ตอนที่5 : คืนแห่งตะเกียงพันดวง— แสงศรัทธาที่เริ่มลุกเป็ไฟ
ลมยามค่ำต้นฤดูใบไม้ผลิพัดเบา ๆผ่านลานหินของจวนหย่งหราน
ดอกบ๊วยที่ผลิบานเมื่อวานเริ่มร่วงลงบนพื้นเสียงคลื่นกระทบกำแพงน้ำดังเบา ๆ
องค์ชายหานอวี้จินยืนอยู่บนระเบียงชั้นสองของตำหนัก
แสงจันทร์ทาบลงบนใบหน้า ทำให้รอยยิ้มของเขาดูอบอุ่นปนเศร้า
เบื้องล่าง จวนของเขา —ที่ครั้งหนึ่งเคยรกร้าง
บัดนี้กลับเต็มไปด้วยแสงไฟจากตะเกียงนับร้อยที่คนงานและบ่าวไพร่จุดไว้รอบสวน
“องค์ชายท่านเห็นหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” อาหลิวพูดด้วยเสียงสั่น
“วันนี้... ทุกคนในจวนต่างจุดตะเกียงเพื่อถวายพรแด่ท่านขอให้เทพเซียนคุ้มครององค์ชายตลอดไป”
หานอวี้จินมองภาพนั้นนิ่งดวงตาเขามีประกายบางอย่างที่ซ่อนอยู่
“พวกเขา...ไม่ได้จุดเพราะข้า” เขาพูดช้า ๆ “แต่เพราะเขาอยากเห็นแสงสว่างในชีวิตของตัวเองอีกครั้งต่างหาก”
ในลานกลางจวน
หญิงชาย บ่าวไพร่ และคนสวนต่างถือโคมคนละดวง
เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังแทรกเสียงเพลงเบา ๆ ที่ซูเหมยร้องนำ
กลิ่นอาหารจากเรือนครัวลอยคลุ้ง — น้ำแกงใสที่กลายเป็สัญลักษณ์ของ“พรเซียน”
ต้นไม้ในสวนที่ฟื้นชีวิตยืนเรียงราวผู้คุ้มครอง
“องค์ชายใหญ่ผู้ฟื้นจากความตาย”
“องค์ชายผู้ทำให้น้ำใส ดินหายใจ และต้นไม้ผลิบาน!”
เสียงซุบซิบเ่าั้ดังไปทั่ว แต่ไม่มีความหวาดกลัวอีกต่อไปมีเพียงความศรัทธา
หานอวี้จินเดินลงจากระเบียง
ผู้คนต่างก้มกราบโดยไม่ต้องมีใครบอก
เขาเงยหน้ามองแสงตะเกียงที่ส่องทั่วจวนแล้วพูดขึ้นเบาๆ
“อย่ากราบข้า... จงกราบแสงนั้นแทนเถิด”
“แสงนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?”อาหลิวถามงุนงง
“ใช่ แสงนั้น —เพราะมันไม่ได้มาจากฟ้า แต่มาจากมือพวกเ้าเอง”
เขาเอื้อมมือไปรับตะเกียงจากซูเหมย แล้วชูขึ้นสูง
“จงจำไว้แสงนี้คือสิ่งที่เ้าสร้างได้ แม้ไม่มีเทพเซียน”
คำพูดนั้นเงียบงันครู่หนึ่งก่อนคนทั้งลานจะคุกเข่าพร้อมกัน
“ข้าจะจำไว้ องค์ชาย!”
“ข้าจะไม่ดับแสงนี้ตราบสิ้นชีวิต!”
เมื่อเสียงเงียบลงองค์ชายหันไปมองอาหลิว
“เตรียมกระดาษและหมึก ข้ามีบางอย่างจะให้เ้าเขียน”
ไม่นาน กระดาษผืนใหญ่ถูกวางกลางลาน
แสงตะเกียงสะท้อนบนผิวกระดาษขาว
หานอวี้จินค่อย ๆ เขียนอักษรสามบรรทัดด้วยพู่กันอย่างมั่นคง
‘ความรู้คือแสงแห่งแผ่นดิน’
‘ผู้ที่เรียนรู้ ย่อมไม่มืดมน’
‘ทุกชีวิตมีค่า หากเข้าใจในเหตุและผล’
เขาวางพู่กันลงมองถ้อยคำเ่าั้นิ่งนาน
อาหลิวอ่านแล้วถึงกับน้ำตาไหล
“องค์ชาย... คำของท่านงดงามยิ่ง ข้าจะให้คนคัดลอกไปติดทั่วจวน”
“อย่าเพิ่ง” เขายิ้ม
“จงคัดลอกให้คนครัว คนสวน คนรับใช้ก่อน
เพราะแสงไม่ควรเริ่มจากยอดเขา... แต่มาจากพื้นดิน”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนก้มกราบด้วยความเคารพจากใจ
หลังจากคืนตะเกียงนั้น
หานอวี้จินเรียกประชุมหัวหน้าคนงานและบ่าวระดับสูงในเรือนกลาง
“ั้แ่พรุ่งนี้ ข้าจะเปิด ‘เรือนเรียนรู้’ หลังสวนบ๊วย”
“เรือนเรียนรู้...หรือพ่ะย่ะค่ะ?” อาหลิวทวนอย่างไม่แน่ใจ
“ใช่ —ข้าจะสอนให้ทุกคนอ่านออกเขียนได้
ไม่ว่าบ่าว คนสวน หรือแม่ครัว หากอยากเรียน ข้าจะสอนเอง
ความรู้ไม่ใช่ของชนชั้นสูง มันเป็ของผู้ที่อยากรู้เท่านั้น”
ทุกคนมองหน้ากันอึ้ง
ในยุคนั้น บ่าวเรียนหนังสือเป็เื่ต้องโทษหนัก เพราะถือว่า“ล้ำชั้น”
แต่แววตาขององค์ชายใหญ่สงบนิ่งและหนักแน่น
“หากมีใครถามก็จงตอบไปว่า... นี่คือคำสั่งของเทพเซียนที่ประทานให้ข้า”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องนิ่งเงียบก่อนทุกคนจะพนมมือพร้อมกัน
“รับบัญชา องค์ชายเซียน!”
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
เรือนหลังเล็กในสวนบ๊วยถูกดัดแปลงเป็ห้องเรียนเรียบง่าย
มีโต๊ะไม้เตี้ย ๆ วางเรียง หินหมึก และกระดานไม้ไผ่
เสียงหัวเราะของเด็ก ๆดังสลับเสียงหัวใจของผู้ใหญ่ที่กำลังหัดจับพู่กันเป็ครั้งแรก
หานอวี้จินสอนอย่างใจเย็น
เขาเริ่มจากตัวอักษรง่าย ๆ
“人 — หมายถึงคน
คนยืนได้เพราะมีอีกคนอยู่ข้าง ๆ
โลกจะอยู่ได้ก็ด้วยการพึ่งพากัน”
คำอธิบายเรียบง่ายแต่จับใจ
แม้คนสวนผู้หยาบกร้านยังน้ำตาคลอ
“ข้าไม่เคยคิดเลย...ว่าหนังสือจะอบอุ่นได้ขนาดนี้”
หานอวี้จินเพียงยิ้ม —
รอยยิ้มที่อบอุ่นกว่าแสงตะเกียงพันดวงเสียอีก
คืนนั้น หลังสอนเสร็จ
หานอวี้จินกลับขึ้นห้อง เขียนบันทึกลงในสมุดอีกเล่ม
“ —ข้าจุดแสงแห่งความรู้ในใจผู้คน
ศรัทธาคือเชื้อไฟ ปัญญาคือตะเกียง
หากทั้งสองรวมกัน แผ่นดินจะสว่างแม้ในยามมืดที่สุด”
เสียงระบบ M.A.S. ดังขึ้นเบา ๆ
「ระดับอิทธิพลต่อจวน:ร้อยละ 100
ผู้คนเชื่อมั่นในท่านอย่างแท้จริง
ภารกิจแรกสำเร็จ — สร้างศรัทธาในจวน」
เขาหัวเราะเบา ๆ
“ศรัทธาเป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น... ต่อไปคือเวลาที่ข้าต้องใช้ปัญญาเพื่อเปลี่ยนทั้งแผ่นดิน”
เขาวางสมุดลงมองออกไปยังสวนที่ส่องแสงจากตะเกียงที่ยังไม่ดับ
กลีบดอกบ๊วยปลิวผ่านลมจันทร์ — สว่างดั่งหิมะกลางคืน
“ขอบคุณนะ... โลกนี้ข้าจะไม่ปล่อยให้ดับมืดอีกต่อไป”