บทที่ 12 ออกเดินทาง...กลับเมืองหลวง
ก่อนออกเดินทางเพียงหนึ่งวัน
วันนี้หลินหลานหรูตื่นแต่เช้าตรู่นั่งอ่านบัญชีรายนามสิ่งของทั้งหมดในจวนที่ต้องนำกลับเมืองหลวงไปด้วยยิ่งอ่านนางกลับยิ่งรู้สึกถึงความเละเทะ
"ของใช้พวกนี้ไม่จำเป็นกระมังขนไปให้หนักเสียเปล่า" นางพลิกหน้ากระดาษเปิดไปเรื่อยๆจากนั้นก็บ่นไปอีกหลายประโยค
เสี่ยวเฟิงนอนหมอบอยู่ใต้โต๊ะอย่างขี้เกียจ
หลินหลานหรูเปิดหน้ากระดาษไปมาก็รู้สึกขี้เกียจตามไปด้วยปิดสมุดบัญชีดังปึกแล้วโยนมันไปกองรวมกับเล่มอื่นๆ ด้านข้าง "เฮ้อ...น่าเบื่อจริงๆ"
นางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้คิดพักสายตาเพียงชั่วครู่ แต่กลับหลับลึกไปเสียอย่างนั้น ทั้งคนทั้งสัตว์เลี้ยงจึงหลับไปพร้อมกันทั้งคู่
ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม จู่ๆหลินหลานหรูก็สะดุ้งตื่น นางตกใจเสียงเห่าของเสี่ยวเฟิงก่อนจะหันมองไปยังทิศที่มันเห่า นกพิราบขาวตัวหนึ่งกำลังเกาะขอบหน้าต่างจิกกินเศษถั่วที่นางวางไว้ให้นกพิราบในกรงเมื่อเช้า
ไม่จริงกระมัง!
หลินหลานหรูลุกพรวดจากเก้าอี้นางแทบวิ่งเข้าหา แต่กลับพบกับความว่างเปล่าตรงข้อเท้า ช่างหน้าผิดหวังเสียจริงนกตัวนี้เป็นของเสวี่ยเฟิ่งไม่ผิดแน่
นางเดินไปหยิบถุงถั่วเขียวบนชั้นวางของก่อนเทลงบนขอบหน้าต่าง
เป็นไปได้ว่าตั้งแต่วันที่เสวี่ยเฟิ่งส่งม้วนจดหมายถึงนางครั้งล่าสุดหลังปล่อยมันกลับไปก็บินอยู่ข้างนอกตลอด จนวันนี้หิวจัดถึงได้บินลงมาหานางแล้วเหตุใดถึงไม่อยู่กับเสวี่ยเฟิ่งเล่าเห็นได้ชัดว่าตลอดหลายเดือนมานี้ไม่ได้รับการดูแลจากเจ้าของ
"เช่นนั้นก็มาอยู่กับข้าเถิด"นางเอ่ยไปพลางหยิบถั่วเขียวในถุงเพิ่มให้อีกหลายเม็ด
หลินหลานหรูนั่งปักหลักอยู่ริมหน้าต่างคิดถึงความเป็นไปได้มากมาย คิดจนหลับไปอีกรอบ ในหัวชัดเจนอยู่เรื่องเดียว 'เสวี่ยเฟิ่งแปรพักตร์ไปแล้ว'
เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางจึงรีบเขียนจดหมายขึ้นมาฉบับหนึ่ง ม้วนกระดาษแล้วสอดไว้ในกระบอกไม้ไผ่เล็กๆจากนั้นเป่าปากเรียกอีกาดำที่เชียนหลีต๋าเลี้ยงไว้ลงมา ก่อนส่งจดหมายออกไป
เนื้อความในจดหมาย 'เหลยเมี่ยวข้าเกรงว่าเสวี่ยเฟิ่งอาจแปรพักตร์ ฝากเจ้าสั่งการลงไปผู้ใดแสดงหยกของข้าในเมืองหลวงให้จับตาดูอย่างใกล้ชิด อย่าเพิ่งแหวกหญ้าให้งูตื่น'
เกี่ยวกับเรื่องนี้จำเป็นต้องรอบคอบให้มากเข้าไว้กฎของผู้ทรยศคือฆ่าปิดปากทันทีหลังได้รับการยืนยันต่อให้เสวี่ยเฟิ่งไม่ใช่คนของฮวาสิบสองกลีบ แต่เขาครอบครองหยกของนางอยู่อีกทั้งยังรู้เรื่องของนางมากเกินไป ทันทีที่ได้รับการยืนยันสถานะเป็นศัตรูก็ให้ลงมือสังหารได้เลย...
รอกระทั่งถึงเย็น เมื่อหลินหานฉีส่งบ่าวรับใช้มาตามหลินหลานหรูถึงก้าวเท้าออกจากเรือนนับแต่นั้น
"ท่านพ่อ" นางย่อกายคารวะบิดาก่อนเดินมานั่งยังเก้าอี้หน้าโต๊ะกินข้าวซึ่งฝังตรงข้ามเป็นหลินหลงอู่กับหลินหลงอวี้
"ในเมื่อมากันครบแล้วก็ลงมือกินเถิด"
ทุกคนต่างกินข้าวกันไปเงียบๆทว่าหลินหลานหรูกลับรู้สึกไม่ค่อยอยากอาหารส่วนใหญ่จึงตักกับข้าวเล่นมากกว่าส่งเข้าปาก
ปลายปีก่อนเรื่องมู่หวังจงถูกตัดศีรษะดึงหลินหานฉีให้เข้าไปเกี่ยวในฐานะผู้ต้องสงสัยอยู่พักหนึ่งภายหลังผู้ช่วยคนสนิทมู่หวังจงทำงานอย่างรอบคอบ สร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาหลายชิ้นเพียงเดือนเดียวก็ปิดคดีลงได้อย่างสวยงาม
ต่อมาผู้ช่วยคนนี้ได้รับการหนุนหลังจากนางเมื่อต้นเดือนก่อนถึงได้เลื่อนตำแหน่งจากผู้ช่วยเป็นผู้ตรวจการรับหน้าที่แทนมู่หวังจงรวมทั้งทำหน้าที่รักษาการแทนเจ้าเมืองหนานจิงไปพลาง
กล่าวให้ง่ายขึ้นหน่อยคือผู้ช่วยคนสนิทของมู่หวังจงคนนี้เป็นพวกเดียวกันกับนาง
"พรุ่งนี้เช้าต้องออกเดินทางแล้วพวกเจ้าเตรียมพร้อมกันหรือยัง" หลินหานฉีเอ่ย
"ข้ากับน้องรองเตรียมพร้อมแล้วขอรับอีกทั้งยังกล่าวลาท่านอาจารย์เฉาทั้งแต่สองวันก่อน ท่านพ่อวางใจได้ลูกยังให้คนไปที่วัดต้าหมิงเพื่อขอเครื่องรางคุ้มภัยมาให้ทุกคน"
หลินหานฉีร้องอืมในลำคออย่างพึงพอใจ"หลงอู่ ปีนี้เจ้าอายุสิบห้าแล้ว ทั้งยังเป็นพี่ใหญ่สุดขบวนเดินทางกลับเมืองหลวงพรุ่งนี้ก็ให้เจ้าจัดการควบคุมทั้งหมดแล้วกัน ส่วนเจ้าหลงอวี้ ให้คอยช่วยพี่ชายเจ้าอีกแรง"
"ขอรับท่านพ่อ"คุณชายหลินทั้งสองรับคำอย่างตื่นเต้น
หลังหลินหลงอู่กับหลินหลงอวี้ได้รับการสอนสั่งจากเฉาอันมานานกว่าครึ่งปีเด็กชายทั้งสองไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือการกระทำล้วนโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก
"หลานหลัน เจ้าเล่าต้องการสิ่งใดหรือไม่ ให้คนเตรียมไว้พร้อมหรือยัง"
หลินหลานหรูดึงสายตากลับจากพี่ชายทั้งสองมาที่หลินหานฉีจากนั้นจึงเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มสดใส"ลูกจัดเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วเจ้าค่ะ"
"อืม เช่นนั้นก็ดีแล้วคืนนี้พวกเจ้ากลับไปพักเร็วหน่อยพรุ่งนี้ออกเดินทางวันแรกยังต้องเตรียมการอีกมาก"
"ขอรับ/เจ้าค่ะ"คุณหนูคุณชายต่างรับคำพร้อมกัน
หลินหานฉีสั่งบ่าวรับใช้ส่งคุณหนูคุณชายกลับเรือนส่วนเขายังคงปักหลักต่อที่โต๊ะ เรียกบ่าวให้ยกสุราร้อยบุปผามาสองกาต่อจากนั้นก็มอมเมาตัวเองให้จมไปกับฤทธิ์สุราหอมหวานเช่นที่เคยทำประจำ
การเดินทางครั้งนี้หลินหานฉีย่อมรู้ดีว่าไม่มีทางราบรื่นอย่างที่คิดหลินเจียหลี่หรือนายท่านผู้เฒ่าสกุลหลินที่เมืองหลวงส่งจดหมายเตือนให้ระวังความปลอดภัยอยู่เป็นระยะการแก่งแย่งในราชสำนักเบื้องหน้าฮ่องเต้แม้ยังคงสงบเงียบทว่าเบื้องหลังกลับต่อสู้กันไม่หยุดพัก
การกลับเข้ารับตำแหน่งของหลินหานฉีในราชสำนักเท่ากับเสริมอำนาจให้สกุลหลินยิ่งใหญ่กว่าเดิม ราชสำนักแบ่งออกเป็นหลายฝ่ายเพื่อไม่ให้เสือติดปีกการกำจัดหลินหานฉีทิ้งระหว่างทางจึงเป็นโอกาสที่หาได้ยากสำหรับคนพวกนั้น
ดังนั้นหลินหานฉีจึงรู้สึกกังวลในเรื่องนี้เป็นห่วงก็แต่บุตรทั้งสาม โดยเฉพาะหลินหลานหรูที่ยังเด็กกว่าใครแต่พอนึกขึ้นได้ว่าข้างกายนางยังมีผู้ติดตามอยู่คนหนึ่งทั้งคนผู้นี้ยังมีวรยุทธ์สูงไม่แพ้เฉิงอิ้น ความกังวลในคราแรกจึงเบาบางลงไปมาก
และยิ่งไม่คาดคิดว่าเจ้าสำนักคุ้มภัยหนานเหรินจะอาสาจัดการเรื่องคนคุ้มกันรวมทั้งวางแผนเส้นทางให้พร้อมเสร็จสรรพขอเพียงเหล่าเหรินเป็นธุระคอยจัดการทุกอย่างให้ เรื่องค่าตอบแทน หลินหานฉียินดีจ่ายเป็นเงินให้ไม่เกี่ยง
ถึงตอนนี้จึงมั่นใจไปมากกว่าแปดส่วนแล้วว่าหากระหว่างทางมีเหตุไม่คาดฝัน ยังสามารถรับมือได้ทันท่วงที
เมื่อยามฟ้าสางต้นฤดูใบไม้ผลิมาเยือนถนนหน้าจวนสกุลหลินจัดเตรียมขบวนบางส่วนพร้อมสรรพส่วนอีกขบวนเตรียมรออยู่นอกประตูเมืองทิศตะวันตก
หลินหลานหรูยังอยู่ในเรือนนางกำลังเพ่งสมาธิร้อยเชือกผูกป้ายสีดำสองแผ่นเข้าด้วยกันทว่าเสียงฝีเท้าของสาวใช้ทั้งสองเดินไปเดินมาในเรือนด้วยความตื่นเต้นช่างรบกวนสมาธินางนัก ไหนจะเสียงเห่าของเสี่ยวเฟิง นางจึงร้อยเชือกไม่เสร็จสักที
ใช้เวลาไปครู่ใหญ่ในที่สุดก็ร้อยป้ายคำสั่งทหารองครักษ์เงากับป้ายไม้ของผู้ว่าจ้างมือสังหารเสร็จสองสิ่งนี้สำคัญนัก เก็บมันไว้กับตัวเป็นการดีกว่า นางจึงแขวนมันไว้ที่คอซ้อนทับไว้ในเสื้ออีกชั้น
"คุณหนู ได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ"เสี่ยวจิงเอ่ยอย่างตื่นเต้น พวกนางตื่นเต้นกันตั้งแต่เมื่อคืนเกรงว่าคงไม่มีใครได้นอนกันกระมัง
ความตื่นเต้นนี้ไม่ได้เกิดกับแค่บ่าวรับใช้แม้แต่เจ้านายยังตื่นเต้นเช่นกัน
หลินหลานหรูหันไปหาเสี่ยวจิงนางยกมุมปากโค้งยิ้มขึ้นอย่างสดใส พยักหน้ารับรู้ก่อนเดินออกจากห้อง
"อาจู เจ้าพาเสี่ยวเฟิงไปรอที่รถม้าก่อนประเดี๋ยวข้าตามไป" หลินหลานหรูเอ่ยสั่งอยู่บนชานเรือนหลังเห็นเสี่ยวจูพาเสี่ยวเฟิงออกไปแล้วจากนั้นค่อยหิ้วกรงนกพิราบสองตัวส่งให้เสี่ยวจิงถือ
"คุณหนูขอรับรถม้าพร้อมแล้วขอรับ" พ่อบ้านยืนรอรับอยู่หน้าประตูลานเรือน
ชั่วขณะนั้นจู่ๆหลินหลานหรูก็รู้สึกเบาหวิวขึ้นมาในใจ นางหันมองกลับเข้าไปในเรือนต่อมาก็เลื่อนสายตามองไปรอบๆ พลันเกิดความรู้สึกเสียดายไม่รู้ว่ากลับเมืองหลวงครั้งนี้จะเป็นอย่างไร
เสี่ยวจิงเห็นคุณหนูยังยืนอยู่จึงเอ่ย"คุณหนูเจ้าคะ ไปกันเถิดเจ้าค่ะ"
หลินหลานหรูหันหน้ากลับมานางจับเสื้อคลุมกันลมสีฟ้าอ่อนให้เข้าที่ ก่อนก้าวเท้าไปตามทางเดินบนลานเรือนภายในใจเกิดความรู้สึกหลากหลายตีกันให้วุ่นทว่าบนใบหน้าเล็กกลับไม่ปรากฏความรู้สึกใดออกมาให้เห็นทุกฝีก้าวย่างเดินไปอย่างมั่นคง
เสียงพ่อบ้านปิดประตูลานเรือนดังขึ้นเบื้องหลังนางชะงักไปชั่วครู่ก็ขยับเท้าเดินต่อโดยไม่หันหลังกลับสุดท้ายแล้วจวนแห่งนี้ก็ต้องถูกขายให้ผู้อื่นต่อ จะมีความหมายใดให้หวนคิด
หลินหลงอู่กับหลินหลงอวี้ตื่นเต้นยิ่งกว่าใครวิ่งแข่งกันออกมาจากจวนท่ามกลางท้องฟ้าสดใสเมื่อเห็นหลินหลานหรูกำลังก้าวขาขึ้นรถม้าก็เอ่ยเรียกนางว่า 'น้องเล็ก' กันไปคนละคำ จากนั้นก็กระโดดขึ้นหลังม้าไปอย่างรวดเร็ว
เช้าวันนี้ค่อนข้างคึกคักเลยทีเดียวเชียวแม้แต่หลินหลานหรูยังเลิกม่านหน้าต่างออกชมบรรยากาศรอบข้าง
ขบวนรถม้าขยับแล้วรอจนออกมานอกประตูเมือง สมทบกับขบวนเดินทางที่สำนักคุ้มภัยจัดเตรียมไว้นับรวมคนทั้งหมดที่ร่วมเดินทางไปด้วยก็ราวๆ ห้าร้อยคน
หลินหลานหรูเปลี่ยนไปขึ้นรถม้าอีกคันซึ่งจอดรอด้านหน้าสุดของขบวน นางมองออกไปแล้วรู้สึกท้อขึ้นมาทันทีแถวยาวเสียขนาดนั้น เหตุใดส่งนางลงท้ายขบวนจึงให้เสี่ยวจิงกับเสี่ยวจูเดินนำไปก่อน
"คุณหนู ขบวนจะเคลื่อนแล้วเร็วเข้าเจ้าค่ะ"
หลินหลานหรูสาวเท้าให้เร็วขึ้นระหว่างทางเดินหลบฝูงชน และผ่านรถลากขนหีบของดูไปแล้วค่อนข้างน่าหนักใจอยู่ไม่น้อย ชาวเมืองที่ติดตามขบวนมีทั้งเด็กและคนแก่คนเหล่านี้อาจสร้างปัญหาระหว่างทางให้ได้
นางใกล้จะถึงรถม้าอยู่แล้วกลับได้ยินเสียงเอะอะดังขึ้นจากด้านหลัง
"หลบไป! หลบไป!"
ชายหญิงสามคนควบม้าห้อตะบึงออกจากประตูเมืองมาอย่างบ้าคลั่งพริบตาเดียวฝุ่นหอบใหญ่ก็ลอยมาถึงตัวนาง
หลินหลานหรูขยับหลบตามสัญชาตญาณถอยห่างออกจากถนนพร้อมกับชาวเมืองมาด้านข้างเมื่อครู่นางหลบฝีเท้าม้าได้อย่างเฉียดฉิวขณะเดียวกันเด็กน้อยในขบวนเดินทางพลันคว้าหามือมารดาร้องไห้ระเบ็งเซ็งแซ่อย่างตื่นตระหนก
ม้าสามตัวหยุดลงตรงหน้าเด็กสาวอายุสิบสามสวมอาภรณ์ชุดน้ำตาลสลับขาว บนไหล่ปักตราสัญลักษณ์ประจำสำนักคุ้มภัยหนานเหรินเด่นหราเหรินอันอันกระโดดลงจากหลังม้า สะบัดแส้ยาวในมือฟาดไปกับพื้นถนนอย่างโอหังก่อนเปล่งเสียงตวาดคนในขบวน
"หุบปากกันให้หมด!ขบวนเดินทางนี้ข้านำ เศษมนุษย์อย่างพวกเจ้าข้าพอใจจะไล่ออกจากขบวนเมื่อไรก็ได้"
หลินหลานหรูก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ถูกเด็กสาวนางนี้ตวาดใส่หน้าจึงรู้สึกไม่พอใจข้างในลึกๆ เพียงแต่ฉากหน้าแล้วไม่ได้แสดงสีหน้าใดออกมา
"เจ้าก็คือคุณหนูหลิน?" อีกฝ่ายเห็นหลินหลานหรูเข้าพอดี
หลินหลานหรูเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเด็กสาวคนนี้ก็คือเหรินอันอัน บุตรสาวคนโตของเจ้าสำนักคุ้มภัยหนานเหริน และเป็นคนเดียวกับที่เกาฟังใช้กระบี่จ่อคอในครั้งนั้นเหอะๆ เขาสร้างปัญหาระยะยาวให้นางเสียแล้ว
"มิผิด เป็นข้าแล้วอย่างไร"หลินหลานหรูเงยหน้าเอ่ยตอบเด็กสาวอายุสิบสามผู้นี้
เหรินอันอันกระตุกยิ้มมุมปากใช้แส้ในมือเชยคางหลินหลานหรูขึ้นอย่างยโส ทว่าหลินหลานหรูมีหรือจะยอมนางปัดแขนเหรินอันอันออกจนอีกฝ่ายซวนเซเล็กน้อย
เหรินอันอันหัวเราะในลำคอเบาๆ"ร้ายกาจสมคำร่ำลือจริงๆ ...คุณหนูหลิน ข้านี่แหละจะลบคมเจ้า"
หลินหลานหรูสบตาไม่เกรงกลัวพลางยิ้มเอ่ยอย่างเย่อหยิ่งไม่แพ้กัน "ข้ายังร้ายกาจได้มากกว่าที่เจ้าคิดดังนั้นอย่าได้เผลอกะพริบตา"
เหรินอันอันเป็นคนประเภทกระบี่ไม่จ่อคอไม่หลั่งน้ำตาต่อหน้าผู้อื่นทำตัวอวดเก่งวางอำนาจ ดื้อรั้นหัวชนฝาไม่ยอมใครจองหองได้สมเป็นทายาทผู้สืบต่อตำแหน่งเจ้าสำนัก
"ศิษย์น้องเล็กเจ้ามาอยู่ที่นี้ได้อย่างไร" ซูเจี๋ยกระโดดลงจากหลังม้า ก่อนสาวเท้าเดินตรงมาอย่างหน้าเครียดพอเห็นหลินหลานหรูอยู่ตรงนั้นด้วย พลันเปลี่ยนสีหน้าเร็วไวยิ้มเอ่ยกับนางอย่างสุภาพ "คุณหนูหลิน เจ้ามาอยู่ตรงนี้นี่เองเมื่อครู่สาวใช้ของเจ้ากำลังตามหา ขบวนด้านหน้ากำลังเคลื่อนเจ้ารีบขึ้นรถม้าเถิด"
หลินหลานหรูคารวะซูเจี๋ยยิ้มอ่อนหวานส่งให้เขาประชดเหรินอันอันไปพร้อม ใบหน้าเหรินอันอันหงิกขึ้นมากำแส้ในมือมองหน้าหลินหลานหรูอย่างหาเรื่อง แต่หลินหลานหรูพอใจแล้วจึงเอ่ยขอตัวเดินไปหาสาวใช้ก่อนขึ้นรถม้า
คล้อยหลังนางยังได้ยินซูเจี๋ยตำหนิเหรินอันอันที่รั้นจะติดตามขบวนไปให้ได้เกรงว่าเมื่อเช้าคงแอบหนีออกจากสำนักโดยไม่บอกกล่าวบิดาให้รู้กระมัง
รถม้าคันใหม่ดีกว่าคันก่อนหลายเท่ามิหนำซ้ำยังใหญ่พอให้เสี่ยวจิงกับเสี่ยวจูนั่งด้วยได้อย่างสบายตรงกลางยังมีโต๊ะเล็กเอาไว้ให้ใช้สอย
เหรินอันอันยังไม่ยอมปล่อยหลินหลานหรูนางควบม้าประชิดข้างหน้าต่างรถม้า จากนั้นใช้ม้วนแส้ยาวในมือเคาะหน้าต่างจนสั่นสะเทือนไปทั้งคัน
หลินหลานหรูหน้าตึงเหตุใดไม่พังรถม้าไปเลยล่ะ นางเลื่อนหน้าต่างเปิดออกอย่างหงุดหงิดเห็นเหรินอันอันชักสีหน้ามองมาอย่างไม่พอใจ
เหรินอันอันเปิดปากก่อนเพื่อน"ถ้าเจ้าอยากกลับเมืองหลวงอย่างราบรื่น ก็ให้นั่งสบายๆ บนรถม้าไปอย่าได้โผล่หน้าโง่ๆ ให้ข้าเห็นเป็นอันขาด"
หลินหลานหรูขมวดคิ้วเล็กน้อยนี่ใช่คำขู่หรือไม่ "ข้าย่อมไม่อยากเห็นหน้าเจ้าด้วยเช่นกัน"
"เจ้า!" เหรินอันอันถูกย้อนพลันเงื้อแส้เตรียมฟาด ทว่า...
"ศิษย์น้อง อย่าก่อกวนออกเดินทางได้แล้ว" ซูเจี๋ยดุเสียงเข้ม
พร้อมกันนั้นหลินหลานหรูไม่สนใจเหรินอันอันอีกเลื่อนหน้าต่างรถม้าปิดใส่หน้าคนข้างนอกดังปังเพียงเสี้ยวอึดใจเสียงแส้ฟาดหน้าต่างก็ดังขึ้นอีกเป็นชุดซูเจี๋ยโมโหจัดตวาดเหรินอันอันไปอีกหลายประโยค เสียงแส้ถึงได้เงียบลง
หลินหลานหรูนั่งอมยิ้มไปขณะที่รถม้ากำลังเคลื่อนตัวออกห่างจากเมืองเรื่อยๆ ผู้ใดกันแน่จะโมโหตายก่อนถึงเมืองหลวง
"คุณหนูปล่อยให้เป็นเช่นนี้จะดีหรือเจ้าคะ หากคุณหนูเหรินผู้นั้นก่อกวนไม่เลิกจะทำอย่างไรบ่าวกลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ ว่านางจะใช้แส้ในมือฟาดผู้อื่นจนตาย"เสี่ยวจิงตัวสั่น เมื่อครู่แค่ฟาดรถม้ายังขนาดนั้นหากฟาดคนขึ้นมาไม่ขาดเป็นสองท่อนหรือ อันตรายยิ่งนัก
หลินหลานหรูถอดเสื้อคลุมกันลมออกแล้วส่งให้เสี่ยวจูที่ยื่นมือมารอรับ ก่อนเอ่ยอย่างสบายๆ"เส้นทางกลับเมืองหลวงไม่ใช่วันสองวันจะถึง หากนางสามารถก่อกวนข้าได้ทุกวันก็ทำไปเถิดให้รู้ไปว่าความอดทนของใครจะสูงกว่ากัน"
ยังมีเรื่องให้นางต้องเฝ้าระวังตลอดการเดินทางอีกมากจะสนใจเหรินอันอันให้เสียเวลาไปไย
ขบวนเดินทางครั้งนี้เป็นไปตามแบบแผนที่วางไว้โดยมีไป๋เซี่ยร่วมเดินทางกลับเมืองหลวง ดังนั้นสกุลหลินจึงได้ศิษย์เอกสำนักลั่วซานคอยคุ้มกันเพิ่มอีกสามคนอีกทั้งชาวเมืองที่ติดตามไปด้วยก็มีจำนวนไม่น้อย
"คุณหนู"เสี่ยวจูยื่นจดหมายฉบับหนึ่งมาตรงหน้า"เกาฟังให้บ่าวมอบให้คุณหนูเจ้าค่ะ"
หลินหลานหรูรับมาเปิดอ่านเป็นจดหมายจากเหลยเมี่ยวไม่ผิด หลังอ่านจบก็ส่งให้เสี่ยวจิงเผามันทิ้ง
เมื่อคืนเหลยเมี่ยวเรียกประชุมผู้อาวุโสของฮวาสิบสองกลีบเป็นการลับจดหมายเมื่อครู่คือผลสรุปที่ได้จากที่ประชุมซึ่งทุกคนต่างเห็นตรงกันว่าให้ปลดตำแหน่งผู้นำสูงสุดลงเป็นการชั่วคราวดังนั้นเวลานี้เท่ากับว่านางไม่ใช่คนของฮวาสิบสองกลีบ
เรื่องการสั่งปลด นางเป็นคนเสนอเองตราบใดที่ยังไม่ได้หยกคืน ความเสี่ยงที่จะมีคนแอบอ้างเป็นนางจึงมีสูงเรื่องนี้ควรป้องกันไว้ก่อนเป็นการดี
เสี่ยวจิงเห็นคุณหนูมองออกไปยังนอกหน้าต่างรถม้าขณะที่แขนข้างหนึ่งวางพาดไปกับขอบหน้าต่าง ทิวทัศน์ด้านนอกก็นับว่าไม่เลวเมื่อเห็นคุณหนูผ่อนคลายเช่นนี้แล้วจึงไม่คิดรบกวนอีกหันไปนั่งเคียงข้างเสี่ยวจูไปอย่างเงียบๆ
สำหรับการเดินทางในสองเดือนแรกผ่านมณฑลอันฮุยมาอย่างราบรื่นหลินหลานหรูเบาใจลงไปได้มาก ส่วนเหรินอันอันนั้น นางไม่เคยเดินทางไกล หลังๆมาจึงจบลงด้วยการนั่งรถม้า เหนื่อยจนแทบไม่มีเวลามาหาเรื่องใคร
สองเดือนถัดมาเข้าสู่มณฑลหูเป่ยเป็นที่เรียบร้อยทว่ากลับพบปัญหายุ่งยากขึ้นมา
เกาฟังควบม้าขึ้นมาด้านหน้าประชิดคู่ไปกับรถม้าที่กำลังวิ่ง เขาเคาะหน้าต่างก่อนเอ่ย"ข้างหน้าอีกห้าลี้คือเมืองอู่ฮั่น ข้าจะเร่งเข้าเมืองก่อนเจ้าจะสั่งอะไรหรือไม่"
หลินหลานหรูโผล่หน้าออกทางหน้าต่างเล็กน้อยก่อนหันมองซ้ายขวา "คงให้รั้งอยู่ในเมืองไม่นาน ให้เจ้าบอกกับพี่ซูเจี๋ยแยกขบวนเดินทางออกเป็นสองกลุ่ม โดยขบวนหนึ่งให้ออกเดินทางทันที"
เกาฟังร้องอืมในลำคอจากนั้นก็ควบม้าขึ้นหน้าไปหาซูเจี๋ยทันที
เสี่ยวจิงสังเกตเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของหลินหลานหรูมาหลายวันแล้ววันนี้จึงเอ่ยถาม "คุณหนู เหตุใดถึงแบ่งขบวนออกเป็นสองกลุ่มเล่าเจ้าคะ"
หลินหลานหรูไม่ได้ตอบสาวใช้ในทันทีนางโผล่ศีรษะผ่านหน้าต่าง หันมองกลุ่มคนที่เดินขบวนตามมาด้านหลังอีกครั้งหลายเดือนมานี้จำนวนคนติดตามลดน้อยลงเรื่อยๆ มีทั้งหน้าใหม่หน้าเก่าเข้ามาแล้วออกไปจากนี้จำเป็นต้องเพิ่มความเร็วในการเดินทางดังนั้นควรแยกขบวนคนกับขบวนสัมภาระออกจากกัน
นางถอยกลับเข้ามาในรถม้าแล้วจึงเอ่ย"ไม่มีอะไร ข้าแค่คิดว่าคนเยอะเกินไปอาจเป็นภาระ"
ซูเจี๋ยจัดการตามที่สั่งจัดขบวนเป็นสองกลุ่ม โดยให้ขบวนที่สองมีไป๋เซี่ยพร้อมลูกศิษย์อีกสามคนนำขบวนจากนั้นรั้งอยู่ในเมืองเจ็ดวันเหมือนที่เคยทำมาทุกครั้งและแยกออกจากเมืองไปอีกเส้นทาง
ส่วนขบวนแรกของพวกนางให้ซูเจี๋ยเป็นคนนำจัดเป็นขบวนคนที่ต้องเน้นความเร็วในการเดินทาง แยกคนเดินเท้าเด็กและคนแก่ออกไปให้หมด โดยเฉพาะผู้ที่ไร้วรยุทธ์ไม่ควรติดตามไปด้วยดังนั้นพักเพียงวันเดียว รุ่งเช้าวันต่อมาก็ออกเดินทางทันที
"ตกลงเจ้าจะใช้ขบวนใดเป็นตัวล่อ"เกาฟังรู้สึกขัดแย้งในใจเมื่อเห็นว่าหลินหลานหรูกำลังส่งเด็กและคนแก่ไปตาย
"แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่ขบวนข้า"นางตอบได้อย่างเลือดเย็น แต่อย่าลืมว่าถึงนางจะใช้ให้เป็นตัวล่อแต่ขบวนนั้นเปลี่ยนเส้นทางด้วย
ทว่าเกาฟังไม่ได้เข้าใจสิ่งที่นางกำลังคิดทั้งหมดระหว่างทางจึงหงุดหงิดพาลไม่พอใจนางไปด้วย
หลังออกจากอู่ฮั่นมาได้สิบวันขบวนเดินทางที่ซูเจี๋ยเป็นคนนำได้แวะหยุดพักในตำบลเล็กๆ ของหูเป่ยทางเหนือซึ่งติดกับมณฑลเสฉวนทางทิศตะวันตก โดยเลือกโรงเตี๊ยมแห่งแรกที่พบเป็นที่ค้างแรม
หลินหลานหรูลงจากรถม้ามาได้ก็เร่งฝีเท้าเข้าไปในโรงเตี๊ยมนางอยากอาบน้ำเต็มทนแล้ว ทว่าเกาฟังกลับรั้งคอเสื้อนางเอาไว้ด้านหลัง
"เกาฟังปล่อยข้า! ข้าเหนื่อยแล้วไม่ว่างมาเล่นเป็นเพื่อนเจ้า" หลินหลานหรูออกแรงเดินหน้าดึงตัวเองให้หลุดจากมือเกาฟัง
ทว่าบัดซบนี่ดันปล่อยมือกะทันหันนางไม่ทันตั้งตัว เท้าสะดุดขอบประตูโรงเตี๊ยมก่อนถลาล้มไปข้างหน้า
บัดซบเกาฟัง!หน้าข้ากระแทกพื้นบัดนี้
ชั่วขณะนั้นกลับมีคนมายืนขวางโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวศีรษะหลินหลานหรูโขกหน้าอกคนผู้นั้นเข้าให้ จากนั้นก็ล้มหงายทับไปตามๆ กันนางได้ยินเสียงร้องโอ๊ยดังมาคำหนึ่ง พร้อมกับเสียงฝูงชนรอบข้างอุทานตกใจกันขึ้นมา
เจ้าหาเรื่องให้ข้าอีกจนได้ หลินหลานหรูกลุ้มใจ
"คุณหนู เจ้าเจ็บหรือไม่"
หือ? ไม่ใช่เสียงเสี่ยวจิงแน่กระมังและยิ่งไม่ใช่เสียงบัดซบเกาฟังนั่น
หลินหลานหรูยันตัวเองขึ้นเล็กน้อยก่อนพบว่านางกำลังล้มทับคุณชายน้อยหน้าหวานผู้หนึ่งอยู่ ไอ๊หยา!มือของนางยังวางบนอกเด็กหนุ่มอยู่เลย น่าขายหน้าไหมล่ะ!