เกิดใหม่ต่างโลกกับการผจญภัยครั้งใหม่ในโลกเวทมนตร์

    ตอนที่ 29 ไขความลับของทักษะ

    ย้อนไปก่อนที่จะออกเดินทางมาจากทางเข้าที่หนึ่งหลังจากที่อีเมอร์สันโดนโอบกอดของไอรีนไปครั้งแรก
    อีเมอร์สันมองไปยังเอลิซาเบธอย่างเอ็นดู
    “อย่างน้อยก็เป็นวาสนาของเธอที่มาพบกระผม แล้วก็ยังมีสายสัมพันธ์กับพวกคุณทั้งสอง ผมจะให้โอกาสเธอที่จะปลุกพลังของมังกรในตัวของเธอ ที่ลูกครึ่งมากมายไม่มีโอกาสที่จะได้รับมัน”
    ไอรีนรีบพูดหยุดอีเมอร์สัน
    “นายจะละทิ้งศักดิ์ศรีของมังกรรึยังไง”
    “ไม่หรอกครับ ยังไงเธอก็เป็นคนของคุณซัมเมอร์อยู่แล้ว ก็ถือว่าเป็นพี่น้องแวมไพร์”
    ไอรีนมองแรงมาที่ผมอีกครั้ง เจ้าบ้า เมื่อสักครู่เธอไม่ถามอะไรมากก็ดีเท่าไหร่แล้ว ยังจะมาเพิ่มข้อสงสัยให้ผมอีกทำไม
    “ฉันแค่ไม่อยากให้นายมายุ่งกับราชวงศ์ นายคงเข้าใจสินะว่าตัวเองไม่สามารถเอาเอลิซาเบธมาร่วมวงศ์วานได้”
    ในเรื่องแบบนี้ผมไม่ได้สนใจแล้วก็ไม่ได้กลัวอะไรเลยแม้แต่น้อย ถ้าหากเธอจะมาร่วมวงศ์วานเอาตามตรงผมก็ยากจะปฏิเสธ( ก็เป็นคนเจ้าชู้มาก่อนที่จะมาโลกนี้นี่นะ )ในเรื่องแบบนี้อยู่แล้วเพราะฉะนั้น เรื่องของราชวงศ์เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยมาก
    ผมเอามือลูบหัวของเอลิซาเบธเบาๆราวกับว่าเธอคือสิ่งสำคัญของตัวเอง
    “ไม่ต้องกังวลไปหรอก ผมไม่เคยกลัวที่จะเจอกับปัญหาหรอกนะในเมื่อสิ่งที่มันเป็นของผมอยู่แล้วสุดท้ายมันก็เป็นของผมอยู่ดีถ้ามองตามความเป็นจริงแล้วหากเธอชอบผม ผมก็ไม่ปฏิเสธเธออยู่แล้ว”
    “สมกับเป็นพวกเจ้าชู้จริงๆ”
    อีเมอร์สันใช้พลังงานบางอย่างออกไปยังเอลิซาเบธที่ตอนนี้ยังหมดสติอยู่แสงสีเขียวอ่อนๆห่อหุ้มร่างกายของเธอทั้งหมดเอาไว้ก่อนที่มันจะเปลี่ยนร่างกายของเธอกลายเป็นสร้อยผลึกคริสตัลสีเขียวที่มีร่างของเอลิซาเบธอยู่ภายในจากนั้นก็ยื่นให้ไอรีนเก็บมันเอาไว้
    “เธอจะตื่นมาอีกครั้งเมื่อไหร่นั้นกระผมไม่อาจรู้ได้แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเธอจะมีวาสนาได้เป็นมังกรที่แท้จริงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่ที่ตัวของเธอเท่านั้น”
    “ขอบคุณมากอีเมอร์สันทั้งที่มังกรตัวเล็กน่ารักแบบนายพึ่งเข้ามาร่วมการเดินทางกับพวกเราสองคนแท้ๆ”
    เดิมทีมันก็เป็นมังกรตัวโตนะแต่ที่มันตัวเล็กก็เพราะมันย่อส่วนมันลงมาไอรีนเธอจะเข้าใจผิดแบบนั้นไม่ได้นะ ก็อยากจะพูดแบบนั้นอยู่หรอกแต่ว่ารอยยิ้มอย่างมีความสุขของเธอทำให้ผมพูดมันไม่ได้จริงๆ
    .......... ในตอนนี้ผมกับไอรีนและอีเมอร์สันได้เดินทางมายังทางเข้าที่สาม ทางเดินของมันนั้นราวกับว่าเดินเข้าไปในโถงทางเดินของพระราชวังเพราะมันประดับประดาไปด้วยงานศิลปะที่งดงามมีทั้งลวดลายในยุคโบราณที่อยู่บนฝาผนังมากมาย พร้อมกับรูปปั้นตัวประหลาดที่มีความโดดเด่นและสื่อออกมันในลักษณะที่ให้ผู้ที่พบเจอมันได้เห็นถึงความน่าเกรงขามของรูปปั้น
    บริเวณที่ผ่านไปในทุกห้าร้อยเมตรสภาพแวดล้อมก็จะแปรเปลี่ยนไปกลายเป็นโบราณสถานบ้าง กลายเป็นลักษณะถ้ำบ้าง กลายเป็นที่โล่งกว้างมีแค่ทางตรงที่เดินไปบ้าง และสุดท้ายก็กลายเป็นโถงทางเดินขนาดใหญ่ที่ไม่เหมือนกับที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตขนาดเท่ามนุษย์ แต่เป็นอะไรที่มีความใหญ่โตมากและที่ขาดไม่ได้คือลายลักษณ์อักษรพร้อมกับภาพวาดตามฝาผนังพวกมันมีอยู่เต็มไปหมด
    ผมกับไอรีนและอีเมอร์สันเข้าไปจนถึงใจกลางของทางเข้าที่สามจนสุดไม่มีทางให้ไปต่อ ที่ใจกลางของห้องแห่งนี้มีแท่นวางหนังสืออันหนึ่งที่วางหนังสือเอาไว้สองเล่ม
    “ไอรีน อีเมอร์สัน แยกกันไปสำรวจดูเบาะแสแถวนี้ก่อนก็แล้วกัน ส่วนผมจะไปที่แท่นวางหนังสือตรงนั้นก่อน”
    ไอรีนมองไปรอบๆทั่วทั้งโถงทางเดินก็ไม่พบอะไรนอกจากลายลักษณ์อักษรพร้อมกับภาพวาดตามฝาผนัง ไอรีนมองหน้าผมอย่างงุนงงก่อนจะพูดออกมา
    “แท่นวางหนังสือทำไมฉันมองไม่เห็นมัน? มันอยู่ที่ไหน?”
    “กระผมก็มองไม่เห็นมันเหมือนกัน บางทีอาจเป็นสุดยอดสมบัติลับก็ได้”
    “สุดยอดสมบัติลับ?”
    ไอรีนแสดงสีหน้างุนงงอีกครั้ง
    “ว่ากันว่ามันคือสมบัติที่ตกทอดมาจากยุคแห่งทวยเทพแต่มันก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมาอยู่ที่นี่ได้”
    ไอรีนไม่เคยรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลยไม่สิอย่าว่าแต่รู้เลย ต้องถามว่าในโลกนี้มันยังหลงเหลือมรดกแห่งยุคทวยเทพอีกเหรอมันก็ผ่านกาลเวลามาไม่ใช่น้อยๆบางทีอาจมากกว่าสิบล้านปีไม่สิอาจมากกว่าพันล้านปีก็ได้ที่ยังอยู่ในยุคแห่งทวยเทพ
    อีเมอร์สันพูดออกมาแบบนั้นผมก็ไปไม่เป็นเหมือนกันเพราะสิ่งที่ผมได้มามันเป็นสุดยอดสมบัติลับที่อีเมอร์สันพูดมาทั้งนั้น ผมไม่อยากพูดออกไปเพราะเดี๋ยวจะไปทำลายความภาคภูมิใจของอีเมอร์สันจนหมด
    “เอาเถอะ จะเป็นอะไรก็ชั่งนายก็ไปดูมันเถอะโรเบิร์ตบางทีอาจเป็นสุดยอดสมบัติลับก็ได้ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็จะทำให้นายแข็งแกร่งขึ้นและมีโอกาสเอาชนะบอสได้มากขึ้น”
    ผมผงกหัวให้กับไอรีนก่อนเดินเข้าไปที่แท่นวางตำราอันนั้น สิ่งที่ผมได้เห็นก็คือหนังสือเล่มหนึ่งจะมีสีดำเขียนเอาไว้ว่า “พลังต้นกำเนิดแห่งความมืด” และหนังสือเล่มหนึ่งจะมีสีขาวเขียนเอาไว้ว่า “พลังต้นกำเนิดแห่งแสง” ข้อความตรงปกส่วนล่างของเล่มทั้งสีขาวและสีดำจะลงบันทึกเอาไว้ว่าถ้ามี “พลังต้นกำเนิดแห่งความมืด” จะไม่มี “พลังต้นกำเนิดแห่งแสง”
    ถ้ามี “พลังต้นกำเนิดแห่งแสง” จะไม่มี “พลังต้นกำเนิดแห่งความมืด” มันหมายความว่ายังไง? หลักหยินหยางเหรอ? ไม่น่าจะใช่เพราะความมืดของโลกใบนี้ไม่ได้โดนปฏิเสธหรือหักห้าม และแสงก็ไม่นับว่าสิ่งที่ยับยั้งความมืดเหมือนกับโลกก่อนของผม
    ถึงทั้งสองจะไม่อยู่ร่วมกันแต่ก็ไม่ทำอะไรกันและกัน ไม่มีผลอะไรต่อกันจะมีก็แต่พลังแห่งความมืดยังคงความเป็นพลังแห่งการทำลายเอาไว้ ส่วนพลังแห่งแสงที่จะมีเพียงแค่พลังยับยั้งต้านทานเยียวยาฟื้นฟูก็จะมีสิ่งที่เรียกพลังแห่งพันธะเพิ่มเข้ามาคุณสมบัติแปลกประหลาดที่แทบจะไม่มีส่วนไหนที่ผมจะเอามันมาประติดประต่อกับแสงได้เลย
    ส่วนเรื่องที่พูดมาทั้งหมดนั้นรู้ได้ยังไงทั้งที่เป็นแค่คนที่พึ่งมาโลกใบนี้ก็รู้ได้ตอนที่ถือหนังสือสองเล่มนี้ในมือ
    ด้วยความสงสัยผมจึงเปิดมันอ่านโดยเริ่มจากเล่มสีดำก่อนรายละเอียดภายในมีเพียงหน้าเดียวที่มีข้อความอยู่ มันเขียนเอาไว้ว่า “ความมืดคือตัวตนแห่งการทำลายล้าง” ส่วนเล่มสีขาวก็เขียนเอาไว้ว่า “แสงคือตัวตนแห่งการพิทักษ์” ทั้งสองข้อความมันย้อนแย้งกันอย่างชัดเจน
    ต่อจากนั้นเองตำราทั้งสองก็เรืองแสงสีดำสีขาวตามแต่ละเล่มออกมาแล้วพุ่งเข้ามาในตัวของผมโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว
    ติ๊ง!
    ได้รับการยอมรับจากหนังสือพลังต้นกำเนิดแห่งความมืดและหนังสือพลังต้นกำเนิดแห่งแสงให้กลายเป็นผู้ครอบครอง ไขความลับของทักษะแห่งต้นกำเนิดในระดับต่ำสุดสำเร็จ เมื่อใช้งานทักษะที่มีความย้อนแย้งต่อกันจะไม่สามารถใช้ร่วมกันได้และจะถูกยับยั้งตั้งแต่กระบวนการคิด หากต้องการให้ทั้งสองใช้งานร่วมกันจะต้องเพิ่มความคืบหน้าของหนังสือพลังต้นกำเนิดแห่งความมืดและหนังสือพลังต้นกำเนิดแห่งแสงให้ถึง 50%
    ติ๊ง!
    หนังสือพลังต้นกำเนิดแห่งความมืด ความคืบหน้า 0.0001% (สุดยอดสมบัติลับ) เก็บความลับพลังต้นกำเนิดแห่งความมืดเอาไว้ภายใน ผู้ครอบครองจะได้รับความสามารถในด้านการเรียนรู้เกี่ยวกับความมืด
    ติ๊ง!
    หนังสือพลังต้นกำเนิดแห่งแสง ความคืบหน้า 0.0001% (สุดยอดสมบัติลับ) เก็บความลับพลังต้นกำเนิดแห่งแสงเอาไว้ภายใน ผู้ครอบครองจะได้รับความสามารถในด้านการเรียนรู้เกี่ยวกับแสง

    หรือว่าทักษะที่เป็นคนละแขนงที่เกี่ยวข้องกับหนังสือสองเล่มนี้จะไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้หากไม่เพิ่มความคืบหน้าจนถึง 50 % และบางทีตัวอย่างที่มองเห็นชัดเจนที่สุดคงเป็นทักษะตรวจสอบและทักษะเรียนรู้อย่างรวดเร็ว
    ติ๊ง!
    ทักษะตรวจสอบ เลเวล 2 กลายเป็นหนึ่งในทักษะที่เชื่อมโยงกับพลังต้นกำเนิดแห่งความมืดเนื่องจากได้รับการยอมรับโดยตรง (ได้รับการยอมรับจากความมืดตั้งแต่ตอนที่เป็นอัพเลเวล 2 และโรเบิร์ตได้เปิดดู ในตอนที่ 25) ตรวจสอบ คือการที่ผู้ใช้ทักษะสามารถมอง “แถบสถานะ”ของฝ่ายตรงข้ามได้ รายละเอียดที่มองเห็นได้นั้นจะขึ้นอยู่กับเลเวลของทักษะ ผลเลเวล 2 เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบที่สูงขึ้น 50% ผลเพิ่มเติม สามารถตรวจสอบสิ่งต่างๆได้โดยไม่สนเลเวลของสิ่งที่จะตรวจสอบ ไม่สนการสกัดกั้นใดๆ ไม่สนพลังที่ต้านทานใดๆ (ผลเพิ่มเติมที่มาจากการยอมรับของพลังต้นกำเนิดแห่งความมืด)

    ติ๊ง!
    ทักษะเรียนรู้อย่างรวดเร็วอัพเป็นเลเวล 3 หนึ่งในทักษะที่เชื่อมโยงกับพลังต้นกำเนิดแห่งแสง (มันเป็นสายแห่งแสงมาตั้งแต่แรกแล้ว อารมณ์แบบทักษะผู้กล้าที่เป็นการเติบโตสองเท่าที่มาจากพรของเทพธิดา) ผลเลเวล 3 สร้างโอกาสในการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น 50% มีโอกาสที่จะเรียนรู้ทักษะครั้งแรกเป็นเลเวล 2 ในทันที 10% มีโอกาสที่จะเรียนรู้ทักษะครั้งแรกเป็นเลเวล 3 ในทันที 7% มีโอกาสที่จะเรียนรู้ทักษะครั้งแรกเป็นเลเวล 4 ในทันที 4% มีโอกาสที่จะเรียนรู้ทักษะครั้งแรกเป็นเลเวล 5 ในทันที 1.5% มีโอกาสที่จะเรียนรู้ทักษะครั้งแรกเป็นเลเวล 6 ในทันที 0.01 % มีโอกาสที่จะเรียนรู้ทักษะครั้งแรกเป็นเลเวล 7 ในทันที 0.0001 % ผลเพิ่มเติมของทักษะเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เพิ่มผลของทักษะทุกชนิด 15 % ลงระยะเวลาการติดผลสถานะด้านลบลง 15 %

    ถึงว่าละทำไมผมคิดจะใช้มัน ไม่สิยังไม่ได้คิดด้วยซ้ำก็ถูกยับยั้งก่อนเพราะผมยังเรียนรู้มันไม่มากพอที่จะใช้มันร่วมกัน ตามปกติแล้วทักษะที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรมากสองอันนี้มันกลับเป็นทักษะที่เป็นคนละส่วนกันไปแล้ว
    หนังสือสองเล่มนี้ทำให้ผมไขความกระจ่างทั้งหมดออกมาที่เกี่ยวกับทักษะถึงแม้ว่ามันก็แค่ความลับที่อยู่ขั้นเริ่มต้นเท่านั้นก็ตามแต่มันก็ทำให้ผมได้รู้ว่ามันไม่สามารถใช้ร่วมกันได้เลยนอกจากทำความคืบหน้าในการเรียนรู้หนังสือสองเล่มนั้นให้เป็น 50% ผมคงต้องหาเวลาในการเรียนรู้มันก่อน
    แต่ตอนนี้ต้องเดินสำรวจที่นี่เพื่อหาเบาะแสที่จะเป็นทางออกไปจากได้ ผมเดินสำรวจไปตามพวกลายลักษณ์อักษรพร้อมกับภาพวาดตามฝาผนังไปด้วยกันแต่มันก็ไม่มีอะไรที่บ่งบอกถึงเบาะแสอะไรได้เลยเพราะในนั้นมันเป็นเรื่องราวที่คล้ายตำนานความเชื่อของยุคทวยเทพ
    มันมีทั้งภาพสรวงสวรรค์ ภาพของเหล่าทวยเทพ ภาพเรื่องราวที่สวยงามในสรวงสวรรค์ ส่วนลายลักษณ์อักษรจะเป็นเรื่องราวการบรรยายเกี่ยวกับพวกการกำเนิดของทวยเทพและส่วนจุดจบของยุคทวยเทพที่ถูกใครบางคนจงใจลบออกไปอีกแล้ว
    ผมไม่มีเวลามาสนใจเรื่องของยุคทวยเทพจึงได้แค่มองผ่านๆไปเท่านั้นจนกระทั่งพบกับสิ่งที่เป็นเบาะแสในที่สุด.......... . .

    .