บทที่ 6 น้องชาย
ทันทีที่ ซ่งจือหยวน ก้าวเข้ามาในบ้านและเห็นคนแปลกหน้าอย่างซ่งซิงเย่ เขาก็รีบก้มหน้าลงทันทีหลังจากปรายตามองเพียงแวบเดียว
ท่าทางของเขาทำให้ซิงเย่เข้าใจสิ่งที่ซ่งหรูอวิ๋นพูดทันที... เด็กคนนี้ขี้ขลาดเกินไปจริงๆ เธอคิดว่าคงเป็เพราะสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา พ่อหายตัวไปั้แ่อเขาอายุเพียง 5 ขวบ รายล้อมไปด้วยผู้หญิงในบ้าน จึงหล่อหลอมให้เขามีนิสัยอ่อนแอเช่นนี้
“ซ่งจือหยวน! วันๆ เอาแต่โอ้เอ้พิรี้พิไร วันนี้แหละพี่จะสั่งสอนนายให้เข็ด!” หรูอวิ๋นพูดจบก็เอื้อมมือไปบิดหูจือหยวนทันที ท่าทางเหมือนจะไม่ยอมเลิกราง่ายๆ หากไม่ได้ระบายความแค้น
หรูอวิ๋นพ่นคำด่าออกมาเป็ชุด แต่จือหยวนกลับไม่โต้ตอบสักคำ เขาเอาแต่ก้มหน้าหลบเลี่ยง พลางลอบมองมาทางซิงเย่เป็พักๆ ดูเหมือนเขาจะสงสัยในตัวพี่สาวคนโตคนนี้มากแต่ก็ไม่กล้ามองตรงๆ พอสายตาสบเข้ากับซิงเย่ เขาก็รีบก้มหน้าหลบวูบ
ไหลเยี่ยนหลิงเห็นภาพนี้จนชินตา “ซิงเย่จ้ะ ปกติสองคนนี้ก็เป็แบบนี้แหละ เรามากินข้าวกันเถอะ”
พูดพลางเธอก็ตักข้าวให้ซิงเย่ แล้วคีบกับข้าวใส่ชามให้จนพูน โดยเฉพาะหมูผัดพริกที่มีเนื้อหมูอยู่เพียงไม่กี่ชิ้น เธอก็เจียดมาให้ซิงเย่ไปเกือบครึ่ง
เมื่อเตรียมอาหารเสร็จ เยี่ยนหลิงก็หันไปมองลูกสองคนที่กำลังวิ่งไล่จับกันพลางถอนหายใจ
“เอาละๆ เลิกเล่นกันได้แล้ว วันนี้พี่สาวพวกแกกลับบ้านวันแรก อย่าทำให้เสียบรรยากาศสิ!”
“รับทราบค่ะแม่! จือหยวน รีบทักทายพี่เขาซะ แล้วก็หัดเลิกนิสัยอ่อนแอแบบนั้นด้วย พี่สาวน่ะใจดีจะตาย” หรูอวิ๋นสั่งเสียงเขียว ทั้งที่ลืมไปว่าเมื่อครู่เธอก็ไม่ได้ทักทายซิงเย่ดีๆ เหมือนกัน
หรูอวิ๋นคิดว่าน้องชายคงไม่กล้าขานรับ และกำลังจะอ้าปากสั่งสอนอีกรอบ แต่กลับมีเสียงพึมพำอย่างกล้าๆ กลัวๆ ดังขึ้นว่า “สวัสดีครับ... พี่ใหญ่”
“แบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย” หรูอวิ๋นยิ้มอย่างพอใจ คิดว่าการสั่งสอนของเธอได้ผล
เธอหารู้ไม่ว่าความจริงไม่ได้เป็อย่างที่คิด และความไม่รู้นั้นก็นับว่าเป็วาสนาอย่างหนึ่ง เพราะมีเพียงซิงเย่เท่านั้นที่ได้ยินเสียงในใจของจือหยวนในขณะนี้...
[พี่ใหญ่ดูดีจังเลย สวยกว่าหลินเสี่ยวเวยตั้งเยอะ ยัยนั่นต้องอิจฉาพี่ใหญ่มากแน่ๆ แถมพี่ใหญ่ยังดูสุขุมกว่าพี่รองอีกด้วย สมแล้วที่เป็พี่สาวของซ่งจือหยวนคนนี้!]
ซิงเย่ประหลาดใจไม่น้อยที่จือหยวนชอบเธอั้แ่แรกเห็น แถมเด็กคนนี้มองภายนอกดูเหมือนคนซื่อบื้อและอ่อนแอ แต่ลึกๆ กลับมีความคิดความอ่านที่ต่างออกไป... ดูท่าว่าบ้านหลังนี้จะมีเื่สนุกๆ ให้เธอค้นหาอีกเยอะ
เมื่อทุกคนนั่งลงพร้อมหน้า ไหลเยี่ยนหลิงก็เอ่ยขึ้น “ต่อไปพี่สาวกลับมาอยู่บ้านแล้ว พวกแกต้องเข้ากับพี่เขาให้ดีๆ นะ พี่เขาสมองดีกว่าพวกแกมาก เพราะฉะนั้นต้องเชื่อฟังพี่เขารู้ไหม”
คำพูดนั้นทำให้หรูอวิ๋นเริ่มไม่ยอมคน เธอชอบพี่สาวคนนี้ก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมรับว่าซิงเย่ฉลาดกว่า
“แม่คะ หนูได้ที่หนึ่งของโรงเรียนทุกปีนะ แล้วพี่ใหญ่ล่ะคะ?” หรูอวิ๋นถามพลางมองซิงเย่อย่างผู้ชนะ เธอไม่รู้ข้อมูลของซิงเย่เลย เพราะตระกูลหลินไม่อยากให้เธอกลับมา ส่วนเสี่ยวเวยก็ไม่มีวันยกย่องคู่ปรับให้ใครฟัง
เยี่ยนหลิงมองหน้าลูกสาวคนรองที่มั่นใจในตัวเองเหลือเกิน ก่อนจะหันไปทางซิงเย่ที่นิ่งสงบ แล้วเคาะหัวหรูอวิ๋นไปทีหนึ่งอย่างมันเขี้ยว “พี่สาวแกอายุมากกว่าแกแค่สองปี แต่ปีนี้เขาเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วนะจ๊ะ คิดเอาเองแล้วกันว่าใครเก่งกว่า!”
“อะไรนะ! จบมหาวิทยาลัยแล้วเหรอคะ?” หรูอวิ๋นอ้าปากค้างจนแทบจะยัดไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งฟอง
“พี่ใหญ่เก่งขนาดนั้นเลยเหรอครับ” แม้แต่จือหยวนที่ปกติไม่ค่อยพูดก็ยังโพล่งออกมาด้วยความใ
“พี่สาวแกสอบติดมหาวิทยาลัยตอนอายุ 16 ใช้เวลาแค่สองปีก็เรียนจบ พรุ่งนี้เขาต้องไปรายงานตัวเข้าทำงานที่โรงพยาบาลที่หนึ่งประจำมณฑลแล้วจ้ะ”
เยี่ยนหลิงพูดจบก็ไม่สนใจท่าทางอึ้งกิมกี่ของลูกๆ เธอคีบกับข้าวให้ซิงเย่ต่อ “ซิงเย่ กินเยอะๆ นะลูก ลองชิมรสมือแม่ดู อยากกินอะไรเป็พิเศษบอกแม่ได้เลย แม่น่ะเื่อื่นไม่เท่าไหร่ แต่เื่ทำอาหารแม่มั่นใจนะ”
ซิงเย่มองดูความกระตือรือร้นของแม่ และสังเกตเห็นว่าน้องทั้งสองคนไม่ได้รู้สึกอิจฉาเนื้อหมูที่พูนอยู่ในชามของเธอเลย ตรงกันข้าม พวกเขากลับมองเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นและภาคภูมิใจ ราวกับคิดว่า "คนเก่งระดับนี้ต้องได้กินเนื้อเยอะๆ น่ะถูกแล้ว"
ซิงเย่ไม่ใช่คนเห็นแก่กิน ยิ่งรู้ว่าเนื้อในจานนี้คงเป็เนื้อทั้งหมดที่บ้านมีเพื่อต้อนรับเธอ เธอจึงคีบแบ่งให้แม่และน้องๆ คนละหลายชิ้น ก่อนจะเอ่ยสั้นๆ ว่า “กินด้วยกันค่ะ!”
แม้คำพูดจะฟังดูเ็าตามสไตล์เธอ แต่ทุกคนกลับรู้สึกอบอุ่นไปถึงหัวใจ พวกเขารู้ว่าซิงเย่กำลังเป็ห่วง และนั่นคือความรู้สึกที่ได้รับรู้พร้อมกันทั้งสามคน
ภายใต้อำนาจการสั่งการที่ไม่ยอมให้โต้แย้ง ทุกคนจึงเริ่มลงมือทานข้าวพร้อมกัน
ซิงเย่ได้ลองชิมฝีมือของไหลเยี่ยนหลิง หมูผัดพริกที่ดูแสนธรรมดาแบบบ้านๆ กลับเป็อาหารที่อร่อยที่สุดเท่าที่เธอเคยทานมา กลิ่นหอมฉุนของพริกที่ผสานกับเนื้อหมูที่หมักมาอย่างดีจนดึงรสชาติเดิมออกมาได้อย่างลงตัว ผสมผสานกับกระเทียมและเต้าซี่ ทำให้มันเป็กับข้าวที่เข้ากับข้าวสวยร้อนๆ ได้อย่างดีเยี่ยม
ส่วนถั่วฝักยาวผัดก็ต่างจากที่เธอเคยทานที่บ้านหลิน ที่นั่นมักจะผัดจนผักเหลืองซีดดูไม่น่ากิน แต่เยี่ยนหลิงผัดจนผักยังคงสีเขียวสดและมีความกรอบที่สดชื่น
ยามอยู่ที่บ้านหลิน อาหารมักจะเต็มไปด้วยน้ำเจิ่งนองหรือไม่ก็มีแต่รสเค็มจนกลืนแทบไม่ลง วันนี้พอได้ทานอาหารบ้านๆ ที่อร่อยขนาดนี้ ซิงเย่จึงทานเร็วกว่าปกติเล็กน้อย แต่กิริยาท่ายังคงสง่างามไม่เปลี่ยนแปลง
เยี่ยนหลิงเห็นลูกสาวทานได้เยอะก็ดีใจล้นปรี่ เธอรู้สึกว่าในที่สุดเสน่ห์ปลายจวักของเธอก็มีประโยชน์เสียที เธอตั้งใจว่าจะทำของอร่อยให้ลูกสาวกินบ่อยๆ ซิงเย่จะได้ไม่คิดจะจากไปไหนอีก
บรรยากาศมื้ออาหารครั้งนี้แม้ไม่มีบทสนทนาที่ยืดยาว แต่กลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นอย่างประหลาด
เมื่อวางตะเกียบลง หรูอวิ๋นก็โพล่งขึ้นมา “บ้านเราไม่ได้กินข้าวกันเงียบๆ สงบๆ แบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ!”
ตอนที่เสี่ยวเวยยังอยู่ ทุกมื้ออาหารคือสนามรบ ยัยนั่นชอบจุกจิกเื่เล็กเื่น้อย และต้องได้กินเนื้อมากกว่าคนอื่นเสมอ เยี่ยนหลิงอาจจะยอมทนได้ แต่หรูอวิ๋นไม่ยอมเธอแย่งกับข้าวกับเสี่ยวเวยทุกมื้อ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองแต่เพื่อจือหยวนด้วย ทุกวันจึงมีแต่ความวุ่นวาย
เยี่ยนหลิงได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เพราะความใจอ่อนของเธอเองที่ทำให้เสี่ยวเวยเสียนิสัยมาแต่เด็ก แต่เธอก็ต้องยอมรับว่ามื้อนี้เป็มื้ออาหารที่ดีที่สุดเท่าที่บ้านนี้เคยมีมา... ไม่ใช่เพราะกับข้าว แต่เป็เพราะบรรยากาศ
“หรูอวิ๋น จือหยวน... เดี๋ยวพาพี่เขาไปซื้อของใช้ส่วนตัวหน่อยนะ” เยี่ยนหลิงพูดพลางหยิบเงินและคูปองจำนวนหนึ่งออกมา
แม้บ้านจะเพิ่งหมดเงินไปกับการซื้อตำแหน่งงานให้เสี่ยวเวยและยังมีหนี้สินติดตัว แต่เยี่ยนหลิงก็ยังใจกว้างพอที่จะหยิบเงินก้อนนี้ออกมา เพราะเธอสังเกตเห็นแล้วว่าซิงเย่ไม่มีของใช้อะไรติดตัวมาเลยนอกจากเสื้อผ้าเก่าๆ ไม่กี่ชุด
“ถือโอกาสพาพี่เขาเดินเล่นแถวนี้ด้วยล่ะ จะได้คุ้นเคยทาง”
ซิงเย่ประหลาดใจในความละเอียดอ่อนของแม่ เธอเองก็กำลังจะเอ่ยปากถามเื่ของใช้อยู่พอดี
“แม่วางใจเถอะค่ะ หนูจะพาพี่ใหญ่เดินดูให้ทั่วเลย แล้วก็จะให้พวกชาวบ้านตาค้างไปเลยว่าพี่ใหญ่ของหนูดีกว่ายัยเสี่ยวเวยตั้งร้อยเท่า!” หรูอวิ๋นไม่วายคอยจิกกัดคู่ปรับเก่า
เยี่ยนหลิงมองดูนิสัยของลูกสาวคนรองแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า “เด็กคนนี้นี่จริงๆ เลย!”
ซิงเย่มองดูการโต้ตอบของพวกเขาด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ตลอดเวลาที่ผ่านมาเหลียวซูเจวียนเข้มงวดกับเธอมาก ชีวิตเธอมีแต่ระเบียบวินัยและความเ็า เธอไม่เคยได้ัักับมวลบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยไออุ่นของครอบครัวเช่นนี้เลย