เซียวเหยาเดินมาถึงร้านขายเสื้อผ้า ขนาดใหญ่ร้านหนึ่ง ข้างร้านขายเครื่องประดับ ที่มีอัญมณีขายอยู่เต็มร้าน มีหญิงสาวหลายคน กำลังยืนเลือกกันซื้อกัน
‘เครื่องประดับอย่างนั้นหรือ’ นางเดินเข้ามาหา หญิงร่างท้วมเจ้าของร้าน ที่ยืนอยู่ด้านหลัง มองดูลูกค้าด้านหน้า
“แม่นางน้อยเจ้าเดินตรงมาหาข้า ต้องการสิ่งใดรึ หรือว่าเจ้าต้องการจะมาขายอัญมณี ให้กับข้ากัน เพราะเจ้าไม่สนใจเครื่องประดับที่วางขายอยู่หน้าร้าน”
“เถ้าแก่เนี้ยเดาถูกแล้วเจ้าค่ะ ข้าต้องการจะมาขายหินหยก ที่ร้านรับซื้อไหม”
“รับซื้อสิ ไหนเอามาให้ข้าดูหน่อย” เถ้าแก่เนี้ยพูด พร้อมกับยื่นมือออกมา ข้างหน้าเซียวเหยา
“เอ่อเถ้าแก่เนี้ย คือว่าก้อนหยกที่ข้ามีก้อนใหญ่ เกรงว่ามือของท่านจะรับน้ำหนักไม่ไหว มีที่ให้ข้าเอาหินหยกวางไหม”
“ถ้าอย่างนั้นตามเข้ามาข้างใน อยากรู้เหมือนกันว่า ก้อนใหญ่ขนาดไหน ไม่ใช่เอาออกจากแขนเสื้อมา ก้อนเล็กนิดเดียวหลอกนะ”
เซียวเหยาเดินตาม มาหลังร้าน มองโต๊ะด้านข้าง เอาหินออกมาจากมิติ วางลงบนโต๊ะ
“ห้ะ!! เจ้า…เอาหินหยก มาจากไหน เจ้าถึงกับมีอุปกรณ์มิติ เจ้ามาจากตำหนักไหน?” หญิงร่างท้วม ใช้มือปิดปาก กลัวจะร้องลั่นออกมาด้วยความดีใจ หยกก้อนนี้จะทำกำไรมหาศาลให้แก่นาง
“เถ้าแก่เนี้ยไม่ต้องสนใจหรอก ว่าข้าจะมาถึงตำหนักไหน ข้าแค่มาขายหินหยกให้กับท่านเท่านั้น ประเมินราคามาให้ข้าได้เลย ข้าต้องรีบเดินทางไกล”
“ได้ๆ ข้าจะประเมินราคาให้เจ้าเดี๋ยวนี้” เถ้าแก่ของเจ้าของร้าน ส่งพลังปราณเข้าไปตรวจสอบก้อนหยก ใช้เวลาอยู่ราวจิบชายังไม่ได้คำตอบ หินหยกก้อนใหญ่ที่เซียวเหยาต้องการ เอาไปวางประดับไว้ที่สวน
‘นี้ขนาดเลือกก้อนเล็กสุดแล้วน่ะ ถ้าเจออีกสองก้อน ไม่รอเป็นวันหรือ’
หลังจากที่พลิกก้อนหยกไปมาหลายรอบ เถ้าแก่เนี้ยก็ประเมินราคาออกมาหา นางไม่กล้าจะเอาเปรียบ แม่นางน้อยที่อยู่ตรงหน้า
“หยกก้อนนี้ มีพลังปราณเข้มข้นสีเขียวสด ข้าให้เจ้าสามหมื่นศิลาอสูร เจ้าตกลงหรือไม่ ข้าให้ราคายุติธรรมที่สุดแล้ว”
“ข้าตกลง เถ้าแก่เนี้ยรีบเอาศิลาอสูรมาให้ข้าเลย ข้าต้องไปซื้อเสื้อผ้าอีก” เจ้าของร้านร่างท้วม รีบจนมือสั่น ขนศิลาอสูรออกมาจากตู้ มากองไว้บนโต๊ะ
เซียวเหยารอให้นับครบจำนวน ก่อนจะเก็บเข้ามิติไป เหลือไว้สิบก้อนใส่แขนเสื้อไว้ นางก้าวเดินไปร้านชายเสื้อผ้า ด้านข้างต่อ
“แม่นางน้อยเจ้าต้องการ เสื้อผ้าแบบไหนสอบถามข้าได้”
“ข้าต้องการชุดผู้ชายสีดำ หรือสีเข้มก็ได้ ต้องการให้เก็บพลังและกลิ่นได้”
“แม่นางน้อยชุดที่ว่า มีอยู่ชุดเดียวราคาห้าพันศิลาอสูร จะรับไหม”
“ข้ารับรีบเอาให้ข้าเลย!” เซียวเหยาเห็นคนขาย ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ เลยเอาศิลาอสูรจำนวนห้าพัน มากองไว้ตรงหน้า ให้เห็นว่านางมีจ่ายค่าชุด คนขายเห็นแบบนี้ถึงได้ไปเตรียมชุดมาให้
‘ที่แท้ก็กลัวข้าไม่มีศิลาอสูรจ่ายนี่เอง’ นางรับชุดแล้วเดินออกจากร้าน ‘เสียเวลาจริงๆ’ นางรีบเดินออกไป ชนกับสาวสวยร่างบางผู้หนึ่งเข้า
“กรี๊ดดด! เจ้าเป็นใครเดินไม่ดูทาง มาชนข้าแบบนี้ ไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร!” เจ้าร่างบางตวาดลั่นร้าน จนคนอยู่ในร้านหันมามอง
“เจ้าก็ชนข้าเหมือนกัน เลิกแล้วต่อกัน” เซียวเหยาพูดจบ รีบเดินออกจากร้าน หาที่เปลี่ยนเสื้อผ้า
“หยุดน่ะเจ้าจะออกไปแบบนี้หรือ ทำคุณหนูข้าเสียหาย เจ้าต้องรับผิดชอบ เจ้าไม่รู้หรือว่า คุณหนูของเราจะขึ้นเป็นราชินี ที่เทพแดนอสูรนี้”
“ใช่แล้วมีข่าวจากวงใน จะมีการแต่งตั้งเร็วๆ นี้ หลังจากสงครามสงบ”
“เช่นนั้นเจ้าต้องมากราบเท้าขอโทษ คุณหนูของพวกข้าเสีย” สาวใช้สี่คนยืนขวางทางออกไว้
“หลบไป! ข้ารีบ ไม่มีเวลามาฟังเรื่องไร้สาระพวกนี้!”
“เรื่องไร้สาระอะไร คุณหนูของข้าเป็นบุตรสาวคนเดียวของ ตำหนักหงส์ฟ้า หากจอมอสูรจะแต่งตั้งราชินี จะเป็นใครไปได้”
“เขาบอกเจ้าหรือยังล่ะ หรือคิดไปเอง เสียเวลาจริงๆ” เซียวเหยาเดินออกจากร้าน โดยปล่อยพลังกดดันไปบางส่วน สาวใช้ทั้งสี่ ยืนนิ่งอยู่กับที่เพราะโดนพลังกดดัน
เซียวเหยาออกมานอกร้าน ไม่สนหน้าไหนทั้งนั้น ขี่ไม้กายสิทธิ์ออกจากตลาด มุ่งหน้าไปชายแดนทิศใต้
“แค่แวะซื้อเสื้อผ้าเสียเวลาไป เกือบหนึ่งชั่วยาม ถึงเวลาพักแล้วค่อยแวะเปลี่ยน”
“แล้วเจ้าไม่อำพรางตัวรึผิงผิง ต้องมีคนจำเจ้าได้แน่ ข้าไม่อยากให้คนของท่านพี่ หรือว่าท่านพี่รู้ว่าเราแอบตามมา”
“เจ้าสวมชุดสีดำ ข้ากลายร่างเป็นอีกาก็ได้ ส่วนเจ้างูไม่รู้มันจะกลายร่างเป็นสิ่งไหนได้ ที่ไม่ใช่งู”
“ข้ากลายร่างเป็นแมวดำได้ รับรองไม่มีใครรู้หรอกว่าข้าเป็นงู”
“ดี! เราจะไปที่หมู่บ้านตากหมอก คอยช่วยอยู่ข้างนอก จะไม่เข้าไปในค่ายทหาร ถ้าไม่จำเป็น”
เดินทางมาจนถึงพลบค่ำ “ผิงผิงหาที่พัก จะได้เปลี่ยนเสื้อผ้าไปด้วย ข้าไม่อยากพักโรงเตี๊ยม กลัวเจอคนของท่านพี่เข้า”
คืนนั้นเซียวเหยาแวะป่าข้างทาง แล้วตั้งสมาธิจับฝ่ามือ ข้างที่มีสัญลักษณ์ดอกท้อ ทั้งสามมาปรากฏตัวอยู่ที่ป่าท้อ
“แยกย้ายกันไปพักผ่อน พรุ่งนี้เราจะเดินทางแต่เช้า มีที่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เป็นที่คุ้นเคยแถมสวยงามมีพลัง ข้าก็มีน้ำค้างกิน” นางเปลี่ยนชุดใส่ชุดดำ เกล้าผมให้เหมือนเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ถอดหน้ากากออก
“ไม่ค่อยถนัดเลย ชุดใส่มาตลอด ถอดออกตอนใส่ชุดแดง หน้ากาก ถ้าใช้อักขระเวทปิดพลัง สับเปลี่ยนหน้ากาก คงไม่มีใครดูออก หลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้ท่านพี่ แต่ถ้าไม่มีกลิ่น เขาไม่น่าจะรู้”
ช่วงบ่ายของวันถัดมา หนุ่มน้อยหน้าตาธรรมดา ในชุดสีดำมีอีกาบินวนไปมา มือข้างซ้ายอุ้มแมวสีดำ เดินเข้าหมู่ตากหมอกหนึ่ง ที่เงียบเชียบไม่มีคนเดินถนนให้เห็น
เซียวเหยาเดินเข้าถึงกลางหมู่บ้าน ถึงเจอผู้คนที่กำลังนั่งรวมกันอยู่หน้าบ้านผู้นำ พวกเขาคุยกันเรื่องสงคราม จัดคนเฝ้าเวรยามตอนกลางคืน
ทุกคนหันมามองเป็นตาเดียว เมื่อเห็นหนุ่มน้อย ชุดดำเดินเข้ามาในหมู่บ้าน
“พ่อหนุ่มเจ้าเป็นใครมาจากไหน ชายแดนกำลังเกิดศึกสงคราม ใครเข้ามาในหมู่บ้านนี้ ต้องมารายงานตัวก่อนตัว ว่าไม่ได้เป็นไส้ศึกชุดมาจากแดนมาร”
“ข้าตั้งใจจะมารายงานตัว แต่เดินเข้าหมู่บ้านมาไม่เจอใคร กระทั่งเดินมาถึงตรงนี้แหละ ข้าไม่ได้เป็นมาร ในหมู่บ้านพอจะมีที่ให้ข้าพักไหม ข้าจ่ายค่าเช่าให้ก็ได้” ทุกคนเงียบกริบหันมามองหน้ากัน
“พ่อหนุ่มตอนนี้พวกเรา จะเอาค่าเช่าจากเจ้าได้อย่างไร มีบ้านว่างอยู่เจ้าเข้าไปอาศัยอยู่ได้ เพียงแต่ว่าเจ้าต้องมา ช่วยอยู่เวรยาม ร่วมกับชาวบ้านเท่านั้น”
“ได้! ข้าจะอยู่เวรยาม รวมกับพวกท่าน จัดมาเลยว่าจะให้อยู่วันไหน”
“เจ้าเห็นบ้านหลังเนินเขานั่นไหม หลังนั้นว่างเจ้าของบ้านอพยพไปอยู่ที่อื่นแล้ว” เซียวเหยามองตาม มือที่ซี้ไปเห็นบ้านหลังเล็กบนเนินเขา
“หรือถ้าเจ้าไม่ชอบ ยังมีอีกหลายหลัง ที่ว่างแต่จะไกลจากที่นี่หน่อยหนึ่ง หลังจากพูดคุยกันเสร็จ ข้าจะพาเจ้าไปดู”
“ไม่เป็นไรหลังนั้นก็ไม่เลว ข้าอยู่ได้ มีชาวบ้านอพยพออกไปเยอะเลยหรือ ที่ชายแดนเริ่มมีการรบแล้วรึ”
“เริ่มรบแล้ว หมู่บ้านโดยรอบไม่ปลอดภัย มีแต่คนที่ไม่มีทางไปเท่านั้น อยู่ที่เดิมและดูแลตัวเอง พวกมารมันโหดเหี้ยม มันเจอใครเป็นฆ่าหมด ถ้าไม่จำเป็นพวกเราจะไม่ออกไปไหน”
“พวกมารที่ท่านลุงว่า ลักลอบเข้ามาในหมู่บ้านได้อย่างนั้นหรือ พวกมันเข้ามาได้ยังไง มันต้องผ่านชายแดนหรือสนามรบเข้ามา”
“พวกมันแทรกซึมเข้ามานานแล้ว เพียงแต่ไม่มีใครรู้เท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีศึกสงคราม ไม่มีการรบจึงไม่มีใครหวาดระแวง กระทั่งรู้ตัวอีกทีหนึ่งข้าศึกก็มาประชิดเมืองแล้ว”
“ข้าคือผู้นำหมู่บ้านที่ เจ้าเรียกข้าว่าลุงหมิงก็ได้”
“ท่านลุงเรียกข้าว่า อาเจียก็แล้วกัน ข้าไปดูบ้านพักก่อน แล้วจะเดินสำรวจรอบหมู่บ้าน เชิญพวกท่านพูดคุยกันตามสบาย”
เซียวเหยาเดินขึ้นเนินมาดูบ้านพัก ที่พออยู่ได้ ที่นางชอบมันไม่อยู่ติดกับบ้านของใคร นางปล่อยแมวขึ้นบนบ้าน
“ผิงผิงเจ้าบินสำรวจ พื้นที่ใกล้เคียงหน่อย ว่ามีพวกมารแอบแฝงอยู่หรือไม่ พลังของมารเจ้าหน้าจะรับรู้ได้ มันไม่เหมือนมนุษย์เทพเซียนอสูร ระวังตัวด้วยเล่า!”
อีกาสีดำบินขึ้นท้องฟ้า มันบินวนรอบหมู่บ้านอยู่พักหนึ่ง แล้วก็หายไป แมวดำกระโดด ไปตามหลังคาบ้าน ถ้ามีใครสักคนสังเกตจะเห็นว่า มันหายจากหลังคาบ้านหลังหนึ่ง ไปโผล่ที่บ้านติดหนังอยู่ ไม่มีใครเห็นตอนมันกระโดด
คืนแรกเซียวเหยา ไม่ต้องอยู่เวรยาม นางเลยขี่ไม้กายสิทธิ์ ตามนกสีดำไป เพราะสงสัยว่ามีมาร ไปปรากฏตัวแถวหมู่บ้านตากหมอกสอง
“ตรงนั้นพวกมันแอบอยู่แถวนั้น ตอนกลางวัน ข้าเห็นพวกมันมีไอพลังดำ มีหลายคนเลย แต่…ตอนนี้ทำไมถึง ไม่อยู่ล่ะ”
“พวกมันกำลังบุกไปที่ บอกหมู่บ้านตากหมอกสองแน่ เพราะอยู่ใกล้ที่สุด พวกเราไปดูกันเถอะ” เซียวเหยาเร่งความเร็ว ไปที่หมู่บ้านใกล้ที่สุด แต่ทุกอย่างเงียบไม่มีเสียงต่อสู้ หรือเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
“เป็นไปได้ยังไง มันต้องบุกหมู่บ้านนี้สิ หรือว่ามันจะไปที่หมู่บ้านตากหมอกสามกัน ผิงผิงนำทางไปหมู่บ้านหมู่บ้านที่สาม”
เดินทางมาใกล้จะถึงหมู่ที่สาม มีเปลวไฟลุกขึ้น เสียงต่อสู้ด้วยกระบี่ดังมาแต่ไกล เซียวเหยาเร่งความเร็วไปที่หมู่บ้าน
ไฟที่ลุกไหม้ยากที่จะดับได้ นอกเสียจาก…เซียวเหยา โบกมือไปมาสองสามที เกิดฝนโปรยปรายลงมา ตรงที่ไฟไหม้ นางกระโดดลงมาด้านล่าง มาช่วยชาวบ้าน ที่บาดเจ็บล้มระเนระนาด เพราะต่อสู้กับเผ่ามาร
วิ้ววว! ปัก! ปึก!
เซียวเหยาใช้ไม้กายสิทธิ์ ไล่เฆี่ยนตีเผามาร ทีแรกพวกเขาไม่กลัวเพราะเห็นเป็นไม้เรียว และเด็กหนุ่มคนหนึ่งเท่านั้น แต่หลังจากถูกเฆี่ยนตี พวกมันถึงรับรู้ว่า ไม่ใช่ไม้เรียวธรรมดา ถ้าใครโดนตีถึงสองครั้ง วิญญาณจะสูญสลายทันที
“อ๊ากกก!!!”
ชาวบ้านที่เสียขวัญ มีผู้บาดเจ็บหลายคน บ้านถูกเผาข้าวของถูกทำลาย ยังดีมีฝนมาช่วยดับ เห็นเด็กหนุ่มมาช่วย ก็ถือแต่ไม้เรียวมาเท่านั้น พวกเขาเริ่มปลงกับชีวิตแล้ว วันนี้ยังไงก็คงไม่รอด มีแต่สู้จนลมหายใจสุดท้าย แต่พอเห็นไม้เรียวฟาดโดนตัวเผามาร พวกเขาลงไปร้องโอดครวญกับพื้น บางคนก็วิญญาณสูญสลายไป
“อือออ …เจ็บเหลือเกิน โอ๊ยย…ไม่ไหวแล้ว!”
นี่คือเสียงสุดท้าย ก่อนวิญญาณสูญสลายไป เหลือแต่เศษดิน
‘มันใช้ได้ผล ไม้กายสิทธิ์นี้เฆี่ยนเผ่ามารได้ แล้วพลังจากวิชาที่เรียนในคัมภีร์ลับล่ะ ตัวคัมภีร์ไม่อยู่ แต่วิชายังอยู่ต้องลองใช้ดูบทที่สอง ระงับพลังเผ่ามาร ระยะสองลี้’
ปรากฏแสงสีทองสว่างจ้า ในเวลากลางคืนที่มืดดับ แสงไฟจากไฟไหม้ก็ดับลงไปเพราะสายฝน พวกเขากำลังตกใจว่าฝนตกอยู่ที่ไฟไหม้เท่านั้น ก็ต้องมาตกใจกับแสงสว่างสีทอง ที่มองเห็นแม้กระทั่งใบไม้ใบเล็ก
มีคลื่นพลัง ถูกปล่อยออกมาพร้อมกับแสงสีทอง ชาวบ้านทุกคนรับรู้ได้ พวกเขาไม่ได้เป็นอะไร แต่…ไม่ใช่กับเผามาร หลังจากแสงสีทองหายไป เผ่ามารหลายสิบคนล้มลงกับพื้นหมดพลัง ร่างกายที่เคยมีเนื้อเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก