เทวายืนตัวสั่นมองจามรเปิดประตูเดินนำหน้า พยายามบังคับแข้งขาที่สั่นระริกของตนเดินตามหลัง ทางเดินโล่งเขามองไม่เห็นเ้าตัวนั้นแล้วก็รู้สึกเหมือนรอดตาย รีบก้าวตามหลังเพื่อนเร็วๆลงไปชั้นล่าง ยังไม่ทันจะไปถึงประตูทางเข้าร้าน
ชายหนุ่มรู้สึกว่ามีไอเย็นกลุ่มหนึ่งพุ่งมาทางด้านหลัง เขาขนลุกซู่ทั้งตัวไม่ต้องหันกลับไปดู เขาก็รู้ว่าต้องเป็ไอ้ตัวนั้นแน่ๆ
เทวาเข่าอ่อนวูบเกือบจะทรุดลงไปกองกับพื้น ยังโชคดีที่คว้าเก้าอี้ข้างๆไว้ได้ทัน จังหวะนั้นเองจู่ๆจี้หยกของเขาที่ปกติเย็นจับใจ ก็ร้อนจี๋ขึ้นมา ไอเย็นที่เกือบจะมาถึงตัวเขาอยู่แล้ว หายวับไปทันที เขาคิดว่าได้ยินเสียงร้องเหมือนเ็ปด้วยซ้ำ
เทวาไม่กล้าหันกลับไปดู กัดฟันพยุงตัวขึ้น ก้าวขาสั่นออกไปจากร้าน
จามรยืนรออยู่แล้วที่ด้านนอก อีกฝ่ายโบกรถแท็กซี่ได้พอดี หันมาเห็นสภาพเพื่อนแล้วสะดุ้งโหยง
“เฮ้ย วา ไปโรงพยาบาลดีกว่าไหม อย่ากลับบ้านเลย กูไปเป็เพื่อน”
“ มะ ไม่ ไม่ต้องเดี๋ยวกูกลับไปพักที่บ้านก็ดีขึ้นเอง มึงกลับเข้าไปเหอะ กูไม่เป็ไรจริงๆ”
เทวาเห็นรถแท็กซี่แล้วโล่งอก เขาแค่อยากออกไปให้พ้นๆก่อน แล้วค่อยไปตั้งหลักที่บ้าน
“เออๆ เอางั้นก็ได้ ถึงบ้านแล้วมึงโทรมาบอกหน่อยนะ กูกลัวมึงเป็อะไรระหว่างทาง”
“ได้ เดี๋ยวถึงบ้านกูจะโทรรายงานมึง”พูดจบเขารีบขึ้นรถพร้อมบอกคนขับ“ออกรถด่วน ไปหมู่บ้าน‘นับทรัพย์’ครับ”
คนขับออกรถทันที เทวารู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที เขาพิงร่างกับพนักที่นั่งในรถอย่างอ่อนแรง ยกมือขึ้นจับจี้ตรงหน้าอก ตอนนี้ไม่มีความร้อนแบบเมื่อสักครู่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว แต่เขายังคงจำความรู้สึกร้อนนั้นได้ดี
จี้ที่เทวาใส่ติดตัวมาั้แ่เกิด จู่ๆก็ร้อนขึ้นมาได้เอง ชายหนุ่มคิดว่าถ้าถึงบ้านเขาคงต้องรีบโทรหาป้าเสียแล้ว ของดูต่างหน้าพ่อชิ้นนี้ ไม่น่าจะเป็จี้หยกธรรมดาๆ
‘หรือว่าจะเป็ของขลัง เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ เพราะเ้าลิงนั่นหายไปเลย แต่ทำไมจู่ๆก็แสดงฤทธิ์เดชเอาตอนนี้ เพราะเราจะเป็อันตรายงั้นหรือ’
เขาพยายามนึกหาเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตดู‘มีอะไรที่อันตรายบ้าง ตอนปี 1 มอเตอร์ไซค์ล้มนั่นก็ไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย หรือต้องเป็เื่ เหนือธรรมชาติเท่านั้น’
‘ช่างเหอะ รอถึงบ้านก่อน ค่อยลองถามป้าว่าพอรู้เื่จี้บ้างไหม’
ระหว่างที่ยังคิดวุ่นวายไปมาในหัว เสียงมือถือก็ดังขึ้นมา เทวาควานหามือถือตัวเองออกมาจากเป้ เป็สายจากจามร ชายหนุ่มกดรับ
“วา มึงเป็ไงบ้าง”
“ยังอยู่ดีหัวหน้า ไม่ต้องห่วงกูนะ กูรู้สึกดีขึ้นแล้ว ไปกินข้าวเหอะ บอกทุกคนกูไม่เป็ไร ไว้วันหลังกินข้าวกันใหม่”
“เออ ฟังเสียงมึงแล้วยังดีอยู่ กูค่อยหายห่วง กลัวว่ามึงจะร่วงเอากลางทาง กูก็ว่าต้องนัดใหม่วะ หนนี้สงสัยก้าวขาผิดออกมา แม่งมีคนป่วยพร้อมกัน2 คน”
“หืม ใครป่วยอีกหรือวะ” “ไอ้น่านน่ะ เห็นมันหายไปนาน เลยส่งไอ้หมีออกไปดู ปรากฎว่ามันหมดสภาพอยู่ที่รถนั่นแหละ”
“แล้วมันเป็ไงบ้าง ไปหาหมอไหม” ถึงจะยังกลัวน่านฟ้าและเ้าลิงประหลาดอยู่จับใจ แต่เทวาก็ยังรู้สึกห่วงเพื่อน อีกอย่างเขาคิดว่าอาการป่วยของน่านฟ้า น่าจะเกี่ยวข้องกับลิงตัวนั้น
เทวาคิดว่าตอนที่จี้หยกร้อนขึ้น และลิงหายไปไม่โผล่ออกมาอีก เป็ไปได้สูงว่ามันาเ็ และส่งผลไปถึงน่านฟ้าที่เป็เ้าของมัน?
ใช่แล้วเขามั่นใจมากๆเลยว่า เพื่อนสนิทเขาเป็เ้าของลิงตัวนั้นแน่นอน และด้วยสายสัมพันธุ์นี้ เมื่อเ้าสิ่งนั้นาเ็ ก็ทำให้น่านฟ้าาเ็ ตาม แหม !! เขาก็อ่านนิยายมาเยอะอยู่ ตรรกะแค่นี้พอจะเดาได้อยู่หรอก
“ไม่นะ เหมือนมึงเลย บอกว่ามันหน้ามืดไปเพราะอดนอน พวกมึงดูแลตัวเองกันหน่อยเหอะ ตอนแรกมันยังจะกลับเข้าร้านมากินอีก แต่พอรู้มึงก็ ป่วย กลับบ้านแล้ว มันก็เลยกลับบ้านบ้าง”
เทวา“...................”
เฮ้ย !!!!!!! เดี๋ยวก่อนนนนน………..??????
พล๊อตเื่แบบนี้คุ้นๆ แบบละครไทยๆอ่ะ ตัวร้ายในฉากทำแบบนี้ จากนั้น จะต้องไปคอยซุ่มโป่ง รอดักทำร้ายพระเอกแถวบ้านนะสิ
เทวาขนหัวตั้งขึ้นมาอีกรอบ เพื่อนทุกคนรู้จักบ้านเขาดี เคยมาค้างกันด้วยซ้ำ กลับบ้านไม่ได้แล้ว แต่เขาจะหนีไปทางไหนได้ล่ะ
เกิดมาไม่เคยคิดว่า จะต้องมาหาทางหลบซ่อนแบบนี้ในชีวิต ถ้าเอาตามนิยายแนวเหนือธรรมชาติ ทั้งหลายที่เคยอ่านๆมา เขาควรไปเตรียมน้ำมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ประเภทนั้นไว้ก่อน
เทวาถามคนขับทันที “ขอโทษทีครับพี่ ถ้าข้างทางมีวัดรบกวนพี่จอดส่งผมเลยครับ”
“คุณอยากให้จอดวัดไหนล่ะ ถ้าแบบวัดไหนก็ได้จริงๆ ซอยที่ขับผ่านมามีวัดอยู่ แต่ต้องไปกลับรถมาก่อนนะ”
“จอดเลยคร้าบ จอดส่งผมตรงนี้แหละ เดี๋ยวผมเดินไปเอง”
เทวารีบให้จอดทันที จ่ายเงินค่าโดยสารแล้วรีบเดินแกมวิ่ง ย้อนกลับไปหาซอยที่รถขับผ่านมา เพิ่งเดินเลี้ยวเข้าซอยไปไม่นาน
เขาก็มองเห็นหลังคาวัดเด่นเป็สง่าแต่ไกล รู้สึกเหมือนเห็นดาวช่วยชีวิต ขณะที่จะรีบเดินไปหาจุดหมาย เขาสังเกตเห็นอาคารที่อยู่ขวามือ
เป็อาคารตึกแถว2คูหาสูง3ชั้น ประตูกระจกด้านหน้ารวมถึงหน้าต่างกระจกติดฟิลม์กรองแสงสีดำสนิท ไม่มีป้ายชื่อบอกกิจการใดๆติดอยู่
เทวาเห็นชายหนุ่มที่กำลังจะเดินเข้าไปดูคุ้นๆ ก่อนจะนึกได้ว่าเป็หนุ่มแว่นในกลุ่มที่มาลำะโไปหาตอนเช้านี่เอง ประตูกระจกอัตโนมัติเปิดแยกออก เขามองเห็นแวบๆ ว่าข้างในมีคนอยู่หลายคน มีเสาที่มีัพันอยู่ด้วย
‘อืม เหมือนเป็ตึกของคนจีนแฮะ ไม่รู้ทำอะไร’ เขาแค่คิดก่อนจะเดินต่อ แต่จังหวะนั้นเหมือนจี้จะร้อนวูบขึ้นมา เขาชะงักทันทีเพราะั้แ่จี้ร้อนขึ้นมาในร้าน‘เซียงเซียง’แล้ว มันก็นิ่งสงบมาตลอด มาแสดงความร้อนเอาที่หน้าตึกไม่มีชื่อนี่แหละ
เขาเอื้อมมือจับจี้ตรงหน้าอก เชื่อว่ามันกำลังบอกใบ้บางอย่าง เป็ไปได้สูงว่า ในตึกนั้นอาจจะมีอะไรที่เกี่ยวข้อง หรือสามารถช่วยเหลือเขาได้
แต่ปัญหาคือเขาไม่รู้ว่า เขาจะเข้าไปในตึกได้ยังไง ไม่มีป้ายอะไรติดที่หน้าตึกเลย เป็ไปได้ว่าเป็ที่อยู่ส่วนตัว
เทวายืนเค้นสมองคิดหาวิธีอยู่ ด้านหลังก็มีเสียงทักขึ้น
“อ้าว เจอกันอีกแล้ว คุณเ้าของแมวนี่เอง”
เขากันไปดู คุณลุงหน้าตาใจดีในกลุ่มที่เจอเมื่อเช้า ยิ้มตาหยียืนอยู่ข้างหลัง
“ครับ เอ่อ สวัสดีครับ เมื่อเช้านี้ขอโทษด้วยนะครับ แมวผมเพิ่งมาอยู่บ้านมันยังไม่ชิน”
“ฮ่าๆๆ ขอโทษอะไรกันไม่มีใครเป็อะไรเลย จริงสิ เรายังไม่รู้จักกันเลย ฉันชื่อ เถียนไฉ ยินดีที่รู้จัก”
“ยิมดีที่รู้จักครับ ผมชื่อเทวา คุณเถียนไฉ พูดไทยชัดมากครับ ผมนึกว่าเป็คนไทยเสียอีก”
“ผมอยู่เมืองไทยมาหลายปี มีญาติที่ไทยด้วย นี่ก็กำลังจะรวมกลุ่มกัน”
เทวาคิดว่าตึกแถวข้างหน้า อาจจะเป็ที่นัดรวมญาติชาวจีนของอีกฝ่ายเพราะชายหนุ่มแว่นในกลุ่มเมื่อเช้า เพิ่งจะเดินเข้าไป เขาเองอยากเข้าไปดู แต่ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไร สถานที่ส่วนตัวใครเขาจะให้คนนอกเข้าไปกัน
“แวะเข้าไปดื่มชาด้วยกันไหม ผมคิดว่าเรามีโชคชะตาต้องกัน เจอกันถึง 2 ครั้งในวันเดียว”
ได้ยินประโยคนี้เข้า เทวารู้สึกเหมือนได้ยินเสียง์ เขาแกล้งถาม
“ร้านน้ำชาที่ไหนหรือครับ” แต่มั่นใจเกินร้อยว่าคุณเถียนไฉ น่าจะพาเขาเข้าไปที่ตึกแถว ซึ่งชายหนุ่มคิดเอาเองว่าคงเป็ ที่พักเฉพาะของพวกชายชรา
“ไม่ใช่ร้านอะไรหรอก ที่สำหรับพวกฉันกันเองน่ะ อยู่ในตึกข้างหน้านี่ไง”
เทวาแอบชูกำปั้นในใจ เขาเผลอหลุดปาก“มันต้องงี้สิ” “หืม”เถียนไฉมองชายหนุ่มอย่างสงสัย เทวารีบยิ้มกลบเกลื่อน
“เอ่อ ผมหมายถึงยินดีมากๆเลยครับ” “อ้อ ดีเลยๆ ตามฉันเข้ามา”
ชายชราเดินนำไปที่ตึกแถว
เมื่อเทวาก้าวผ่านประตูกระจกเข้าไป เขาพบว่าเป็ห้องโถงใหญ่อลังการ เพดานสูงลิบคะเนเอาด้วยสายตาแล้วน่าจะสูงเกิน 10เมตร ทั่วทั้งห้องมีเสาใหญ่ชนิด3 คนโอบ อยู่ 9 เสา มีรูปปั้นัเลื้อยพันอยู่ทุกเสา แต่ละเสามังกกรมีสีต่างๆกัน
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ขนาดความสูงของเพดาน ความกว้างของห้อง มันไม่มีทางที่จะอยู่ในห้องแถว2คูหาสูง3ชั้นได้แน่ๆ ตอนที่เขามองผ่านเข้ามาไม่รู้สึกเลย ว่ามีอะไรที่น่าจะผิดปกติ ที่สำคัญเขาไม่เห็นคนอื่นๆเลย มีแค่เขากับชายชราเท่านั้น
เทวาสงสัยจริงๆว่าดวงชะตาเขา โคจรเข้าสู่ฤกษ์วินาศหรืออย่างไร ทำไม มีแต่เื่แปลกๆมาเกิดกับเขาไม่หยุดหย่อน ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า ไม่เข้าถ้ำเสือไม่ได้ลูกเสือ อีกอย่างชายชราที่ชื่อ‘เถียนไฉ’ ดูแล้วไม่เหมือนคนมีเจตนาร้าย หรือต่อให้มีเจตนาร้ายเขาก็คงสู้อีกฝ่ายไม่ได้อยู่ดี ได้แต่รอดูท่าทีของอีกฝ่ายไปก่อน ลึกๆแล้วเทวาแอบเชื่อว่าจี้ของเขาน่าจะคุ้มครองเขาได้บ้าง
เขาเดินตามหลังมาเรื่อยๆ จนถึงห้องๆหนึ่ง คุณเถียนไฉเดินนำเข้าไป ทั้งห้องกว้างขวาง มีโต๊ะกลมตั้งอยู่หลายตัว มีคนนั่งอยู่ตามโต๊ะประปราย ชายชราเลือกโต๊ะติดหน้าต่าง พลางเชิญเทวาให้นั่งลง
เขานั่งลงอย่างเกร็งๆ คุณเถียนไฉเห็นแล้วแค่ยิ้มจางๆ ไม่พูดอะไรแต่เทวาสะดุ้งเพราะจู่ๆก็มีชายหนุ่มอายุน้อย โผล่ออกมายืนข้างๆโต๊ะ เขาสวมชุดแบบละครจีนโบราณสีฟ้า (เทวามารู้ที่หลังว่าชุดแบบนี้เรียกว่าชุดฮั่นฝู) เกล้าผมมวย ชายชราส่งภาษาจีนครู่หนึ่ง หนุ่มน้อยส่งเสียงตอบรับ
เทวานั้นจ้องดูอีกฝ่ายั้แ่แรก เพราะชุดที่แปลกตา และอยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะหายตัวให้ดูหรือเปล่า แต่เขากลับตาค้างเพราะเด็กหนุ่มชุดจีนหมุนตัวเหมือนก้าวเท้าเดิน แต่แค่พริบตาเดียวร่างก็ไปอยู่ตรงประตู และหายไปเงียบๆ
เทวานั่งอึ้งเขาอุตส่าห์เตรียมใจว่าอีกฝ่ายจะหายตัวให้ดู อีกฝ่ายกลับเดินให้เห็น แค่ก้าวเท้าแรกก็ไปถึงประตู อีกก้าวก็หายไปจากสายตาแล้ว
“ฉันสั่งชาปี้หลัวชุนให้ ไม่รู้ว่าเธอจะชอบหรือเปล่า”
เสียงของคุณเถียนไฉถามมา เทวาหันกลับมามองยังไม่ทันตอบ ก็สะดุ้งอีกรอบเพราะ หนุ่มน้อยชุดจีนกลับมายืนข้างโต๊ะแล้ว กำลังจัดวางกาน้ำชาและถ้วยให้บนโต๊ะ และเหมือนเมื่อสักครู่ขยับเท้าเล็กน้อยก็หายตัวไปเลย
“ฉันลืมไป คนไทยส่วนมากดื่มเป็ชาอู่หลงสินะ แต่ลองปี้หลัวชุนดูหน่อย ปีนี้ทางอารามสดับฟ้าส่งมา รสดีมากทีเดียว”ชายชราพูดพลางรินชาลงในถ้วยให้เขา
เทวายังอึ้งกับความเร็วในการเคลื่อนที่ของชายหนุ่มในชุดจีน เมื่อได้ยินคำพูด สมองยังคงไม่สามารถย่อยข้อมูลได้ แต่เอื้อมมือไปยกถ้วยมาจิบ กลิ่นหอมเหมือนดอกไม้กระจายทั่วปากดื่มลงไปแล้ว เขารู้สึกเหมือนมีรสหวานนิดๆในปาก
“อร่อยมากๆเลยครับ”
“แหม ดีใจจริงๆที่เธอชอบ อันที่จริงชาดีๆของพวกเรามีอยู่มากมาย แต่คนไทยไม่ได้ลองทาน น่าเสียดายมากนะ”
“ผมเองรู้จักอยู่แค่ชาอู่หลง กับทิกวนอิมนะครับ ชาวันนี้ก็เพิ่งจะเคยดื่มเป็ครั้งแรก”
“ไม่เป็ไรหรอกดื่มชาคือเื่ของความพอใจในรสชาติของแต่ละบุคคล เสียดายแค่ไม่มีคนนำชาดีๆเข้ามาให้คนไทยรู้จัก”
เทวาทนสงสัยอยู่ในใจไม่ไหว จึงออกปากถามว่า“คุณเถียนไฉครับ คนเมื่อกี้ ทำไมเคลื่อนไหวว่องไวขนาดนี้ครับ”
“โอย อะไรกันเรียกแบบนี้ดูห่างเหินจริงๆ ฉันเชื่อว่าระหว่างเรามีวาสนาต่อกัน วันนี้บังเอิญเจอถึง2ครั้งในวันเดียว ถ้าเธอไม่ถือก็เรียกฉันเป็ปู่ไฉเถอะ”
เทวาจึงเอ่ยปากเรียกอีกฝ่ายอย่างไม่คิดมาก เพราะตามปกติคนไทย มักเรียกแบบนับญาติ พี่ ป้า น้า อา ลุง กันโดยทั่วไปอยู่แล้ว “ได้ครับปู่ไฉ” “ฮ่าๆๆ ” ชายชราหัวเราะจนตาหยีอย่างยินดี“จริงสิ เธอเรียกฉันเป็ปู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอนับเธอเป็หลานชายนะ งั้นปู่คนนี้ขอเรียกหลานชายว่า ‘เสี่ยววา’ ดีไหม”
“ได้สิครับ ปู่ไฉ” เทวากับปู่ไฉ คุยกันอย่างยิ้มแย้ม โดย‘ปู่ไฉ’เปลี่ยนหัวข้อชวนคุยอย่างแเี และทำเป็ลืมตอบคำถามของเทวาเอาดื้อๆ
ส่วนเทวาก็ลืมคำถามของตนเสียไปเสียเฉยๆ