ความเดิมตอนที่แล้ว
หญิงสาวคนหนึ่งลืมตาตื่นขึ้นกลางทุ่งดอกเดซี่สีขาวอันกว้างใหญ่ หลังประสบอุบัติเหตุจากการช่วยลูกแมวกลางถนน เธอเชื่อว่าตัวเองเสียชีวิตแล้ว และระหว่างเดินสำรวจสถานที่แห่งนั้น เธอก็พบชายหนุ่มรูปงามกำลังหลับอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่...
ผมลืมตาขึ้นมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย
สิ่งแรกที่เห็นคือท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต สายลมอ่อนพัดผ่านใบหน้าอย่างแ่เบา กลิ่นหอมสะอาดของดอกไม้ลอยปะปนมากับอากาศ รอบตัวผมเต็มไปด้วยทุ่งดอกเดซี่สีขาวที่บานสะพรั่งไกลสุดสายตา สีขาวนวลของกลีบดอกไม้ตัดกับท้องฟ้าและแนวูเาที่ตั้งเรียงรายอยู่เบื้องหน้า งดงามจนแทบไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่จริง
“ที่นี่...มันคือที่ไหนกันนะ”
ผมพึมพำกับตัวเอง ขณะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ความเงียบสงบของสถานที่แห่งนี้ทำให้ผมรู้สึกแปลกประหลาด ทั้งผ่อนคลายและไม่สบายใจในเวลาเดียวกัน ผมพยายามนึกถึงเื่ก่อนหน้านี้ ภาพสุดท้ายที่จำได้คือห้องซ้อม กลิ่นเหงื่อ เสียงเพลงที่ดังซ้ำไปซ้ำมา และร่างกายของผมที่เคลื่อนไหวตามจังหวะจนแทบไม่รู้สึกถึงขาของตัวเอง ผมกับเพื่อน ๆ กำลังซ้อมเต้นกันอย่างหนักเหมือนทุกวัน จากนั้นภาพตรงหน้าก็ดับวูบไป
แล้วผมก็ตื่นขึ้นมาที่นี่
“นี่เรา...เหนื่อยเกินไปจนวูบไปสินะ”
ผมลองหาเหตุผลให้กับตัวเอง บางทีตอนนี้ผมอาจกำลังหลับอยู่ในห้องซ้อม หรือไม่ก็ถูกใครสักคนพาไปพัก ส่วนสถานที่ตรงหน้านี้คงเป็แค่ความฝัน เป็ภาพที่สมองสร้างขึ้นมาเพราะร่างกายของผม้าพักผ่อนมากเกินไป เพื่อพิสูจน์ความคิดนั้น ผมยกมือขึ้นตบแก้มตัวเองเบา ๆ
ไม่เจ็บ
ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกปนขำ
“ฝันจริง ๆ ด้วยสินะ”
ถ้าที่นี่เป็ความฝันจริง ๆ ก็คงเป็ฝันที่ดีมาก ดีเสียจนผมไม่อยากรีบตื่นเลยด้วยซ้ำ
ผมเดินไปตามทางที่ไม่มีทาง ร่างกายเคลื่อนผ่านทุ่งดอกเดซี่อย่างช้า ๆ ปลายนิ้วแตะกลีบดอกไม้บางเบาที่ไหวตามแรงลม ทุกอย่างรอบตัวดูสงบจนแทบไม่น่าเชื่อ ในโลกแห่งความจริง ผมแทบไม่มีเวลาแม้แต่จะหายใจให้เต็มปอด ทุกวันเต็มไปด้วยตารางซ้อม เสียงครูฝึก คำตำหนิ และความคาดหวังที่กดทับอยู่บนบ่าตลอดเวลา
ผมเป็เด็กฝึกในค่ายแห่งหนึ่ง
ผมกับเพื่อน ๆ ต่างพยายามอย่างหนักเพื่อโอกาสที่จะได้เดบิวต์เป็ศิลปิน ทุกคนรู้ดีว่าเส้นทางนี้ไม่ง่าย มีคนมากมายที่อยากยืนอยู่ตรงนั้น บนเวที ท่ามกลางแสงไฟและเสียงกรีดร้องของผู้คน แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะไปถึง ผมเหนื่อย ท้อ และบางครั้งก็เจ็บจนแทบไม่อยากลุกขึ้นยืน แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่เคยคิดจะยอมแพ้ เพราะถ้าเลือกทางนี้แล้ว ผมก็อยากไปให้สุด
ผมเดินมาหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่บนเนินเล็ก ๆ ร่มเงาของมันทอดคลุมพื้นหญ้าเย็นสบาย ผมนั่งลงพิงลำต้น หลับตา แล้วปล่อยให้ลมอ่อน ๆ พัดผ่านใบหน้า
“อ่า...แบบนี้สินะ ที่เขาเรียกว่าธรรมชาติบำบัด”
ผมยิ้มกับตัวเอง ความตึงเครียดที่สะสมอยู่ในร่างกายเหมือนค่อย ๆ คลายออกทีละนิด แม้จะรู้ว่านี่เป็แค่ความฝัน แต่กลิ่นดอกไม้ สายลม และแสงแดดอุ่น ๆ กลับชัดเจนเสียจนเหมือนเป็เื่จริง
ถ้าตอนนี้มีสมุดกับปากกาสักเล่ม คงได้เพลงใหม่หลายเพลงแน่ ๆ
เพียงแค่นึกถึง สมุดเล่มหนึ่งกับปากกาด้ามหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนตักของผมทันที
“เฮ้ย!”
ผมสะดุ้งจนเกือบทำของในมือตก สายตาจ้องสมุดกับปากกาอย่างไม่อยากเชื่อ เมื่อครู่มันยังไม่มีอยู่ตรงนี้ แต่ตอนนี้กลับวางอยู่บนตักผมราวกับมีใครเอามาวางไว้ให้ ผมหันซ้ายหันขวา ไม่มีใคร ความเงียบตอบกลับมาแทนคำอธิบาย
“เจ๋งแฮะ...อยากได้อะไรก็ออกมาจริง ๆ ด้วย”
ผมหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้อีกครั้งว่านี่คือความฝัน ถ้าในความฝันจะมีอะไรแปลก ๆ เกิดขึ้นก็คงไม่ใช่เื่น่าในัก และถ้าที่นี่สามารถเนรมิตของที่้าได้ตามใจจริง ๆ ก็คงเป็สถานที่ที่ดีเกินกว่าจะปล่อยให้ผ่านไปเฉย ๆ
ผมเปิดสมุด หยิบปากกาขึ้นมา แล้วเริ่มเขียนบางประโยคที่ลอยเข้ามาในหัว ทำนองบางอย่างเกิดขึ้นพร้อมกับเสียงลม ผมฮัมมันออกมาเบา ๆ ระหว่างเขียนเนื้อเพลงลงบนหน้ากระดาษ ความสงบของที่นี่ทำให้ความคิดไหลลื่นกว่าทุกครั้ง ไม่มีเสียงเร่ง ไม่มีสายตากดดัน ไม่มีคำว่า “ต้องทำให้ดีขึ้นอีก” มีเพียงผม ทุ่งดอกไม้ และเพลงที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจ
ผมไม่รู้ว่าตัวเองนั่งอยู่ตรงนั้นนานเท่าไร แสงแดดยังคงอ่อนโยนเหมือนเดิม สายลมยังพัดด้วยจังหวะเดิม และทุ่งดอกเดซี่ก็ยังไหวเอนอย่างสงบเหมือนเดิมทุกอย่าง ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่มีนาฬิกา ไม่มีเวลา และไม่มีสิ่งใดจำเป็ต้องเร่งรีบ
สายลมอ่อนพัดมากระทบใบหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า เปลือกตาเริ่มหนักขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ผมตั้งใจจะพักสายตาแค่ครู่เดียว แต่ความเงียบสงบของสถานที่แห่งนี้กลับดึงให้ผมจมลงไปในห้วงนิทราอย่างง่ายดาย
ก่อนที่เสียงฝีเท้าเบา ๆ จะดังเข้ามาใกล้
ผมรู้สึกตัว แต่ไม่ได้ลืมตา เสียงนั้นหยุดอยู่ไม่ไกลจากผมมากนัก ตามมาด้วยเสียงหวาน ๆ ของใครบางคน
“อุ๊ย...มีคนอยู่ด้วยเหรอ”
เสียงผู้หญิง?
ผมนิ่งฟังต่อโดยยังแกล้งหลับอยู่ ความสงสัยทำให้ผมไม่อยากลืมตาขึ้นมาในทันที เสียงฝีเท้าของเธอเบาลง เหมือนเ้าตัวพยายามย่องเข้ามาใกล้ที่สุดโดยไม่ให้ผมรู้ตัว แต่ยิ่งเธอเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมอ่อน ๆ บางอย่างก็ยิ่งชัดเจนขึ้น เป็กลิ่นหวานสะอาดคล้ายดอกไม้ปนแสงแดด
เธอหยุดอยู่ตรงหน้าผม
ใกล้มากเสียจนผมััได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่แ่ผ่านอากาศ
ผมต้องกลั้นยิ้ม
ผู้หญิงคนนี้เข้ามาใกล้ผมขนาดไหนกันนะ ถ้าผมลืมตาตอนนี้ เธอจะใจนวิ่งหนีไปเลยหรือเปล่า
“มะ...แม่เ้า”
เสียงของเธอเบาจนเหมือนพูดกับตัวเอง แต่ผมได้ยินชัดทุกคำ
“นี่คนจริง ๆ หรือว่าเทวดาที่ดูแล์กันเนี่ย ั้แ่เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นคนหล่อขนาดนี้...นี่น่ะเหรอที่เขาเรียกว่าเทวดา”
คราวนี้ผมเกือบหลุดหัวเราะออกมาจริง ๆ คำชมที่ตรงไปตรงมาจนไม่ทันตั้งตัวทำให้มุมปากของผมขยับอย่างควบคุมไม่ได้ น้ำเสียงของเธอมีทั้งความใ ความตื่นเต้น และความจริงใจแบบที่ฟังแล้วนึกภาพสีหน้าของเ้าตัวออกทันที ทั้งที่ยังไม่ได้เห็นหน้า
ผู้หญิงคนนี้...ตลกดีแฮะ
ผมยังคงหลับตา แกล้งนิ่งเหมือนไม่รับรู้อะไร ทั้งที่ในใจเริ่มอยากเห็นหน้าคนพูดเต็มที แล้วจู่ ๆ แสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้ก็อุ่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนเงาบางอย่างจะทอดลงบนใบหน้าผม
เธอยกมือขึ้นบังแดดให้
“เ้าแดดบ้า คนเขากำลังนอน อย่าส่องมาสิ”
เท่านั้นเอง ผมก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เสียงหัวเราะหลุดออกจากปากทันที
“ฮ่า ๆ”
“ว้าย!”
เธอสะดุ้งจนถอยหลังไปเล็กน้อย เสียงหวานเปลี่ยนเป็ตื่นตระหนกในพริบตา
“นะ...นี่คุณ ตื่นอยู่แล้วเหรอ”
ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
และวินาทีนั้นเอง ทุกอย่างรอบตัวเหมือนเงียบลงไปชั่วขณะ
หญิงสาวตรงหน้ากำลังมองผมด้วยดวงตากลมโตสดใส แก้มนวลของเธอขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากอมชมพูเม้มเข้าหากันเหมือนทำอะไรไม่ถูก ผมสีแดงเชอร์รี่ของเธอสยายอยู่รอบกรอบหน้า ตัดกับผิวขาวอมชมพูจนดูสะดุดตาอย่างประหลาด
ผมเคยเจอผู้หญิงสวยมามากมาย ทั้งในค่าย ทั้งตามงานต่าง ๆ จนแทบไม่เคยรู้สึกแปลกใจกับหน้าตาของใครอีก แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับให้ความรู้สึกแตกต่างออกไป ไม่ใช่เพราะความสวยเพียงอย่างเดียว หากเป็ดวงตาที่สดใส รอยยิ้มที่จริงใจ และท่าทางซุ่มซ่ามของเธอต่างหาก ที่ทำให้ผมเผลอมองอยู่หลายวินาที
ั้แ่ลืมตามาในสถานที่แห่งนี้ ผมคิดว่าตัวเองคงอยู่เพียงลำพังเสียแล้ว แต่พอเธอปรากฏตัวขึ้น สถานที่อันว่างเปล่ากลับดูมีชีวิตขึ้นมาอย่างประหลาด
ผมมองเธอนานเกินไป จนเธอเริ่มกะพริบตาถี่ ๆ แล้วหลบสายตาอย่างเขินอาย
“คุณ...มองอะไรคะ”
คำถามนั้นทำให้ผมได้สติ ผมกระแอมเบา ๆ แล้วขยับตัวนั่งให้ตรงขึ้น ทั้งที่มุมปากยังห้ามไม่ให้ยิ้มไม่ได้
“ก็มองคนที่ดุแดดแทนผมอยู่”
แก้มของเธอแดงขึ้นกว่าเดิมทันที
“ก็...ก็แดดมันส่องหน้าคุณนี่คะ คนกำลังนอนอยู่แท้ ๆ”
ผมหัวเราะออกมาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเพราะคำพูดของเธอ หรือเพราะท่าทางจริงจังอย่างน่าประหลาดนั่นกันแน่
“ขอบคุณนะ”
เธอนิ่งไปเหมือนไม่คิดว่าผมจะพูดแบบนั้น ก่อนจะค่อย ๆ ยิ้มออกมา รอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ทำให้ดวงตาของเธอสว่างขึ้นจนผมเผลอมองซ้ำ
“ไม่เป็ไรค่ะ”
ลมอ่อนพัดผ่านระหว่างเรา กลีบดอกเดซี่สีขาวปลิวลอยผ่านหน้าไปช้า ๆ ผมมองผู้หญิงตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
ถ้าที่นี่คือความฝัน...
ก็คงเป็ความฝันที่แปลกที่สุดในชีวิตของผม
เพราะมันมีผู้หญิงประหลาดคนหนึ่ง ที่เอาแต่ดุแสงแดดแทนคนแปลกหน้าอย่างผม