มิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 47 เกิดความคิดในยามคับขัน

            คงไม่หรอกกระมังหากเขาต้องการจะสับข้าคงลงมือไปนานแล้ว ครั้งที่แล้วเขาไม่ได้แยกดวงวิญญาณของข้าเห็นได้ชัดว่าระแวดระวังหลิวเฟิงกับวังจินเยี่ยนที่อยู่เบื้องหลัง

            ทว่าหากพิจารณาถึงอุปนิสัยของหลี่อวิ๋นหังนั่นมิใช่กล้ำกลืนความโกรธไว้หรอกหรือ? เมื่อนึกถึงหลี่อวิ๋นอี้ที่ถูกทรมานจนตายคร่ำครวญอยู่เป็นเวลาสองวันจึงขาดใจตายแล้ว...ยิ่งคิดดวงตาทั้งสองยิ่งมืดลงยังต้องแสร้งไกล่เกลี่ยกับอี้จื่ออีอย่างสง่างามอีกเจียงเฉิงเยว่รู้สึกผิดจากก้นบึ้งหัวใจโดยพลันเขาจึงดื่มชาสมุนไพรจนแทบจะหมดในเวลาอันสั้น

            อี้จื่ออีทุบโต๊ะ“ที่แท้เป็นเช่นนี้...เช่นนั้นฉิงชางจวิน ท่านวางแผนจะทำอย่างไรต่อไป?”

           เจียงเฉิงเยว่เอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็นชา “วางแผน? ข้าวางแผนจะลากราชาผีแห่งแดนใต้ผู้นี้ออกไปจากสามโลกและจะแยกวิญญาณเพื่อเป็นตัวอย่างไม่ให้ผู้ใดกระทำผิดอีก!”

           เขายังไม่ทันพูดจบ หลี่อวิ๋นหังที่ไม่ได้เปิดปากพูดมานานกลับกล่าวต่ออย่างเย็นชา“เขาหายไปหลายสิบปีแล้ว”

            หลังจากได้ยินเจียงเฉิงเยว่จึงถอนหายใจอย่างโล่งอกด้วยเหตุผลบางอย่าง เขามองดูอีกฝ่ายอาศัยโอกาสนี้ตรวจสอบอารมณ์ของอีกฝ่ายอย่างระมัดระวังกลับเห็นว่ายังคงสงบไร้ระลอกอารมณ์แห่งความยินดีหรือโกรธเช่นเคยในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขมขื่น คิดในใจว่าแม้ตอนที่อีกฝ่ายยังเยาว์วัยจะชอบงอนเอาใจยาก ทว่ายังสามารถเห็นความเศร้าหรือความสุขเล็กน้อยบนใบหน้าทำไมยามนี้ถึงเปลี่ยนเป็นลึกล้ำเช่นนี้แม้แต่อารมณ์เล็กน้อยล้วนไม่ปรากฏบนใบหน้าเลย

           เจียงเฉิงเยว่แสร้งทำเป็นเฉยเมยและแค่นเสียง“ขอเพียงวิญญาณของเขาไม่แหลกสลายไปจากสามโลก ข้าจะลากเขาออกมาไม่ช้าก็เร็ว!”

           หลี่อวิ๋นหังกระตุกมุมปากเล็กน้อย “ดูเหมือนว่าฉิงชางจวินจะตัดสินใจแล้ว”

           เจียงเฉิงเยว่ตกตะลึงสุดท้ายรู้ถึงเจตนาของการตำหนิและประชดประชันจากการเอ่ยชื่อของเขา

           อี้จื่ออีไม่รู้ถึงการเขม่นกันระหว่างหนึ่งผีกับหนึ่งเซียนเขาเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “ฉิงชางจวินจะเตรียมการอย่างไร? ข้าน้อยพร้อมรับคำสั่ง!”

           เจียงเฉิงเยว่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย“คุณชายอี้...ท่านต้องการสืบหากับพวกเราต่อไปหรือ?”

            อี้จื่ออีตอบรับ“แน่นอน!”

           เจียงเฉิงเยว่เอ่ยต่อ “ท่านไม่กลับไปที่ไท่ซื่อซานหรือ?”

            อี้จื่ออีบอก“ข้าเขียนจดหมายส่งกลับไปยังสำนักนานแล้วโดยบอกว่าต้องการออกไปฝึกฝนหาประสบการณ์เพียงลำพัง...”เขาลอบมองหลี่อวิ๋นหังแวบหนึ่ง จากนั้นหันไปหาเจียงเฉิงเยว่“หากเซียนจวินทั้งสองท่านไม่รังเกียจ...ให้ข้าอยู่ที่นี่ในฐานะคนรับใช้เถิดแม้ว่าการบ่มเพาะของข้าน้อยจะไม่ลึกล้ำแต่ยังสามารถจัดการเรื่องราวเบ็ดเตล็ดเล็กน้อยได้”

            เจียงเฉิงเยว่“อาจารย์ของท่านเห็นด้วยหรือ?”

           อี้จื่ออีบอกด้วยรอยยิ้ม“ฉิงชางจวินคงลืมไปแล้ว...ไท่ซื่อซานของข้ามีชื่อเสียงในการขายข้อมูลในโลกแห่งบ่มเพาะข้อมูลเหล่านี้ปกติแล้วไม่อาจรับจากที่ใดนอกจากไท่ซื่อซานศิษย์ในสำนักส่วนใหญ่ก็ออกไปฝึกฝนหาประสบการณ์ ไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติขอเพียงรายงานความจริงตามที่เป็นและได้ยินตามกำหนดเวลา...” เขาตกตะลึงจากนั้นนึกอะไรขึ้นได้ รีบบอกกับเจียงเฉิงเยว่อย่างซื่อสัตย์“แน่นอนว่าหากฉิงชางจวินไม่เห็นด้วยข้าน้อยจะไม่เปิดเผยให้ใครรู้สักครึ่งคำเป็นอันขาด!”

           เจียงเฉิงเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง ความจริงแล้วเขาไม่กลัวการ ‘รายงานความจริง’ของอี้จื่ออีสิ่งที่เขาต้องการคือการรายงานความจริงตามกำหนดเวลาของอี้จื่ออีต่างหากเพื่อให้สำนักเต๋าและใต้หล้ารู้ชัดว่าเขาไม่ได้ล้มเลิกที่จะเสาะหาความจริง...นอกจากนี้หากอี้จื่ออีไม่อยู่ด้วยจะเหลือเพียงเขากับหลี่อวิ๋นหัง...หากอยู่ร่วมกันเพียงลำพังเช่นนั้นก็เหมือนเนื้อที่เข้าปากเสือไม่ใช่หรือ?!

           เมื่อเห็นว่าเจียงเฉิงเยว่ไม่ออกความเห็นใด นิสัยตีงูแล้วงูเลื้อยขึ้นไม้[1] ของอี้จื่ออีทำให้อีกฝ่ายยอมรับเขาพลันตื่นเต้นขึ้นมา “ฉิงชางจวิน...เช่นนั้น...พวกเราจะไปที่ไหนกันต่อ? ต้องการจะทำอะไรหรือ?”

           เจียงเฉิงเยว่ถอนหายใจบอก “เมืองปี่อั้นแห่งแดนเหนือเดือนหน้า...เมืองผีคงจะเปิดแล้ว”

           หลี่อวิ๋นหังเม้มปาก อี้จื่ออีรีบร้อนบอก“ฉิงชางจวินต้องการกลับไปที่ปรโลกเพื่อสืบข่าวหรือ? เหตุใดจึงต้องไปเมืองผี?”

           หากเปรียบโลกใต้พิภพเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ เมืองผีคือกระดานกระโดดน้ำ[2] ที่ยื่นจากชายฝั่งลงไปในน้ำซึ่งคนบนฝั่งและปลาในน้ำสามารถพบปะกันได้ในที่แห่งนี้ หลังจากลงน้ำผู้คนต้องตายเมื่อขึ้นฝั่งปลาย่อมตายเช่นเดียวกัน กระดานกระโดดน้ำนี้จะเปิดทุกสามเดือนขอเพียงยามที่กระดานถูกเก็บ ปลาจะเข้าสู่น้ำลึก ส่วนนักท่องเที่ยวจะขึ้นฝั่ง ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันนับว่าเป็นชายแดนของมนุษย์และวิญญาณทั้งสองภพ

           แน่นอนว่าเมืองผีไม่ได้มีเพียงในเมืองปี่อั้นทว่าเมืองปี่อั้นกลับเป็นหนึ่งในสถานที่ใหญ่ กว้างที่สุดและยังมีอิทธิพลมากที่สุดในบรรดาเมืองผีที่เปิดระหว่างมนุษย์กับวิญญาณทั้งสองภพ

           เขาถูกตี้จวินขับไล่ออกจากปรโลก หากต้องการเข้าไปในปรโลกเพื่อสืบข่าวหนทางเดียวที่มีคือเมืองผี โดยใช้...ตัวตนของผู้บ่มเพาะธรรมดา

           แน่นอนว่าเขาไม่มีทางอธิบายเหตุผลนี้กับผู้ใดโดยตรง จึงทำได้เพียงบอก“หากกลับไปที่ปรโลกโดยตรง จะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หากมีตัวตนเป็นเพียงผู้ฝึกฝนธรรมดา...จะสะดวกต่อการปกปิดร่องรอยของการกระทำ”

           สุดท้ายแล้วมีเพียงเขาที่คุ้นเคยกับปรโลกมากที่สุด หากเขาพูดเช่นนี้สองคนที่เหลือย่อมไม่อาจโต้แย้งได้

            เจียงเฉิงเยว่บอก“แต่ว่า...หากไปโดยตรงเช่นนี้ เกรงว่าจะไม่ได้อะไรเลย”

            กฎของเมืองผี เจียงเฉิงเยว่ผู้เป็นราชาผีเข้าใจเป็นอย่างดีหากเป็นผู้ฝึกฝนธรรมดาประเภทที่พลัดหลงเข้ามานั้นไม่มีทางที่จะหลบหนีได้เมื่อทำผิดพลาดอาจสูญสิ้นชีวิตด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อย ซึ่งคาดว่าอาจไม่พบอะไรเลย

            เมืองผีก็เหมือนกับเมืองมนุษย์มนุษย์ที่ไม่คุ้นเคยจึงยากที่จะเลี่ยงจากการถูกหลอกลวงหากมีคนพาไปจึงจะจัดการเรื่องราวได้ง่ายขึ้นแต่ที่จะพาไปครั้งนี้...ต้องไม่ใช่สำนักใหญ่จำพวกสำนักจงหลีซานไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องอื่น คนมากย่อมไม่สามารถควบคุมได้ และกลุ่มนักพรตในนั้นต่างก็ตาสูงราวศีรษะ[3] ดังนั้น ไม่ก่อกวนเขาจะเป็นการดีนอกจากนี้ภายใต้สำนักประเภทนี้ก็สะดุดตาผู้คนมากเกินไปตัวตนอาจถูกเปิดเผยได้อย่างง่ายดาย

           แม้ว่าไท่ซื่อซานของอี้จื่ออีจะไม่คุ้นเคยกับกฎของปรโลกทว่ารู้เกี่ยวกับเมืองผีอยู่บ้าง เขาจึงถาม “เช่นนั้น...ฉิงชางจวินท่านเตรียมจะไปที่นั่นอย่างไร?”

            เจียงเฉิงเยว่บอกด้วยรอยยิ้ม“แน่นอนว่าหาคนช่วยเหลือไว้แล้ว”

            อี้จื่ออีถามต่อ“ฉิงชางจวินมีคนที่เลือกได้แล้วหรือ?”

           เจียงเฉิงเยว่เพียงหัวเราะ

           เมื่อหลอกได้พอประมาณแล้ว เจียงเฉิงเยว่เห็นอี้จื่ออีหาวจึงรีบเอ่ย “อาดึกขนาดนี้แล้วหรือ...” เขาถือโอกาสนี้แยกย้ายไปพักผ่อน

           เดิมทีเจียงเฉิงเยว่ประหยัดมัธยัสถ์มากว่าร้อยปีที่ผ่านมาเขาเตรียมที่จะนอนในห้องเดียวกันกับไป้เอ๋อร์ แม้ว่าหลี่อวิ๋นหังมีสีหน้าเฉยเมยทว่าเขากลับรับรู้ถึงอันตรายบางอย่างเขาจำได้ว่ายามอีกฝ่ายยังเด็กหวงเสด็จพี่มากเพียงใดแม้ว่าตอนนี้เปลือกนอกของเสด็จพี่จะเปลี่ยนคนแล้วก็ตามถึงอย่างไรภายนอกก็ยังเป็นเสด็จพี่ของเขาอยู่ดีไม่ใช่หรือ? ควรใช้อย่างระมัดระวังและเป็นระเบียบแบบแผนถึงอย่างนั้น หลังจากได้พบกับหลิวเฟิงทรัพย์สินเงินทองของฉิงชางจวินจะพร่องลงได้อีกหรือ?

           ดังนั้นจึงติดตามทั้งสองคนออกไปด้วยกัน พวกเขากำลังเดินไปยังห้องว่างข้างๆทันใดนั้นอี้จื่ออีกลับนึกอะไรขึ้นได้ จึงถามด้วยรอยยิ้ม “ฉิงชางจวินข้าได้ยินไป้เอ๋อร์บอกว่าท่านมีน้องชายคนหนึ่งที่มีชะตาหยินขั้นสูงสุดเช่นกันได้ยินว่าฉิงชางจวินยังรับเขาเป็นศิษย์ด้วยเหตุนี้?”

           เจียงเฉิงเยว่ราวกับถูกตอกลงบนพื้น จู่ๆ กลับไม่สามารถก้าวเดินได้ด้านหลังยังคงพูดเจื้อยแจ้วอยู่แต่เขาไม่ได้ยินสักคำ ความคิดพลันว่างเปล่า

           เขาหันศีรษะไปมองหลี่อวิ๋นหังอย่างแข็งทื่อสบสายตาที่มีความหมายแฝงของหลี่อวิ๋นหังพอดี

           เมื่ออี้จื่ออีเห็นเขาหยุดเดินกะทันหันจึงหยุดฝีเท้าและมองจากนั้นพูดด้วยความแปลกใจ “ฉิง...ฉิงชางจวิน?”

           เจียงเฉิงเยว่มีเหงื่อเย็นแตกพลั่ก ละล้าละลังอยู่พักหนึ่ง ตกใจมากจนพูดไม่ออก“ข้า...เอ่อ...”

            เปิดเผยแล้วหรือ?!

           ถ้อยคำของหลิวเฟิงดังก้องอยู่ที่หูของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ‘ในสายตาของหลี่อวิ๋นหังเจ้าเป็นเพียงวิญญาณชั่วร้ายที่ครอบครองร่างเสด็จพี่ของเขาแม้เจ้าจะบอกเขาว่าในยามนี้ความจริงแล้วเป็นเจ้าใช้ชีวิตกับเขาบนเขาฉีหวนเป็นเวลาสามปีและเจ้ายังช่วยเขาจนเกือบจะทำให้วิญญาณแตกสลาย เจ้าคิดว่าเขาจะเชื่อหรือไม่กัน?’

           อีกฝ่ายจะเชื่อหรือไม่?

            จะเชื่อหรือไม่?

           หากรู้ว่า...เป็นเขาที่แสร้งทำเป็นญาติสนิทตั้งแต่ต้นจนจบเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งหมด

            หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งความกลัวเจียงเฉิงเยว่สงบลงเล็กน้อย ความคิดเริ่มชัดเจนขึ้นมา จากนั้นถอนหายใจ“อันที่จริง...นับว่าเป็นน้องชายของข้าไม่ได้หรอก”

           หลี่อวิ๋นหังยืนอยู่ด้านหนึ่ง กำลังมองเขาอย่างเงียบงัน

            อี้จื่ออีงุนงง“อา?”

           เจียงเฉิงเยว่เห็นท่าทางที่งุนงงและสับสน เขาระบายยิ้ม ไม่ได้อธิบายอะไรมาก

           อี้จื่ออีจึงไม่ซักถาม ทำได้เพียงปล่อยมันไป

           หลี่อวิ๋นหังเดินตามหลังเจียงเฉิงเยว่อยู่ครึ่งก้าว ระเบียงนี้ค่อนข้างแคบอี้จื่ออีเดินห่างออกไปเล็กน้อยก่อนที่เจียงเฉิงเยว่จะจงใจหยุดชั่วคราวเพื่อขวางทางหลี่อวิ๋นหังเอียงตัวไปถามหลี่อวิ๋นหังอย่างใจเย็น“เสด็จพี่ของท่านเคยบอกกับข้า...แม้จะไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจนแต่ข้าเดาว่าซ่างเซียนเป็นน้องชายคนนั้นที่เขาบอกว่ามีชะตาหยินขั้นสูงสุดใช่หรือไม่?”

            ถูกต้องฉิงชางจวินทราบชัดเพราะเวลาต่อมา หลี่อวิ๋นเฉินได้ออกจากเขาฉีหวนหลังถูกเขาครอบครองร่างจึงได้ฟังจากที่หลี่อวิ๋นเฉิน...คำอธิบายนี้คงสมบูรณ์แบบเพียงพอแล้วกระมัง?

           หลี่อวิ๋นหังยิ้มให้เขาเล็กน้อย

           เจียงเฉิงเยว่ไม่รู้ว่าจะอธิบายรอยยิ้มนั้นอย่างไรดี...มุมปากของอีกฝ่ายยกขึ้นจริงปรากฏอย่างชัดเจนว่าเป็นรอยยิ้ม ใบหน้าหล่อเหลายังคงงดงามไม่มีความดุร้ายแม้แต่น้อยถึงอย่างนั้นรอยยิ้มนั้นกลับเผยความหนาวเหน็บเสียดกระดูก แม้จะตอบสนองได้ช้าทว่าเจียงเฉิงเยว่ก็รับรู้ถึงอันตรายเขาถึงกับรู้สึกว่าหลี่อวิ๋นหังอาจยื่นมือมาบีบคออย่างกะทันหันในวินาทีต่อไป!

           เจียงเฉิงเยว่สบตากับอีกฝ่าย เขาอดไม่ได้ที่จะเข่าอ่อนและสำนึกผิดหลังเหงื่อเย็นกำลังจะหลั่งไหลก็รีบบอก “ดึกมากแล้ว...เซียนจวินรีบไปพักผ่อนเถิดข้าจะกลับห้องก่อน” เมื่อพูดจบก็ไม่กล้ามองอีกว่าหลี่อวิ๋นหังตอบสนองอย่างไรจากนั้นรีบผลักประตูแล้วหนีเข้าไปในห้องของตนเอง

           ภายหลังถูกทำให้ตื่นตระหนกเจียงเฉิงเยว่พลิกตัวไปมาบนเตียงครึ่งคืนจึงค่อยหลับไปอย่างสะลึมสะลือ

           ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงทำให้เขาตื่นขึ้นจากการหลับใหลความเจ็บปวดอย่างรุนแรงนี้แผ่จากลำคอ แขนขาทั้งสี่ และหัวใจจุดหลิงไถทั้งเจ็ดจุดนั้นช่างคุ้นเคยนัก เขาจึงไม่ได้ใส่ใจอีก

            ตั้งแต่ถูกตี้จวินกักวิญญาณเอาไว้ในร่างนี้จุดที่วิญญาณถูกกักและผนึกไว้ราวกับโรคเรื้อรังที่ทรุดหนักลงไม่แน่ใจว่าเมื่อไรจะถูกสร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรงราวกับถูกเปลวเพลิงเผาไหม้จะกำเริบอย่างไม่มีกฎเกณฑ์เมื่อใดและยาวนานเท่าไร ช่วงสองสามปีแรกอาจเป็นเพราะวิญญาณได้รับความเสียหายมากเกินไปจึงเจ็บปวดอย่างรุนแรงเช่นนี้บ่อยครั้ง บางครั้งอาจยาวนานต่อเนื่องทั้งวันในช่วงไม่กี่ปีนี้วิญญาณเริ่มสมบูรณ์ การกำเริบจึงไม่ถี่เช่นนั้นเหลือเพียงสองสามปีจึงกำเริบสักครั้ง ช่วงเวลาก็สั้นเพียงไม่กี่วันอย่างมากที่สุดเพียงไม่เกินหนึ่งถึงสองชั่วยามย่อมหายดีแล้ว

           ถึงอย่างไรฉิงชางจวินก็เคยฝึกฝนในนรกทั้งสิบขุมที่ปรโลกดังนั้นความเจ็บปวดระดับนี้จึงไม่ถึงกับทนไม่ไหว เขากัดริมฝีปากล่างซ่อนความเจ็บปวดในลำคอเงียบๆ โดยมีเหงื่อเย็นไหลลงมาที่หน้าผากฝ่ามือหนึ่งที่อยู่ในผ้าห่มกำลังจับลำคอ อีกมือหนึ่งจับที่ข้อเท้า จากนั้นงอตัวเป็นก้อนกลมความเจ็บปวดอย่างรุนแรงในจุดสำคัญทั้งเจ็ดของร่างกายทำให้เขาต้องจับมันไปมาจนไม่รู้ว่าต้องจับตรงไหนดีทั้งตัวของเขาบิดเป็นเกลียว และไม่นานก็ม้วนเตียงเป็นผักดองแห้งจนยับยู่ยี่กลายเป็นก้อนกลม

           ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงเกินไป เขาจึงเริ่มท่องคาถาสงบใจให้ตนเองจากนั้นพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะดึงสติออกจากความเจ็บปวดที่รุนแรงอย่างไม่ทันระวังกระทั่งเผลอส่งเสียงครวญครางออกมา

            จิตสำนึกค่อยๆพร่ามัวลงเจียงเฉิงเยว่รู้สึกเพียงว่าตนเองไม่อาจจัดการกับการโฉบไปมาที่ชายแดนระหว่างการตื่นและสลบไสลได้ในช่วงเวลาที่สะลึมสะลือนี้ เขาไม่รู้ว่าตนเองกำลังหลับหรือตื่นหรือฝันว่าตนเองกำลังตื่นอยู่กันแน่

           หน้าผากราวกับถูกสายลมอบอุ่นพัดมาแผ่วเบา เขามีความรู้สึกคันเล็กน้อยจากการปะทะภายใต้ความเจ็บปวดอย่างรุนแรง เขากลับสามารถสัมผัสถึงมันได้อย่างชัดเจน

           เจียงเฉิงเยว่ค่อยๆ ตกลงสู่ห้วงนิทรา ความเจ็บปวดเริ่มจางหายไปทีละน้อยเขามีความฝันที่ยาวนานในความฝันนั้นตนเองนั่งอยู่บนเรือลำเล็กที่โคลงเคลงท่ามกลางลมและคลื่นที่บ้าคลั่งอยู่ชั่วขณะหนึ่งสุดท้ายเมฆฝนกระจัดกระจาย แสงแดดลอดส่องผ่านชั้นเมฆ มีสายรุ้งแต่งแต้มอยู่ที่ขอบฟ้ามีพระพุทธเจ้าที่เงียบสงบและงดงามยังฝันอีกว่าตนเองกลายร่างเป็นผีเสื้อตัวเล็กหลากสีสันที่กระพือปีกท่ามกลางพายุฝนโหมกระหน่ำอย่างลำบากเมื่อหมดหวังกลับได้รับการต้อนรับจากพุ่มไม้พุ่มหนึ่งกลีบดอกโบตั๋นสีขาวหลังพายุฝนยังคงปกคลุมไปด้วยหยาดน้ำค้าง เขากลับรู้สึกสบายใจในกลิ่นหอมที่ชวนให้เพลิดเพลินตัวเขาเกาะอยู่บนกลีบดอก ล่องลอยอยู่เป็นเวลานานจึงกลับไปที่ท่าเรือในที่สุดก็สามารถพักผ่อนได้

           เขากระพือปีกอย่างเชื่องช้า รู้สึกสบายใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

           เจียงเฉิงเยว่สูดหายใจเข้าลึกๆ พลิกตัวอย่างสบายกลิ่นหอมที่รวมด้วยความหอมหวานและเย็นเยียบจางๆ พุ่งเข้าจมูกอย่างเลือนราง

           กลิ่นหอมของดอกโบตั๋นนี้ ช่างคุ้นเคยนัก

            เขาลืมตาขึ้นช้าๆจากนั้นนิ่งค้างเวลานานจึงนึกขึ้นได้ว่าตนเองอยู่ที่ใดท้องฟ้าด้านนอกเป็นเวลาที่เสาไม้ไผ่ทั้งสามต้นมาบรรจบกัน[4] สายตาของเขาจับจ้องไปที่ลายฉลุหน้าต่างที่แง้มออกยามสายลมพัดผ่านก็พัดบานประตูจนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆเขาจึงค้นพบว่าเมื่อคืนตนเองไม่ได้ปิดประตูให้ดี

           เจียงเฉิงเยว่ลุกขึ้นจากเตียง จากนั้นลูบผมที่ยุ่งจากการนอนหลับนิ่งค้างอยู่พักหนึ่งจึงลุกขึ้นหาวและไปล้างหน้า

           ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงจากการกักขังและผนึกวิญญาณเมื่อคืนนี้ดูเหมือนจะกินเวลาสั้นกว่าครั้งก่อนหน้านี้มากนัก

           หลังเขาออกจากประตูไปอย่างยากลำบากกลับเห็นไป้เอ๋อร์อี้จื่ออีและหลี่อวิ๋นหังนั่งอยู่ด้วยกันที่ข้างโต๊ะอาหารในโถงรับรองของโรงเตี๊ยมหลังจากนั้น ไป้เอ๋อร์ยืดหลังตรงอย่างเรียบร้อยราวกับต้อนรับอาจารย์เมื่อเห็นเจียงเฉิงเยว่เข้ามาตาพลันเป็นประกาย ริมฝีปากเล็กเบะอย่างน้อยอกน้อยใจแล้วมองไปยังหลี่อวิ๋นหังอย่างระมัดระวังก่อนถอนสายตาเงียบๆ หลุบตาจ้องโต๊ะโดยไม่พูดอะไร

           หลี่อวิ๋นหังถือถ้วยชาเขียวและยังคงเป่า ไอน้ำที่หนาแน่นลอยขึ้นกลิ่นหอมกรุ่นของชาล้นทะลักออกมา

           เสวียนเหยาซ่างเซียนเก็บแรงกดดันวิญญาณทั้งหมดของตนเองจึงไม่ต่างจากคนทั่วไปอย่างไรก็ตามใบหน้าของหลี่อวิ๋นหังนั้นยากที่ผู้คนจะไม่ให้ความสนใจจริงเชียวดังนั้น เมื่อแขกมากมายที่ไปๆ มาๆรับประทานอาหารและเข้าพักเดินผ่านเขาต่างก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองอย่างสงบนิ่งเขินอายและประหลาดใจ ทว่าตัวหลี่อวิ๋นหังเองกลับนั่งตรงไม่เคลื่อนไหวราวกับภูเขาและไม่แม้แต่จะเหลือบมองด้วยหางตาไปด้านข้างสักแวบหนึ่ง

           อี้จื่ออีทักทายอย่างตื่นเต้น “ฉิง...” เขามองไปรอบด้านจากนั้นเปลี่ยนชื่อเรียกอย่างมีไหวพริบ “พี่หลิน! ทางนี้...”

           เจียงเฉิงเยว่นั่งลง เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อรุณสวัสดิ์! ข้าขอโทษ ข้าหลับเพลินไปหรือ?”

            อี้จื่ออีบอก“พวกเรารอน่ะไม่เป็นอะไรหรอก แต่ไป้เอ๋อร์น้อยร้องเรียกหาท่านแต่เช้า...”เขาพูดเพียงครึ่งประโยค จากนั้นยกยิ้มแล้วกลืนครึ่งหลังของประโยคลงไป

           ไป้เอ๋อร์นับได้ว่าสบโอกาสฟ้อง จึงมองไปที่หลี่อวิ๋นหังอย่างคับแค้นใจ“พี่ชายเทพเซียนบอกว่า...ท่านอาจารย์ตื่นสายไม่อนุญาตให้รบกวนการนอนของท่านอาจารย์”

           เจียงเฉิงเยว่รู้สึกอับอายอยู่เล็กน้อย เขาจึงทำได้เพียงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา“พวกท่านรับประทานข้าวเช้าหรือยัง?”

           อี้จื่ออีกเท้าคางแล้วพยักหน้า “จะกล้าปล่อยให้ไป้เอ๋อร์น้อยของเราหิวได้อย่างไร?เราสามารถออกเดินทางได้ทันทีที่ท่านรับประทานอาหารเสร็จ”

           ------------------------

            [1]ตีงูแล้วงูเลื้อยขึ้นไม้ เป็นสำนวน หมายถึง สบโอกาสที่จะได้ประโยชน์แล้วหาทางที่จะได้รับประโยชน์มากขึ้น

            [2]กระดานกระโดดน้ำ หมายถึง สปริงบอร์ด

            [3]ตาสูงราวศีรษะ เป็นสำนวน หมายถึง เย่อหยิ่ง ทะนงตน

            [4]เสาไม้ไผ่ทั้งสามต้นมาบรรจบกัน หมายถึง ช่วงเวลาประมาณ 7:00-11:00 น.

    คล้ายกับเรื่องมิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ) ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390