“ท่านแม่ โปรดอย่าพูดอะไรอีกเลย หายใจเข้าลึก ๆ ระหว่างรอหมอมาเถิด” ใบหน้าของมู่อวี่ซีเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ทว่าในใจของนางกลับสับสนวุ่นวาย ด้วยไม่อาจหยั่งถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับมารดาของตนได้
เหตุใดจู่ ๆ แม่ของนางถึงพยายามฆ่าตัวตาย เหตุใดถึงสารภาพทุกอย่างออกมา
เ้าตัวถึงกับเตรียมจะเปิดเผยความลับอันอื้อฉาวที่สุดของพวกนางต่อหน้าพ่อและมู่อวิ๋นฮวา หลี่ว่านสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือ
มู่อวี่ซีสบโอกาสตอนที่ไม่มีใครสนใจ พยายามเหลือบมองและส่งสัญญาณให้กับอนุว่านอย่างสิ้นหวัง แต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่รู้ตัว มู่อวี่ซีรับรู้ได้ถึงเหงื่อที่ไหลซึมบนหน้าผากเมื่อจู่ ๆ อนุว่านก็จับมือของนาง ขณะที่มืออีกข้างแตะหน้าอกเพื่อสงบลมหายใจ
ที่กลางฝ่ามือของนางมีแรงสะกิดเบา ๆ
สีหน้าของมู่อวี่ซีเปลี่ยนไปทันทีพร้อมกับจับมือของอนุว่านเป็การตอบรับ การลอบแลกเปลี่ยนท่าทีนี้ทำให้นางเข้าใจชัดเจนแล้วว่ามารดาของตนกำลังเล่นละคร!
แม้ว่ามู่อวี่ซีจะไม่มั่นใจในเจตนาของแม่ แต่ความรู้ใจกันก็เป็ไปโดยปริยายและไร้ที่ติ นางจึงคล้อยตามการชักนำของอนุว่านในทันที “ท่านพ่อ ข้าอาจจะไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างท่านพ่อกับท่านแม่ แต่ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ท่านแม่ทำงานหนักเพื่อตระกูลมู่โดยไม่แสวงหาเกียรติยศใด ๆ แม้ท่านแม่จะดื้อรั้นและใจร้ายกับน้องสาวของข้า แต่ความจริงคือ... ตอนนี้ท่านแม่สำนึกผิดแล้ว ท่านแม่ยอมรับความผิดพลาดของตนเอง... ท่านแม่...”
มู่อวี่ซีแสร้งทำเป็พูดไม่ออก ท่าทางเต็มไปด้วยความสับสน เห็นชัดเจนว่าเป็ห่วงเป็ใยมารดามาก
หลังคำกล่าวของนาง มู่หงไห่ไม่ทันได้ตอบ อนุว่านก็กล่าวแทรก “ซีเอ๋อร์... แม่รู้ว่าตัวเองผิด เ้าอย่าร้องไห้เลย ถึงแม้แม่จะต้องตายตอนนี้ มันก็เป็ชะตากรรมของแม่... แม่... ข้าขอโทษด้วย ฮวาเอ๋อร์”
มู่อวิ๋นฮวาผู้เป็ตัวเอกของเื่รู้สึกเหลืออดเต็มที นางไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าคนที่รอดชีวิตจากการแขวนคอจนกลับมาหายใจและพูดได้จะยังคิดว่าตนเองจะตายอีกรอบ
การแขวนคอทำให้เกิดการาเ็ภายในและเืออกรุนแรงได้อย่างนั้นหรือ
หากถูกแทงอาจถึงแก่ชีวิตได้ ทว่ายามนี้คนที่รอดชีวิตจากการพยายามแขวนคอกลับใกล้ตายหลังได้รับการช่วยเหลือ... หากมันเป็การแสดงอย่างน้อยก็ต้องเขียนบทให้ดีหน่อย!
มู่อวิ๋นฮวากลอกตาในใจ เริ่มเบื่อหน่ายกับละครที่แสดงได้แย่มากเช่นนี้
ทว่าความปรารถนาจะเบือนหน้าหนีของนางไม่ได้หมายความว่าผู้อื่นจะยอมปล่อยนางไป
“น้องสาว ข้ารู้ว่าเ้าเกลียดแม่ของข้า แต่... แต่นางสำนึกผิดแล้วจริง ๆ ...” มู่อวี่ซีคุกเข่าลงต่อหน้ามู่อวิ๋นฮวาเพื่อขวางให้นางไปไหนไม่ได้
“แม่ของข้าจะปรับปรุงตัว นางจะปรับปรุงตัวแล้วจริง ๆ! ข้าสาบานได้! ต่อไปนางจะปฏิบัติต่อเ้าอย่างดีเหมือนอย่างที่นางทำกับข้า เสมือนเ้าเป็เืเนื้อเชื้อไขของนางเอง!” มู่อวี่ซีพูดพล่ามไปเรื่อย ทว่ามู่อวิ๋นฮวาได้แต่จ้องหน้านางโดยไม่ปริปากสักคำ พร้อมส่งสายตาท้าทายให้พูดต่อไปเพื่อดูว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ
มู่อวี่ซีกัดริมฝีปาก ท่าทางอึดอัดราวกับว่าตนเองกำลังแสดงบทพูดอยู่ฝ่ายเดียว ภายในใจของนางก็พลางสาปแช่งมู่อวิ๋นฮวาไปด้วย
“ถ้าเ้ายังไม่สามารถให้อภัยท่านแม่...” นางเริ่มพูดอีกครั้ง ลืมตาที่แดงก่ำและฉายแววมุ่งมั่น “เช่นนั้นข้าจะแบกรับบาปอันไม่อาจให้อภัยของนางเอาไว้เอง ั้แ่นี้เป็ต้นไป ข้าจะรับใช้เ้าเหมือนทาส ยอมรับการดุด่าหรือการลงโทษใด ๆ ก็ตามที่เ้าเห็นว่าเหมาะสม จนกว่าโทสะของเ้าที่มีต่อนางจะคลี่คลาย!”
ทันทีที่คำนี้หลุดออกจากปากของนาง อนุว่านก็ร้องลั่นด้วยความใ “ซีเอ๋อร์!”
เสียงร้องของนางพลันตามมาด้วยเสียงสะอื้นน่าสลดใจ “ซีเอ๋อร์ ได้โปรดอย่าทำแบบนี้ แม่ต่างหากที่ผิด แม่จะเป็คนชดใช้บาปนั้นเอง ซีเอ๋อร์ เ้าไม่ควรต้องทนทุกข์เพราะความผิดพลาดของแม่ แม่ไม่คู่ควรกับการเสียสละของเ้า! ซีเอ๋อร์!”
“ท่านแม่ ท่านคือแม่ของข้า ข้าไม่อาจนิ่งดูดายโดยไม่ช่วยเหลือท่านได้” มู่อวี่ซีร้องไห้ผสมโรงไปพร้อมกัน
“ซีเอ๋อร์ลูกรัก... แก้วตาดวงใจของแม่” อนุว่านสะอึกสะอื้น
เมื่อเห็นอนุว่านและมู่อวี่ซีกอดกันพลางคร่ำครวญจนท้องฟ้ามืดมัว สาวใช้บางคนก็อดลอบซับน้ำตาตัวเองไม่ได้ คุณหนูรองเป็คนมีเมตตาที่สุดในบรรดาพวกเขาทั้งหมด
“พอแล้ว เลิกร้องไห้เสียที!” มู่หงไห่กุมขมับพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “หากสำนึกผิดแล้วก็จงแก้ไขให้ถูกต้อง”
อนุว่านยิ้มให้กับคำพูดของมู่หงไห่ แม้รอยยิ้มนั้นจะแฝงด้วยความขมขื่นขณะที่ส่ายหน้า “นายท่าน คำพูดของท่านไม่มีประโยชน์ต่อข้า ข้าร้องขอการให้อภัยจากฮวาเอ๋อร์ หากฮวาเอ๋อร์ไม่สามารถให้อภัยข้า เช่นนั้นข้า...”
เสียงของนางค่อย ๆ แ่ลงเมื่อเริ่มหลั่งน้ำตาอีกครั้ง
มู่หงไห่มองมู่อวี่ซีที่คุกเข่าต่อหน้ามู่อวิ๋นฮวา กล่าวขอร้องนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “มู่อวิ๋นฮวา อนุว่านยอมรับผิดแล้ว เ้าให้อภัยนางเถิด จากนี้ไปเ้าจะเป็คุณหนูใหญ่ของตระกูลนี้ ไม่มีใครกล้าล่วงเกินเ้าอีก”
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามู่หงไห่มอบอำนาจยิ่งใหญ่ให้กับมู่อวิ๋นฮวา
ถึงกระนั้นมู่อวิ๋นฮวากลับกลอกตา นี่มันเื่อะไรกัน
ราวกับมู่อวิ๋นฮวากำลังถูกตีตราว่าเป็คนเ้าคิดเ้าแค้น ราวกับว่าความโศกเศร้าของอนุว่านเป็ความผิดของนาง ทั้งที่นางทนทุกข์ทรมานจากการถูกทำร้ายมาสิบหกปี บัดนี้นางกลับถูกคาดหวังให้ยอมยกโทษให้เพียงเพราะคำวิงวอนขอความเมตตาอย่างนั้นหรือ
หึ! ฝ่ายนั้นกลับตัวกลับใจอย่างกะทันหันแล้วคาดหวังให้นางยกโทษให้ มิเช่นนั้นนางก็จะกลายเป็คนที่ถูกตราหน้าว่าจิตใจโหดร้ายและคับแคบ
ช่างเป็ตรรกะในแบบฉบับของพวกโจรขนานแท้
มู่อวิ๋นฮวาเดือดดาลจนอยากอาละวาด แต่แล้วเสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ทำให้นางสะดุ้ง ก่อนจะพบว่าตนเองจู่ ๆ ก็แน่นิ่งไป
ความมืดมิดในดวงตาพลันเปลี่ยนเป็ฉายแววนักล่า ความลึกล้ำมืดมิดนั้นชวนให้นึกถึงหุบเหว ทว่าภายในนั้นกลับปรากฏแสงสีเขียวที่สว่างวาบขึ้นชั่วครู่ก่อนหายไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันรวดเร็วมากเสียจนไม่มีใครสังเกตเห็น
ขณะที่มู่อวิ๋นฮวายืนนิ่งจมอยู่ในภวังค์ อนุว่านก็ได้ให้สัญญาและรับปากเป็มั่นเป็เหมาะอย่างกระตือรือร้น ทว่าอวิ๋นฮว่ากลับไม่มีการตอบสนองแต่อย่างใด
“นายท่าน ข้าพูดอะไรไปตั้งมาก แต่ฮวาเอ๋อร์ก็ยังไม่ยอมให้อภัยข้า...” อนุว่านที่ประคองร่างตนเองขึ้นมาชั่วคราวทรุดลงอีกครั้ง ส่วนมู่อวิ๋นฮวาดูคล้ายใจลอยไปที่อื่น
มู่อวิ๋นฮวาไม่อยู่ในสถานการณ์ที่จะสนใจคำพูดของอนุว่าน นางรู้สึกราวกับว่าตนเองตกอยู่ในมนตร์สะกดที่ทำให้เป็อัมพาต รอบตัวนางเงียบสงัดจนดูเหมือนมีเพียงเสียงหายใจของนางเองเท่านั้นที่ดังอยู่ กระทั่งเริ่มรู้สึกตัวมากขึ้น นางจึงเริ่มค้นหาบางสิ่งภายในห้องเล็ก ๆ อย่างบ้าคลั่ง
ตัวของนางเกร็งไปทั้งร่าง พร้อมพุ่งเข้าหาเหมือนศรที่ปล่อยจากสายธนูและโจมตีทันทีเมื่อถูกยั่วยุเพียงเล็กน้อย มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำแน่นจนทุกการเคลื่อนไหวทำให้เกิดเสียง 'กรอบแกรบ' ลั่นออกมาจากกระดูกของนาง
เสียงหัวเราะก่อนหน้านี้ฟังดูร่าเริงราวกับว่าคำพูดของนางทำให้ใครบางคนขบขันเต็มที
บางครั้งิญญาก็สามารถแทรกซึมความคิดของนาง ทำให้นางได้ยินเสียงที่ชวนขนลุก ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดเื่เช่นนี้มาก่อน ทว่าคราวนี้มันแตกต่างออกไป เสียงหัวเราะสั้น ๆ แ่เบานั้นเป็สิ่งที่มู่อวิ๋นฮวาไม่อาจมองข้ามหรือลืมเลือนได้เลย
เสียงนั้นช่างคุ้นหูเสียจนชวนให้เ็ปใจ นางจดจำได้ขึ้นใจแม้มันจะกลายเป็เถ้าธุลี
เสียงจากภูตผีตนนั้น ิญญาต้องสาปที่เฝ้าหลอกหลอนนางมาั้แ่ค่ำคืนแห่งเคราะห์กรรม
ไป๋-หลี่-จง-หัว!