ั้แ่เช้าตรู่ แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ทอดตัวเหนือขอบฟ้า หมู่บ้านเฟิงหยวนก็ได้ยินเสียงเกือกม้าดังก้องแว่วมาแต่ไกล ขบวนรถม้าของตัวแทนฮ่องเต้ เสวียนตี้ ค่อย ๆ เคลื่อนตัวมาจากทางลาดลูกรังที่เต็มไปด้วยโคลนและหินขรุขระ หมอกบาง ๆ ปกคลุมเส้นทางขรุขระที่ทอดยาวผ่านป่าเขียวขจี ซึ่งดูเหมือนจะเงียบงันแต่ก็เต็มไปด้วยความยากลำบากและทุรกันดาร ขบวนม้านับสิบที่ประดับประดาด้วยธงประจำราชวงศ์โบกสะบัดตามสายลม ขับเคลื่อนผ่านภูมิทัศน์ที่ท้าทายและยากลำบากนี้ด้วยความอดทนและความมุ่งมั่น
ในขณะที่รถม้าประดับลวดลายสวยงามของราชวงศ์หยุดลงตรงกลางหมู่บ้าน ชาวบ้านเฟิงหยวนที่ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ต่างพากันออกมายืนเรียงรายอยู่ริมถนนด้วยสายตาใคร่รู้และตื่นเต้น ปกติแล้ว หมู่บ้านแห่งนี้ห่างไกลจากความเจริญและแทบจะไม่มีเื่ราวจากราชสำนักเข้ามาถึง แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป การมาเยือนของขบวนรถม้าในครั้งนี้สร้างความตื่นเต้นและกดดันให้กับผู้คนในหมู่บ้าน
เสียงประกาศดังก้องจากข้าราชบริพารที่ยืนอยู่หน้ารถม้าคันแรก แจ้งข่าวสารให้แก่ชาวบ้านทราบว่า การมาครั้งนี้เป็การเปิดรับสมัครสาวงามจากทุกหมู่บ้านทั่วทั้งแคว้น เพื่อที่จะคัดเลือกนางสนมให้แก่ฮ่องเต้ เสวียนตี้ โดยเปิดโอกาสให้สาวชาวบ้านได้เข้ามีส่วนร่วมในราชสำนัก
และเน้นย้ำว่าการรับสมัครนั้นต้องเกิดจากความสมัครใจของผู้สมัครเอง ทั้งนี้เพราะราชสำนัก้ารักษาชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือไว้ หากบีบบังคับหรือข่มขู่ ย่อมจะส่งผลให้ราชสำนักถูกดูิ่ได้
ถึงแม้จะไม่มีการบีบบังคับ แต่ข่าวการรับสมัครสาวงามนี้ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับหลายๆ คนในหมู่บ้าน สาวงามหลายคนต่างมองว่านี่คือโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต จากความยากจนและความยากลำบากไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นในฐานะนางสนมในวังหลวง การถวายตัวต่อฮ่องเต้เป็หนทางหนึ่งที่จะหนีจากชีวิตที่แร้นแค้น หลายคนมองว่าการเป็สนมไม่เพียงแต่เป็เกียรติยศ แต่ยังเป็โอกาสที่จะมีชีวิตที่สุขสบาย มีอาหารการกินที่เพียงพอ และได้รับการดูแลจากราชสำนัก
"เห้อ...หมู่บ้านที่ทุรกันดารเช่นนี้ จะมีสาวงามอยู่จริง ๆ งั้นเหรอ?" นายกองผู้ทำหน้าที่มาเยือนหมู่บ้านเฟิงหยวนในครั้งนี้พึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่เจือด้วยความเบื่อหน่าย เขานั่งอยู่บนหลังม้า สายตากวาดมองไปรอบ ๆ หมู่บ้านที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนเก่าแก่และซอมซ่อ ฝุ่นคลุ้งฟุ้งไปตามลมที่พัดผ่าน ถนนลูกรังที่ยากลำบากทำให้การเดินทางมาถึงที่นี่เป็เื่น่ารำคาญสำหรับเขา และสภาพแวดล้อมรอบตัวก็ไม่ได้ทำให้เขาประทับใจแม้แต่น้อย
เขารู้สึกว่าเวลาและแรงกายที่เสียไปกับการเดินทางมายังหมู่บ้านห่างไกลแห่งนี้อาจจะเปล่าประโยชน์ "ฮ่องเต้้าสาวงามที่มีทั้งความงดงามและความสามารถ หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้จะมีสิ่งที่้าจริง ๆ หรือ?" เขาพูดกับตัวเอง พลางคิดว่าการมาเยือนของเขาในครั้งนี้อาจไม่ต่างจากการมาผจญภัยในที่ห่างไกล โดยไม่มีอะไรที่น่าสนใจรออยู่
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ตามคำสั่ง เขายังคงต้องทำหน้าที่ต่อไป นายกองสะบัดสายตาจากทิวทัศน์ที่ดูเรียบง่าย และหันไปยังกลุ่มชาวบ้านที่เริ่มมารวมตัวกันด้วยความตื่นเต้น ท่ามกลางพวกเขา มีสาวงามจากหมู่บ้านเฟิงหยวนหลายคนที่ยืนเรียงรายอยู่ บ้างก็ดูประหม่า บ้างก็ดูเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ขณะที่นายกองกำลังรู้สึกเบื่อหน่ายและครุ่นคิดถึงความสูญเปล่าของการมาเยือนหมู่บ้านเฟิงหยวน เขาก็ได้ยินเสียงของหญิงสาวที่อ่อนหวานและนุ่มนวลดังขึ้นข้างหลัง "นายท่าน ข้า้าที่จะถวายตัวเป็นางสนมขององค์ฮ่องเต้" เสียงนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจและเสน่ห์ เขาหันไปมองตามเสียงโดยไม่ทันคิด และเมื่อสายตาของเขาประสานกับร่างของหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งหมดของเขาก็พลันจางหายไป
ทันทีที่เห็นใบหน้าของหญิงสาว นายกองถึงกับตะลึงงัน ความงดงามของนางโดดเด่นและทรงเสน่ห์อย่างไม่อาจละสายตาได้ ผิวพรรณของนางนั้นขาวเนียนดุจหยกบริสุทธิ์ เรือนร่างที่อรชรอ้อนแอ้นถูกปกคลุมด้วยเสื้อผ้าบางเบาที่โอบอุ้มความงามของนางให้โดดเด่นยิ่งขึ้น แสงแดดที่ลอดผ่านผืนผ้าบาง ๆ ยิ่งเพิ่มความเปล่งประกายให้กับเรือนร่างของนาง ทำให้นางดูราวกับเทพธิดาที่ลอยลงมาจาก์
ดวงตาคู่งามของนางจับจ้องมาที่เขา ใบหน้าของนางงามจนไม่อาจหาคำใดมาเปรียบเทียบได้ ความงามนั้นไม่ได้เป็เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่กลับแฝงไปด้วยเสน่ห์ที่เย้ายวนอย่างลึกลับ จนทำให้นายกองถึงกับหายใจติดขัด ราวกับถูกสะกดให้จมอยู่ในความฝันที่นางสร้างขึ้นด้วยความงามของตนเอง
หญิงสาวผู้นี้คือ ซินเยว่ สาวงามแห่งหมู่บ้านเฟิงหยวน ผู้ที่ทุกคนในหมู่บ้านต่างยอมรับในความงามของนาง ความงามของเธอไม่เพียงทำให้ชาวบ้านตื่นตะลึง แต่ยังทำให้นายกองผู้ชาชินกับความงามในวังหลวงถึงกับต้องกลับมาพิจารณาใหม่ว่าหมู่บ้านที่เขาคิดว่าไม่มีอะไรอาจซ่อนช้างเผือกที่ล้ำค่าเอาไว้ สีหน้าและแววตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาพยายามควบคุมตัวเอง แต่ไม่อาจละสายตาจากนางได้
"แม่นาง... เ้าได้โปรดแนะนำตัวเอง" นายกองกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนน้อมและเต็มไปด้วยความสุภาพ สายตาไม่อาจละจากหญิงสาวผู้เย้ายวนตรงหน้าได้ จนเมื่อเธอเอ่ยปากตอบคำถาม เสียงนั้นก็ทำให้ความตื่นเต้นของเขาค่อย ๆ คลายลง และหัวใจเริ่มเต้นรัวขึ้นอีกครั้ง
"ข้าน้อย ซินเยว่ อายุ 32 ปี มีลูกแล้ว 5 คนเ้าค่ะ" เธอกล่าวออกมาอย่างสง่างามและไม่รู้สึกเคอะเขินแม้แต่น้อย
คำพูดนั้นดังก้องอยู่ในหูของนายกอง ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ สติที่เพิ่งจะหลุดลอยไปยังดินแดน์กลับต้องถูกฉุดรั้งกลับสู่โลกแห่งความจริงอย่างรวดเร็ว ความคิดที่เพิ่งจะวาดฝันถึงความงดงามและเสน่ห์เย้ายวนของนางซินเยว่พังทลายลงในทันทีเมื่อตระหนักว่าสตรีที่เขากำลังชื่นชมอยู่นั้นมีลูกถึงห้าคนแล้ว
นายกองยืนนิ่ง ความตะลึงและความไม่คาดคิดประดังเข้ามา ความคิดเื่ชีวิตคู่ของเธอผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่อาจห้ามได้ "สามีของนาง... ช่างน่าอิจฉาเสียจริง" เขาพึมพำในใจ เพียงแค่คิดถึงความเร่าร้อนที่นางซ่อนอยู่ภายในกายก็ทำให้เขารู้สึกสั่นสะท้าน ทว่าความรู้สึกบางอย่างก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเขา ราวกับว่าความงามนี้ไม่ได้เป็เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่เต็มไปด้วยประสบการณ์และพลังชีวิตที่นางสั่งสมไว้
แต่ในขณะเดียวกัน นายกองก็ต้องพยายามเก็บกดอารมณ์ของตนเองที่เริ่มหวั่นไหวอย่างหนัก หัวใจเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้ ท่อนเนื้อของเขาที่เริ่มตอบสนองต่อความคิดเ่าั้ก็ทำให้เขาต้องสะดุ้งและดึงตัวเองกลับมาสู่ความเป็จริงอย่างรวดเร็ว เขาแอบถอนหายใจเบา ๆ พลางพยายามทำสีหน้าให้นิ่งสงบ
“ถึงแม้ว่าตัวของเ้านั้นจะมีลูกมากถึง 5 คนองค์ฮ่องเต้ก็คงไม่ถือสา พระองค์ชื่นชอบสตรีร่านราคะเป็อย่างมาก ขอเพียงตัวเ้าสามารถดับความหื่นกระหายของพระองค์ได้ความสุขสบายย่อมที่จะรอเ้าอยู่”
“เชิญขึ้นรถม้า” นายกองกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ขณะที่เขายิ้มให้กับซินเยว่ หญิงสาวที่มีความงามเหนือคำบรรยาย นางเป็หนึ่งในสาวงามที่ถูกเลือกเพื่อที่จะเข้าทดสอบต่อไปที่เมืองหลวง
เมื่อซินเยว่ก้าวขึ้นรถม้า ความรู้สึกตื่นเต้นและความกังวลปะปนกันอยู่ในใจของนาง “เส้นทางในการเป็นางสนมของเหล่าบรรดาสาวงามนั้นดูเหมือนจะไม่ได้ง่ายดายนัก” นายกองพูดต่อ “มีสาวงามจากทั่วทั้งแผ่นดินที่จะ้าถวายกายให้กับองค์ฮ่องเต้ และพวกนางต่างก็มีความสามารถมากมาย”