ"
ไอริสรีบเปิดตำราก่อนอุทาน
"ผลึกคำสาป!"
"มีคนใช้เวทเงาครอบงำผู้พิทักษ์!"
เอเดนขมวดคิ้ว
"วาร์คัส..."
มะลิส่ายหน้า"ไม่ใช่เวลาหาคนผิด"
"เราต้องช่วยเธอก่อน"
มะลิยื่นมือออกไปอย่างช้าๆ เมล็ดดาวแห่งความหวังเปล่งแสงอบอุ่น ไฮดราสั่นไปทั้งตัวผลึกสีดำเริ่มแตกร้าว แต่ในวินาทีนั้นเองลูกศรสีดำดอกหนึ่งกลับพุ่งมาจากหน้าผาด้านไกล ฟิ้ว!
เอเดนะโ"ระวัง!"
ลูกศรพุ่งตรงไปยังมะลิทว่าก่อนที่มันจะถึงตัว ชายชุดเกราะสีเงินบนยอดวิหารก็หายวับจากที่เดิม
เพียงพริบตาเดียวเขามาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้ามะลิเคร้ง!! เขาใช้ดาบเล่มใหญ่ปัดลูกศรสีดำจนแตกเป็ผุยผง ทั้งสนามรบตกอยู่ในความเงียบชายชุดเกราะหันกลับมามองมะลิเป็ครั้งแรกดวงตาสีแดงเข้มของเขาไม่ได้ดุดันแต่กลับสงบนิ่ง เขาเอ่ยเพียงประโยคเดียว
"ดูเหมือน..."
"...บททดสอบของเ้าจะเริ่มเร็วกว่าที่ข้าคิด"
แล้วเขาก็เงยหน้ามองไปยังหน้าผาอีกฟาก
ที่นั่น...มีชายสวมหน้ากากสีดำถือคันธนูยืนอยู่พร้อมอีกาดำหลายสิบตัวบินวนเหนือศีรษะ เขาหัวเราะ เบา ๆ ก่อนกล่าวว่า "ข้ามารับของที่นายของข้า้า"
"และครั้งนี้..."
"...จะไม่มีใครช่วยพวกเ้าได้"
.................
สายลมเหนือทะเลสาบน้ำแข็งพัดรุนแรงขึ้นหิมะปลิววนจนบดบังทัศนวิสัยชายสวมหน้ากากสีดำบนหน้าผาค่อย ๆ ลดคันธนูลง ก่อนยกมือขึ้นช้า ๆ อีกาดำหลายสิบตัวส่งเสียงร้องแหลม"ก๊า!" "ก๊า!" พวกมันทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนรวมตัวกันเป็เมฆสีดำขนาดใหญ่ แสงอาทิตย์ที่เคยส่องลงมายังทะเลสาบค่อย ๆถูกบดบัง อุณหภูมิลดต่ำลงอีกหลายองศา ฟินน์มองขึ้นไปด้วยความหวาดหวั่น
"มันควบคุมฝูงอีกาได้..."
ไอริสรีบเปิดตำราเวทอย่างรวดเร็วเมื่อพลิกไปถึงหน้าหนึ่งเธอก็สูดลมหายใจลึก
"ไม่ดีแล้ว..."
"เขาเป็หนึ่งในแม่ทัพเงา"
เอเดนถามทันที
"เ้ารู้จักหรือ"
ไอริสพยักหน้า
"จากบันทึกโบราณ..."
"ชายผู้ใช้คันธนูแห่งความมืด"
"ผู้ไม่เคยยิงพลาดแม้แต่ครั้งเดียว"
"ชื่อของเขาคือ..."
"...เรเวน"
ชายสวมหน้ากากหัวเราะเบาๆ
"นานแล้ว..."
"...ที่ไม่มีใครเรียกชื่อข้า"
เขาค่อยๆ ถอดหน้ากากออกเผยใบหน้าของชายวัยประมาณสามสิบปี มีรอยแผลพาดผ่านแก้มซ้าย
ดวงตาสีดำสนิทไร้ประกายเขายิ้มแต่รอยยิ้มนั้นกลับเย็นเยียบจนน่าหวาดหวั่น ขณะเดียวกันชายชุดเกราะสีเงินที่ช่วยมะลิไว้เมื่อครู่ก็หันกลับมาอย่างสงบนิ่ง เขาปักดาบเล่มใหญ่ลงบนพื้นน้ำแข็ง
"ข้าชื่อ..."
"...ไครอส"
"ผู้พิทักษ์วิหารหิมะแห่งผู้กล้า"
เขาหันมองมะลิ
"และเป็ผู้เฝ้ารอ..."
"...ผู้ถือเมล็ดดาวแห่งความหวัง"
มะลิโค้งศีรษะอย่างสุภาพ
"ยินดีที่ได้พบค่ะ"
ไครอสยิ้มบางๆ
"ความอ่อนโยน..."
"คือสิ่งที่โลกนี้กำลังขาด"
เอเดนก้าวเข้ามาทันทีที่ทั้งสองสบตากันบรรยากาศรอบตัวกลับเปลี่ยนไป
เอเดนกล่าวขึ้นช้าๆ
"เราเคยพบกันมาก่อน"
ไครอสพยักหน้า
"สิบปีก่อน"
"เ้ามาที่วิหารแห่งนี้"
"แต่สอบไม่ผ่าน"
ทุกคนหันมองเอเดนด้วยความใลูนี่อ้าปากกว้าง "หา!"
"พี่เอเดนเคยแพ้ด้วยหรือ"
ฟินน์รีบเอามือปิดปากลูนี่
เอเดนถอนหายใจ
"ใช่..."
"ครั้งนั้น..."
"ข้าแพ้ให้กับความกลัวของตัวเอง"
เรเวนหัวเราะเสียงดัง
"ช่างน่าประทับใจ"
"ได้ฟังเื่ในอดีตของวีรบุรุษ"
"แต่ข้าไม่มีเวลารอฟังต่อ"
เขาดึงสายธนูอีกครั้งคราวนี้...ลูกศรสีดำสามดอก
ปรากฏขึ้นพร้อมกันทุกดอกอัดแน่นด้วยพลังเงา
ฟินน์หน้าซีด
"ยิงพร้อมกันสามดอก!"
เรเวนปล่อยสายธนูฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ลูกศรพุ่งตรงมายังคณะเดินทางจากสามทิศทาง ไครอสก้าวออกไปเพียงก้าวเดียวเขาชักดาบออกจากฝักด้วยความเร็วที่แทบมองไม่เห็น ฉับ! ฉับ! ฉับ! ลูกศรทั้งสามแตกเป็ละอองสีดำกลางอากาศหิมะรอบตัวหยุดนิ่งชั่วขณะ มะลิแทบไม่เห็นการเคลื่อนไหวของเขา
ลูนี่กระซิบ"เมื่อกี้..."
"เขาชักดาบแล้วหรือ"
เอเดนยิ้มมุมปาก"เร็วกว่าเมื่อสิบปีก่อนอีก"
เรเวนเริ่มมีสีหน้าจริงจัง
"สมกับผู้พิทักษ์วิหาร"
"แต่ถ้าเป็แบบนี้ล่ะ"
เขาเป่านกหวีดสั้นๆ เสียงแหลมก้องไปทั่วหุบเขา ทันใดนั้นเงาดำหลายร่างก็โผล่ออกมาจากใต้หิมะ
อัศวินชุดเกราะสีดำกว่ายี่สิบคนลุกขึ้นพร้อมกันดวงตาเปล่งแสงสีม่วงถือดาบน้ำแข็งสีดำ ฟินน์ถอยหลังหนึ่งก้าว "พวกมันซ่อนอยู่ใต้หิมะ!"
ไอริสกัดฟัน
"กองทัพเงา..."
"พวกมันเตรียมการไว้ล่วงหน้า"
ไฮดราแห่งธารน้ำแข็งยังคงทรมานผลึกคำสาปที่คอเริ่มปล่อยหมอกดำมากขึ้นมันส่งเสียงร้องด้วยความเ็ป มะลิมองอย่างลังเล ถ้าเธอเข้าไปช่วยไฮดรา เพื่อน ๆจะต้องสู้กับกองทัพเงาโดยไม่มีเธอ
แต่ถ้าเธอช่วยต่อสู้ไฮดราอาจถูกคำสาปกลืนกินจนไม่เหลือสติไครอสหันมาหาเธอราวกับอ่านความคิดได้
"จำคำของข้าไว้"
"ผู้กล้า..."
"ไม่ใช่ผู้ที่เอาชนะศัตรูได้มากที่สุด"
"แต่คือผู้ที่เลือกปกป้องสิ่งสำคัญ"
มะลิค่อยๆ หลับตาสูดลมหายใจลึกเมื่อนึกถึงคำพูดนั้นเธอก็ยิ้มออกมาก่อนหันไปหาเอเดน
"ฝากทุกคนด้วยนะ"
เอเดนมองเธอเพียงครู่เดียวแล้วพยักหน้า
"ข้าจะเปิดทางให้"
ฟินน์ชูธนูขึ้น
"ผมจะช่วย!"
ลูนี่สูดลมหายใจลึก
"ถึงจะกลัว..."
"...แต่ข้าจะไม่หนี!"
ไอริสยกคทาขึ้น
"พวกเราจะซื้อเวลาให้"
มะลิยิ้มอย่างอบอุ่นนี่คือความรู้สึกที่ต่างจากวันแรกที่เธอมาถึงโลกแห่งนี้ เมื่อก่อน...เธอเดินเพียงลำพัง
แต่วันนี้...เธอมีเพื่อนที่พร้อมเชื่อใจและยืนเคียงข้างเธอวิ่งตรงไปหาไฮดรา ขณะที่ด้านหลัง เอเดน ไครอส ฟินน์ ลูนี่ และไอริส เข้าปะทะกับกองทัพเงาอย่างเต็มกำลังเสียงดาบ เสียงเวทมนตร์ และเสียงคำรามดังก้องไปทั่ววิหารหิมะ แต่ในขณะที่มะลิเอื้อมมือไปยังผลึกคำสาป...ผลึกสีดำกลับแตกออกเองและมีเสียงหัวเราะแหบแห้งดังออกมาจากภายใน
"ช้าเกินไป..."
หมอกสีดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนรวมตัวเป็ใบหน้าขนาดมหึมาดวงตาสีแดงคู่หนึ่งค่อย ๆ ลืมขึ้น
แม้จะเป็เพียงเงา...แต่พลังที่แผ่ออกมากลับทำให้ทุกคนหยุดหายใจเรเวนรีบคุกเข่าลงทันทีพร้อมกล่าวด้วยความเคารพ
"ขอต้อนรับ..."
"...นายท่าน"
....................
หมอกสีดำพวยพุ่งขึ้นจากผลึกคำสาปมันหมุนวนเหนือท้องฟ้าราวกับพายุก่อนจะรวมตัวเป็ใบหน้าขนาดมหึมาดวงตาสีแดงเพลิงคู่หนึ่งค่อย ๆ เปิดขึ้น เพียงสายตาคู่นั้นกวาดมองลงมา...ทุกสิ่งก็ราวกับหยุดนิ่งสายลมเงียบลง เกล็ดหิมะลอยค้างกลางอากาศ แม้แต่ไฮดราที่ยังคำรามด้วยความเ็ปก็หยุดดิ้นชั่วขณะ มะลิรู้สึกเหมือนมีูเาทั้งลูกกดทับอยู่บนบ่าเธอหายใจแทบไม่ออกลูนี่ตัวสั่นจนปีกหุบแนบลำตัว ฟินน์กำคันธนูแน่นแต่ขาทั้งสองกลับสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ไอริสพยายามร่ายเวทป้องกัน
ทว่าอักขระเวทกลับแตกสลายทันทีที่ปรากฏ
"นี่คือ..."
เธอกระซิบด้วยเสียงสั่น
"...แรงกดดันของาาแห่งเงา"
เรเวนคุกเข่าลงอัศวินเงาทั้งหมดก็คุกเข่าตามไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้าขึ้นเสียงของเงาปริศนาดังสะท้อนราวกับมาจากทั่วทั้งหุบเขา
"ผ่านมาหลายร้อยปี..."
"เมล็ดดาวยังคงเลือกผู้สืบทอด"
ดวงตาสีแดงหันมาหยุดที่มะลิ
"เด็กน้อยจากต่างโลก..."
"เ้าจะรับภาระนี้ไหวหรือ"
มะลิสูดลมหายใจลึกแม้จะหวาดกลัวแต่เธอไม่หลบสายตา
"ฉันไม่รู้ว่าจะทำได้หรือไม่"
"แต่ฉันจะไม่ทอดทิ้งคนที่กำลังเดือดร้อน"
คำตอบนั้นทำให้ดวงตาสีแดงหรี่ลงเล็กน้อยราวกับประหลาดใจไครอสเดินมายืนข้างมะลิ ดาบใหญ่ในมือปักลงบนพื้นน้ำแข็ง
"พอแล้ว"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ที่นี่คือวิหารแห่งผู้กล้า"
"ต่อให้เป็เพียงเงาของเ้า..."
"...ก็ไม่มีสิทธิ์ล่วงล้ำ"
ทันใดนั้นตราสัญลักษณ์รูปดวงดาวบนพื้นวิหารก็ส่องสว่าง แสงสีเงินพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ากลายเป็ม่านพลังมหึมาที่ปกคลุมทั่วทะเลสาบใบหน้าของาาแห่งเงาเริ่มเลือนราง เสียงหัวเราะแ่เบาดังขึ้น
"ไครอส..."
"เ้ายังดื้อรั้นเหมือนเดิม"
ไครอสไม่ตอบเพียงยืนมั่นคงดั่งภูผาขณะเดียวกันไฮดราส่งเสียงร้องอย่างทรมาน ผลึกคำสาปแตกออกครึ่งหนึ่ง แต่เศษผลึกส่วนสุดท้ายยังฝังอยู่ลึกภายในร่างไอริสรีบเปิดตำราโบราณ
"ผลึกนี้เชื่อมกับหัวใจของผู้พิทักษ์"
"ถ้าดึงออกแรงๆ..."
"...ไฮดราจะตาย"
มะลิก้มมองเมล็ดดาวบนหน้าอกแสงสีทองเต้นเป็จังหวะราวกับกำลังตอบสนองต่อบางสิ่ง เฟนริสเดินเข้ามาใช้จมูกแตะมือของเธอเบาๆ จากนั้นก็เงยหน้ามองไปยังวิหาร ไครอสยิ้มบาง ๆ
"ในที่สุด..."
"พวกมันก็ยอมรับเ้า"
ไครอสยกมือขึ้นประตูวิหารค่อย ๆ เปิดออก ภายในห้องโถงกลางมีแท่นหินสีขาวตั้งอยู่เหนือแท่นนั้น
ผลึกสีแดงเข้มขนาดเท่ากำปั้นลอยอยู่กลางอากาศภายในผลึกมีประกายแสงคล้ายเปลวไฟ
ไอริสแทบหยุดหายใจ
"เมล็ดดาว..."
"...แห่งความกล้าหาญ"
ทันทีที่มะลิก้าวเข้าไปผลึกก็เปล่งแสงสว่างจ้าแต่แล้ว...แสงกลับดับลง ผลึกไม่เคลื่อนเข้าหาเธอกลับลอยนิ่งอยู่กับที่
ลูนี่เอียงคอ"มันไม่เลือกมะลิเหรอ"
ไครอสส่ายหน้า
"ไม่ใช่"
"เมล็ดดาวแห่งความกล้าหาญ..."
"ไม่เคยมอบตัวเองให้ใครง่ายๆ"
ไครอสหันไปมองทุกคนก่อนกล่าวช้า ๆ
"ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด"
"คิดว่าความกล้าหาญคือการไม่กลัว"
เขาส่ายหน้า
"แต่แท้จริงแล้ว..."
"ความกล้าหาญคือการยอมก้าวต่อไป..."
"...แม้หัวใจจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัว"
มะลินิ่งคิดเธอนึกถึงวันที่จากโลกเดิมวันที่ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ วันที่ต้องต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า
ทุกครั้ง...เธอกลัวเสมอแต่ก็ยังเดินต่อเธอค่อย ๆ วางฝ่ามือลงบนผลึก
"ฉันยังกลัว"
"กลัวว่าจะช่วยทุกคนไม่ได้"
"กลัวว่าจะทำให้เพื่อนผิดหวัง"
น้ำตาค่อยๆ เอ่อขึ้นในดวงตา
"แต่ถึงอย่างนั้น..."
"...ฉันก็จะเดินต่อ"
ทันทีที่คำพูดสุดท้ายจบลงผลึกสีแดงก็เปล่งแสงสว่างราวกับดวงอาทิตย์ลำแสงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเสียงระฆังโบราณดังสะท้อนจากทั่วทั้งเทือกเขาเมล็ดดาวแห่งความกล้าหาญลอยเข้าหามะลิก่อนหลอมรวมเข้ากับเมล็ดดาวแห่งความหวังแสงสีทองและสีแดงหมุนวนเข้าหากันเกิดเป็สัญลักษณ์รูปดาวหกแฉกบนหลังมือขวาของเธอในขณะเดียวกันผลึกคำสาปที่คอของไฮดราก็แตกสลายเป็ผงหมาป่าเฟนริสส่งเสียงหอนด้วยความยินดี ไฮดราค่อยๆ ก้มศีรษะลงต่อหน้ามะลิดวงตาของมันกลับมาเป็สีฟ้าใสอีกครั้ง เรเวนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดสีหน้าของเขาเปลี่ยนไป
"ไม่น่าเชื่อ..."
"นายท่านประเมินนางต่ำเกินไป"
เขาเป่านกหวีดอีกครั้งอัศวินเงาทั้งหมดสลายกลายเป็หมอกดำ ร่างของเรเวนค่อย ๆ เลือนหาย
แต่ก่อนจากไปเขาหันมายิ้มให้มะลิ
"จงดีใจเสียตอนนี้"
"เพราะการเมล็ดดาวดวงที่สอง..."
"...ทำให้เ้ากลายเป็เป้าหมายของแม่ทัพเงาทั้งเจ็ด"
เขาหายไปพร้อมเสียงหัวเราะ
พายุหิมะสงบลงแสงอาทิตย์ส่องผ่านเมฆอีกครั้งไครอสมองมะลิด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
"จากวันนี้..."
"เ้ามิใช่เพียงผู้ถือเมล็ดดาวแห่งความหวัง"
"แต่เป็ผู้สืบทอดแห่งดวงดาวสองดวง"
เขาคุกเข่าลงเช่นเดียวกับเฟนริส
แม้เอเดนไอริส ฟินน์ และลูนี่จะใ ไครอสกล่าวอย่างหนักแน่น
"ข้าขอถวายสัตย์"
"ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ"
"ดาบของข้าจะปกป้องผู้ถูกเลือกแห่งเมล็ดดาว"
มะลิรีบเข้าไปประคองเขา
"ไม่ต้องคุกเข่าหรอก"
"เราเป็เพื่อนร่วมทางกัน"
ไครอสยิ้มเป็ครั้งแรกเป็รอยยิ้มที่ทำให้นักรบผู้แข็งแกร่งดูอบอุ่นขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
แต่ในเวลาเดียวกัน...
ณปราสาทสีดำที่อยู่ไกลออกไปาาแห่งเงาลืมตาขึ้นในห้องบัลลังก์เบื้องหน้าของเขามีบัลลังก์หินอีกหกตัวที่ยังว่างเปล่าเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
"เรียกประชุม..."
"แม่ทัพเงาทั้งเจ็ด"
"เกมล่าผู้ถือเมล็ดดาว..."
"...เริ่มต้นได้แล้ว"
เปลวไฟสีดำลุกโชนขึ้นทั่วห้องและเงาของบุคคลทั้งเจ็ด...ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละคน
.......................
จบบทที่ 8