“ฮ่าๆ หากเมื่อก่อนลุงป่วยต้องนั่งรถม้าพันลี้มาให้หมอเจียวเจียวรักษาอย่างแน่นอน” ฟ่านไห่ถังกล่าววาจาหยอกเย้าหลานสาว ถึงนางจะโตเป็สาวแล้วแต่ในสายตาของฟ่านไห่ถัง นางก็ยังคงเป็เด็กหญิงแก้มอวบอ้วนที่ทั้งร่าเริง ซุกซน ทั้งออดอ้อนขอของเล่นใหม่ๆ อยู่เสมอ บางครั้ง่ฤดูร้อนนางและพี่ชายจะมานอนค้างที่บ้านท่านลุงท่านป้า ให้ท่านลุงสอนเล่นของเล่นใหม่ๆ เป็ประจำ ท่านป้าก็จะทำขนมและของหวานเอาใจเด็กๆ ซุกซนพวกนี้
“พี่สาวล่ะเ้าคะ สบายดีหรือไม่ ข้าคิดถึงพี่สาวที่สุด พี่สาวแต่งงานออกเรือนผ่านมาสามปีแล้ว พอจะมีข่าวดีรึยังเ้าคะ ข้าอยากอุ้มหลานแทบแย่”
“ที่ข้ามาที่นี่ก็จะมาบอกเ้ากับแม่เ้าว่า พี่เขยของเ้าเข้ามารับตำแหน่งขุนนางในเมืองหลวง พวกเรากับพี่สาวเ้าจึงย้ายกลับมาอยู่เซิ่งโจวแล้ว และที่สำคัญตอนนี้นางกำลังตั้งครรภ์แล้วอย่างไรเล่า” เหลียนชิงเซียนกล่าวด้วยความดีใจใบหน้าเปื้อนยิ้ม กุมมือเจียวอวี๋ไว้ด้วยความเอ็นดู
“จริงหรือเ้าคะ! ข้าจะได้เป็ท่านน้าแล้วใช่หรือไม่เ้าคะ” เจียวอวี๋ตื่นเต้นดีใจ จนหลงลืมกิริยาเรียบร้อยสง่างามไปชั่วขณะ เหลียนซื่อมิได้กล่าวตำหนิมารยาทของบุตรสาว เฉพาะญาติมิตรสนิทภายในครอบครัวเท่านั้นถึงทราบบุคลิกนิสัยร่าเริงของนาง
หลังจากได้พูดคุยถามไถ่กันไปสักพัก เสียงเดินฝีเท้าหนักแน่นสม่ำเสมอใกล้เข้ามาในโถงใหญ่ จื่อถงเพิ่งกลับจากการประชุมขุนนาง บนร่างยังคงสวมชุดขุนนางสีแดงอันหนักอึ้งอยู่ บ่าวที่หน้าประตูได้แจ้งการมาของพี่เขยและพี่สะใภ้ เขาจึงเดินก้าวเข้ามาในห้องโถง ใบหน้าผ่อนคลาย ปากวาดยกขึ้น กล่าวทักทายเหลียนชิงเซียนและฟ่านไห่ถังสองสามีภรรยา เหลียนซื่อเมื่อเห็นสามีเดินเข้ามาจึงรีบเรียกเขา
“ท่านพี่ พี่สาวกับพี่เขยอุตส่าห์ลำบากนำของฝากจากแดนตะวันตกมาฝากพวกเราด้วย ดูแป้งผัดหน้าตลับนี้สิเ้าคะ” เหลียนซื่อหยิบตลับแป้งสีดำมันวาวแกะสลักลวดลายดอกไห่ถังยื่นให้จื่อถงดู
“อันที่จริงข้าคิดว่าจะเลือกอย่างอื่นให้พวกเ้า แต่พี่สาวเ้าบอกว่าเ้าชอบแป้งผัดหน้า บังเอิญมีพ่อค้าแดนตะวันตกเข้ามาค้าขายพอดี ข้าจึงซื้อมาฝากน้องสะใภ้กับเจียวเจียว พ่อค้านั่นบอกว่าแป้งตลับนี้ทำมาจากไข่มุกสีชมพู หายากอย่างยิ่ง ทำออกมาเพียงสิบตลับเท่านั้น” ฟ่านไห่ถังกล่าววาจาฉะฉาน ราวกับกำลังขายของให้ลูกค้า สมกับเป็พ่อค้าคหบดี เหลียนซื่อได้ฟังคุณสมบัติของแป้งตลับนี้ พลันรู้สึกเกรงอกเกรงใจพี่เขยขึ้นมาทันที
“แป้งตลับนี้ราคาคงแพงนัก เหลียนซื่อกับเจียวเจียวจะกล้ารับไว้ได้อย่างไร” จื่อถงกล่าวเกรงใจพี่เขยที่มอบของหายากให้ภรรยากับบุตรสาวของตน
“เ้าอย่าได้เกรงใจไป ล้วนเป็ครอบครัวเดียวกันทั้งสิ้น อย่าทำให้พวกเราเสียความตั้งใจเลย เหลียนซื่อเป็น้องสะใภ้ข้า เจียวเจียวก็ยิ่งเป็ดั่งบุตรสาวข้าอีกคนหนึ่ง” ฟ่านไห่ถังกล่าวด้วยความจริงใจ
“อย่างนั้นข้าขอทำหน้าหนารับไว้แล้วกันเ้าค่ะ”
เจียวอวี๋พูดโพล่งสลายความเกรงอกเกรงใจของพวกผู้ใหญ่พวกนี้ ฟ่านไห่ถังหัวเราะเสียงดังชอบใจในความใสซื่อตรงไปตรงมาของหลานสาว พวกเขาพูดจากันสักพักเหลียนซื่อจึงชวนพี่สาวและพี่เขยกินอาหารเย็น หลังกินอาหารเย็นเสร็จ พวกเขาจึงขอตัวลากลับไป
จื่อถงนั่งลงบนเก้าอี้ในห้องหนังสือ เขายังมีงานคงค้างและหนังสือราชการกองโตวางอยู่บนโต๊ะ ั้แ่เลื่อนตำแหน่งเป็รองเสนาบดีกรมการคลัง งานทั้งในและนอกราชสำนักเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อได้รับความไว้วางพระทัยจากฮ่องเต้เขาจึงลงแรงไปมากทีเดียว จื่อถงหยิบหนังสือราชการฉบับหนึ่งขึ้นมาอ่าน พลันมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามา” จื่อถงเอ่ยตอบโดยสายตายังคงจับจ้องบนหนังสือราชการ เหลียนซื่อก้าวเท้าเดินตรงเข้ามา ในมือถือขนมและน้ำชา นางนำมาวางไว้บนโต๊ะกลมด้านข้างโต๊ะหนังสือ
“ท่านพี่ นี่เป็ชาที่พี่เขยนำมาจากแดนใต้ ท่านลองชิมดู” เหลียนซื่อค่อยๆ รินชาแล้วยกมาวางไว้บนโต๊ะหนังสือของจื่อถง
เขารับมาจิบ กลิ่นหอมของชาที่คั่วใหม่อบอวลลอยอ้อยอิ่งรอบโต๊ะหนังสือ รสชาติแผ่ซ่านหอมละมุนกระจายทั่วลิ้น
“ชาดี” จื่อถงเอ่ยชมชาของเหลียนซื่อ ครั้นได้ยินดังนั้นใบหน้าเหลียนซื่อเผยรอยยิ้มดีใจที่สามีของนางชื่นชอบ
“หากท่านพี่ชอบ ครั้งหน้าข้าจะขอจากพี่เขยให้มากสักหน่อย”
ขณะกล่าวด้วยอารมณ์ดี ปลายหางตาของนางเหลือบไปเห็นหนังสือราชการของจื่อถงที่เขาเพิ่งวางลง เป็หนังสือคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการต่างเมืองของรองเสนาบดีการคลัง คิ้วเรียวงามขมวดมุ่นเข้าหากัน ปกติแล้วนางไม่ยุ่งเกี่ยวงานภายในราชสำนักของสามี แต่นี่เป็ครั้งแรกที่เขาต้องไปไกลขนาดนี้ จื่อถงเห็นใบหน้าภรรยาที่แฝงความสงสัยและกังวล เขาจึงกล่าวว่า
“ฝ่าามีพระประสงค์ให้ข้าและผู้ใต้บังคับบัญชาบางส่วน เป็ตัวแทนพระองค์ไปเยี่ยมเยียนราษฎรและชาวบ้านที่ยากไร้ เมื่อคราฤดูฝนสองสามเดือนที่ผ่านมาเกิดอุทกภัยแถบเมืองจิงโจวและหยางโจว” จื่อถงพูดพลางจิบชาแล้วจึงอธิบายต่อ
“ชาวบ้านเดือดร้อนอย่างหนัก เรือกสวนไร่นาและปศุสัตว์ได้รับความเสียหาย ข้าต้องไปดูแลการจัดเก็บภาษีและความเป็อยู่ของราษฎร”
“ท่านพี่ต้องไปนานแค่ไหนเ้าคะ”
“หากไม่มีอะไรผิดพลาดเร็วสุดหกเดือน ช้าสุดหนึ่งปี” คิ้วของเหลียนซื่อยิ่งขมวดเข้าหากันแน่น
“หนึ่งปี!” จื่อถงผงกศีรษะ
“นี่เป็พระบรมราชโองการของฝ่าา หากทำงานลุล่วงเป็ที่พอพระทัย ฝ่าาก็จะไว้วางใจให้ข้าทำงานสำคัญยิ่งขึ้น”
แม้เหลียนซื่อไม่สามารถเอ่ยคำที่ไม่พอใจออกไปได้ ถึงกระนั้นนางต้องห่างจากสามีนานถึงหนึ่งปี นางรู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่อสามีเป็อย่างยิ่ง ั้แ่นางแต่งเข้าสกุลจื่อ นี่เป็ครั้งแรกที่นางกับจื่อถงต้องห่างกันไกลขนาดนี้
“ท่านพี่จะออกเดินทางเมื่อไหร่เ้าคะ” น้ำเสียงเหลียนซื่อยังแฝงความกังวลอยู่บ้าง
“อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า”
“เร็วอย่างนี้เชียว!”
“อืม รบกวนเ้าตระเตรียมสัมภาระให้ข้าด้วย ของไม่ต้องมากเลือกที่จำเป็ก็พอ”
“เ้าค่ะ” เหลียนซื่อก้าวเท้าออกจากห้องหนังสือไปอย่างใจลอย นางทั้งกังวลและเป็ห่วงสามี การจากเมืองหลวงไปยังดินแดนทุรกันดารที่เคยเกิดอุทกภัย ความเป็อยู่และอาหารการกินคงลำบากอย่างยิ่ง ไหนจะพวกโจรที่ออกปล้นตามรายทาง แล้วไหนจะโรคระบาดอีกเล่า เมื่อเหลียนซื่อนึกถึงโรคระบาด นางจึงเร่งสาวเท้าเดินไปยังเรือนของบุตรสาว บอกเล่าเื่ราวของบิดาที่ต้องออกเดินทางไกลนานแรมปีและความกังวลใจของนางให้เจียวอวี๋ฟัง
“เป็ความจริงหรือเ้าคะ ท่านพ่อไปนานขนาดนั้นเชียว” เจียวอวี๋แสดงสีหน้าใเมื่อได้ยินว่าบิดาต้องเดินทางไกล
“ใช่ เจียวเจียว แม่เป็ห่วงท่านพ่อเ้ายิ่งนัก เขาไม่เคยออกจากเมืองหลวงไปนานเพียงนี้ ระยะทางก็ไกลนับพันนับหมื่นลี้ ไหนจะโรคระบาดจากอุทกภัยอีก เ้าต้องเตรียมยาให้ท่านพ่อเ้าดีๆ เล่า”
เจียวอวี๋มองหน้านิ่วคิ้วขมวดของมารดาที่เริ่มปรากฏริ้วรอยของสตรีมีอายุ นางรู้สึกสงสารมารดาจับใจจึงเอ่ยปลอบขวัญว่า
“ท่านแม่อย่าได้เป็กังวลเลยเ้าค่ะ ราชสำนักคงตระเตรียมคนและองครักษ์หลายนายติดตามท่านพ่อ ท่านแม่อย่าลืมสิเ้าคะ ท่านพ่อเป็ถึงรองเสนาบดี ฮ่องเต้คงไม่ปล่อยให้ท่านพ่อลำบากมากหรอกเ้าค่ะ ส่วนเื่หยูกยา ข้าจะจัดสรรให้ท่านพ่อเต็มคันรถม้าเลยเ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินบุตรสาวกล่าวเช่นนั้นความกังวลใจของเหลียนซื่อจึงผ่อนคลายลงได้บางส่วน
“เช่นนั้นแม่จะไปจัดเตรียมสัมภาระให้ท่านพ่อเ้า ขาดเหลือสิ่งใดจะได้ไปซื้อเพิ่มเติม เ้าก็ไปถามท่านพ่อเ้าเื่สมุนไพรกับยาที่เขา้า หาก้าเพิ่มสิ่งใดเ้าก็สั่งบ่าวไปจัดเตรียมให้เพียงพอ”