Druw 018 ดารูวาร์
นั่น...ใช่ดรูว์จริงๆ หรือ!?
ดวงตาสีฟ้าเข้มมองมาที่เขาด้วยประกายตาว่างเปล่าและไร้ความรู้สึก แววตาที่ทำให้คนถูกจ้องอย่างฟรองเซ่รู้สึกเย็นสันหลังวาบ แล้วชายหนุ่มก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อร่างเล็กของคนที่ยืนอยู่ไกลลิบเมื่อครู่มาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาชั่วเสี้ยววินาที ดวงหน้าเรียวเล็กเอียงคอมองเขาด้วยความสงสัย หากแต่ท่าทางจะแสดงออกมาเช่นไร ดวงตาคู่นั้นก็ยังคงว่างเปล่าเฉกเช่นเดิม
ราวกับตุ๊กตาที่เหมือนคนจริงๆ
“ใคร?” เสียงเรียบเรื่อยถามขึ้นด้วยภาษาที่ฟรองเซ่รู้มาจากลูก้าว่ามันคือภาษาของชนเผ่าัโบราณ ท่าทีที่ดูห่างเหินนั้นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย
ราวกับว่า...เขากำลังสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญไป
“ฟ...ร...”
“หือ?” ความคิดของฟรองเซ่สะดุด เมื่ออีกฝ่ายพยายามจะเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา
ฟรองเซ่หลุดออกมาจากภวังค์เมื่อเสียงของดรูว์เริ่มดังขึ้นอีกเสียง เสียงที่ราวกับกำลังจะพูดอะไรสักอย่างออกมาอย่างยากลำบาก
“เ้า...คือ...”
“...”
“ฟรองซ์...”
“ใช่” ฟรองเซ่รีบพยักหน้ารับ โชคดีที่อย่างน้อยคนตรงหน้าก็ยังจำเขาได้!
“เ้า...เป็...อะ...” แล้วดรูว์ที่อยู่ตรงหน้าเขาก็ต้องหุบปากเมื่อเ้าตัวกัดลิ้นตัวเอง การพยายามพูดอะไรบางอย่างออกมาช่างเป็เื่ที่ยากเหลือเกินในความคิดของฟรองเซ่ที่มีต่อดรูว์ในตอนนี้
ดรูว์ในตอนนี้ราวกับว่าเป็คนละคนที่เขารู้จัก
ไม่ใช่ทั้งอสูรแดงในตอนนั้น และไม่ใช่ดรูว์ที่เป็คู่หูของเขา
‘ดรูว์ที่เ้าเห็นอยู่ทุกวันน่ะ...เป็ของปลอม เป็ตัวตนที่ไดรลูเกียร์สร้างขึ้นมา ตัวตนที่แท้จริงของร่างนี้คือดารูวาร์ ผู้ที่โเี้และน่ากลัวกว่าข้าคนนี้เป็ไหนๆ ต่างหากล่ะ’
หรือนี่จะเป็...
“...ดารูวาร์...อย่างนั้นหรือ?” ฟรองเซ่พูดออกมาอย่างยากลำบาก หากแต่อีกฝ่ายกลับทำเพียงแค่พยักหน้ารับเท่านั้น แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้คนได้รับคำตอบตัวแข็งทื่อได้
ไม่ใช่ดรูว์จริงๆ ด้วย
ดารูวาร์ไร้ความรู้สึกอย่างนั้นหรือ...เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าไดรกอนสร้างตัวตนของดรูว์ขึ้นมาเพื่ออะไร!
ดารูวาร์ที่ไร้ความรู้สึกเช่นนี้ช่างทำให้คนที่มองอย่างเขารู้สึกเ็ปได้ในชั่วพริบตาที่รับรู้ได้ว่าคนที่มีรอยยิ้มร่าเริงกับนิสัยแปลกๆ นั่นกลายเป็คนที่ไร้ความรู้สึกทุกอย่าง มันทำให้เขารู้สึกหดหู่และรู้สึกว่าตัวเองได้สูญเสียสิ่งสำคัญของตัวเองไป
แล้วไดรกอนที่อยู่กันคนคนนี้มาั้แ่เกิดล่ะ จะรู้สึกอย่างไร?
หากเขาเป็ไดรกอน เขาก็คงจะทำเช่นนั้นเหมือนกัน...
“ทำไมเ้าถึงทำหน้าแบบนั้นล่ะ?”
เสียงราบเรียบดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ได้ติดขัดเหมือนอย่างเมื่อครู่ ฟรองเซ่ชะงัก เมื่อใคร่ครวญดูดีๆ เมื่อครู่เสียงของอีกฝ่ายดังก้องอยู่ในหัวของเขา นั่นทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายใช้การสื่อสารทางจิต ไม่ใช่การพูดด้วยปากเหมือนครั้งแรก เมื่อเขาสบตากับอีกฝ่าย เขาก็พบว่าดวงตาสีฟ้าเข้มคู่นั้นมองเขาอย่างสำรวจมาได้สักพักหนึ่งแล้ว
“เ้าเป็มนุษย์...มนุษย์...ที่ยังคงมีความรู้สึก...”
ฟรองเซ่ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ยินประโยคนี้ ถึงแม้ว่าดารูวาร์จะไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา แต่เขากลับรู้สึกได้ว่าคนที่พูดอยู่กำลัง...
อิจฉาอยู่หรือ? นางไม่ได้ไร้ความรู้สึกไปเสียทีเดียว!
การค้นพบครั้งนี้ทำให้ฟรองเซ่รู้สึกตื่นเต้น เขาไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงทำให้ดารูวาร์อยู่ในสภาพนี้ แต่เขารู้สึกว่ายังพอมีหวังหากจะทำให้ดารูวาร์มีความรู้สึกอีกครั้ง!
เสียงฝีเท้าหลายคู่กำลังวิ่งมาทางนี้ ขัดขวางคุณชายที่กำลังคิดว่าจะทำเช่นไรต่อไปดี ฟรองเซ่เริ่มทำตัวไม่ถูก สภาพของดารูวาร์ในตอนนี้นั้นไม่ว่าจะรู้จักกันมาก่อนหรือไม่ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็ผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชายอย่างที่ใครต่อใครคิด มันคงไม่ดีแน่ถ้ามีใครรู้ว่าดรูว์เป็ผู้หญิง ไวเท่าความคิดมือหนารีบคว้าข้อมือเล็กของดารูวาร์เอาไว้แน่นก่อนที่จะใช้อักขระสร้างวงแหวนเวทเพื่อพาร่างของเขาและดารูวาร์ออกไปจากที่นี่
เมื่อรู้สึกตัวอีกทีดวงตาสีฟ้าเข้มก็หรี่ตาลงเมื่อแสงแดดยามสายสะท้อนเข้าสู่ดวงตา สายลมที่พัดมาเอื่อยๆ ของพื้นเนินสูงในเนินเขาแห่งหนึ่ง ข้อมือเล็กพยายามบิดออกให้พ้นจากพันธนาการของชายหนุ่ม หากแต่ฟรองเซ่กลับกุมข้อมือนั้นเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แล้วออกแรงรั้งร่างเล็กเข้าสู่อ้อมกอดของเขาอย่างรวดเร็ว
“!!!” ดารูวาร์ชะงักเมื่อรับรู้ได้ถึงไออุ่นของอ้อมกอดมนุษย์ เธอทั้งใและเริ่มทำตัวไม่ถูก ตลอดเวลาที่เกิดมา ในความทรงจำของเธอ...เธอไม่เคยได้รับอ้อมกอดของมนุษย์คนใด เธอเคยได้รับแต่อ้อมกอดของไดรลูเกียร์ที่เป็ั เป็คู่หูของเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น
คนคนนี้นับว่าเป็มนุษย์คนแรกที่กอดเธอ
ในที่สุดเด็กสาวก็ยอมให้กอดแต่โดยดี มันคงไม่เป็อะไร เพราะอสูรแดงเคยบอกกับเธอว่าชอบผู้ชายตรงหน้าคนนี้มาก!
ในชีวิตนี้ของอสูรแดง นอกจากไดรลูเกียร์แล้วเคยยอมรับใครด้วยหรือ?
มือเล็กที่สั่นเล็กน้อยยกขึ้นกำชายเสื้อของอีกฝ่ายอย่างยากลำบาก นี่เป็ครั้งแรกที่ดารูวาร์ได้รับรู้ถึงไออุ่นของอ้อมกอดมนุษย์!
มันเป็ความรู้สึกที่ดี...ดีมากๆ
“เ้า...ไม่กลัวข้าหรือ...” เสียงของดารูวาร์ดังขึ้นในหัวอีกครั้ง
“ไม่” ฟรองเซ่พูดขึ้นพลางกระชับอ้อมกอดของตนให้แน่นขึ้น
“ข้าเป็ปีศาจนะ...” ดวงตาสีฟ้าเข้มเงยขึ้นมองสบกับดวงตาสีน้ำตาลแดงที่ก้มลงมองมาที่เธออยู่ก่อนแล้ว “เป็ปีศาจร้าย...ปีศาจ...ที่ฆ่าคนได้โดยที่ไม่รู้สึกอะไร”
“...”
“และข้าอาจจะฆ่าเ้าด้วย”
“เ้าไม่ทำแบบนั้นหรอก” ฟรองเซ่พูดขัดขึ้นมาในทันที เขาปล่อยร่างเล็กของดารูวาร์ให้เป็อิสระ มือหนายกขึ้นวางแหมะลงที่หัวของอีกฝ่ายพลางโยกไปมา “หากเ้าอยากจะทำเช่นนั้นจริง เ้าคงทำั้แ่ทีแรกที่เ้าเห็นข้า”
“...”
“อีกอย่าง จะเป็เ้าคนไหน ถึงอย่างไรเ้าก็คือเ้าไม่ใช่หรือ”
ดารูวาร์จ้องมองอีกฝ่ายนิ่งด้วยสายตาค้นหา กลิ่นเืเนื้อของชายที่อยู่ตรงหน้าเธอนี้สามารถบ่งบอกได้ว่าชายคนนี้ไม่ได้เป็เพียงแค่ปุถุชนคนธรรมดาแน่ๆ และหากชายผู้นี้ไม่ใช่แค่คนธรรมดา แล้วมาตีสนิทกับเธอเพื่ออะไร?
ไม่สิ...ถึงเธอจะไม่อาจรับรู้เื่ราวที่เกิดขึ้นใน่ที่เป็ดรูว์หรืออสูรแดงได้ แต่ความรู้สึกของทั้งสองคนนั้นที่มีต่อฟรองเซ่กลับเหมือนกัน นั่นคือความรู้สึกยอมรับตัวตนของคนตรงหน้าอย่างแท้จริง เป็คนที่สำคัญกับสองคนนั้น
ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าคนคนนี้ปลอดภัยกับตัวเธออย่างนั้นหรือ...
“ไปกันเถอะ” ฟรองเซ่หันหลังและเดินลงเนินเขาที่ฟรองเซ่ใช้อักขระเวทส่งร่างของพวกเขามาที่นี่ เพื่อที่จะออกมานอกเขตราชวัง หากแต่เขาก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมือเล็กของดรูว์ยื่นมาจับชายเสื้อของเขาเอาไว้แน่น
“...ป...”
“หือ?”
“ที่นี่...สว่างเกินไป...” ดวงตาสีฟ้าเข้มเริ่มหลุบลงต่ำ อาการแปลกๆ ของดรูว์ทำให้ฟรองเซ่เริ่มสงสัย
“ทำไมหรือ?”
“มัน...น่ากลัว...” มือที่กำชายเสื้อเขาเริ่มสั่นมากขึ้นเรื่อยๆ จนฟรองเซ่รู้สึกได้ “ข้าไม่ชอบ...ไม่ชอบแสงสว่าง”
“...”
“ที่นั่นมีแต่คนชอบหลอกลวง”
ฟรองเซ่มองดารูวาร์ด้วยสายตาเห็นใจ แม้จะบอกว่าไม่มีความรู้สึกก็เถอะ แต่สิ่งที่ดารูวาร์กำลังเผชิญอยู่คือความกลัวไม่ใช่หรือ แล้วจะบอกเขาว่าคนตรงหน้านี้ไร้ความรู้สึกอย่างสมบูรณ์หรือ? ไม่หรอก ถึงแม้อสูรแดงคนนั้นจะบอกว่าดารูวาร์นั้นไร้ความรู้สึก โเี้ เืเย็น แต่ดารูวาร์ที่อยู่ตรงหน้าเขาก็เป็เพียงแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งไม่ใช่หรือไร เด็กผู้หญิงที่ถูกเลี้ยงมาด้วยวิธีอะไรสักอย่างที่ไม่เหมือนคนอื่น วิธีที่เขาไม่อาจรู้ได้ว่าวิธีการที่ว่ามันเป็แบบไหน
มือหนาของฟรองเซ่กุมมือเล็กที่กำลังสั่นเอาไว้แน่น รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งจากคุณชายผู้ไร้อารมณ์ถูกส่งให้ดารูวาร์อย่างง่ายดาย
“จับมือข้าเอาไว้อย่างนี้...ข้าจะไม่ปล่อยให้เ้าอยู่คนเดียว ไม่ปล่อยให้ใครมาหลอกลวงเ้าเด็ดขาด”
“...”
“เ้าเองก็อย่าปล่อยมือจากข้าเสียล่ะ”
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ตอนนี้...เขาปรารถนาให้เด็กคนนี้มีความรู้สึก และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง
แบบนั้น อาจจะพอทำให้ดารูวาร์สามารถรับรู้ได้ว่าตัวเองยังมีความรูิสึกอยู่
คงเป็เพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายในตอนนี้เหมือนกับตนในตอนนั้นหรือเปล่า ฟรองเซ่ถึงปล่อยมือไปจากดารูวาร์คนนี้ไม่ได้
ดารูวาร์พยักหน้าหงึกหงัก ดวงตาสีฟ้าเข้มมองมือของตนที่ถูกมือของอีกฝ่ายกุมเอาไว้แน่น หากตอนนี้เธอยังมีหัวใจดวงนั้นอยู่...ตอนนี้เธอจะเป็อย่างไร? นี่เป็ครั้งแรกที่เธอได้พบมนุษย์หลังจากที่หลับไปเป็เวลาสิบแปดปี ความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับมาก่อนนั้นทำให้ดารูวาร์รู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกเช่นเดียวกันกับเวลาที่อยู่กับพวกไดรลูเกียร์ หากแต่กลับแตกต่างออกไป ความรู้สึกในตอนนี้นั้นทำให้เธอรู้สึกได้ว่าหากได้อยู่กับคนคนนี้แล้วเธอจะปลอดภัยอย่างที่เขาพูดเอาไว้
ความรู้สึกนี้สำหรับดารูวาร์แล้วมันช่างแปลกประหลาด...แต่ก็ไม่อยากปล่อยมันไป
ทั้งสองคนเดินลงจากเนินเขาด้วยความทุลักทุเลของฟรองเซ่ ส่วนดารูวาร์ที่ไม่ว่าจะเป็เธอในร่างไหนต่างก็คุ้นชินกับมันอยู่แล้วจึงเดินได้อย่างสบายๆ โดยที่ไม่สะดุดกับสิ่งใดที่ขวางทางเท้า สายลมที่พัดตลอดทางที่เดินได้พัดพากลิ่นกายของคนตรงหน้าให้ครั้งนี้เธอได้กลิ่นมันอย่างชัดเจน นอกจากกลิ่นที่เป็ลักษณะเฉพาะของราชนิกุลที่เธอรู้สึกได้จากฟรองเซ่แล้ว เธอยังได้กลิ่นอื่นมาจากตัวของเขาด้วย
“ฟรองซ์...”
“หือ?” ชายหนุ่มหยุดเดินแล้วหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงเรียก ดวงตาสีฟ้าเข้มนั้นยังคงว่างเปล่าอยู่เช่นเดิม
“ข้าได้กลิ่น...”
“?”
“กลิ่นของเ้า เป็กลิ่นเดียวกับที่ข้ามี”
“กลิ่น?” ตัวเขากลิ่นแรงขนาดนั้นเลยหรือ? ฟรองเซ่สงสัย แต่เมื่อนึกได้ว่าดรูว์มีััและร่างกายคล้ายกับัมาก เขาจึงปัดความคิดเื่กลิ่นตัวไป
“กลิ่นของมนุษย์ที่ดื่มเืั”
คำพูดประโยคนั้นทำให้คนฟังตัวชา สมองว่างเปล่า เขามองสบตาสีฟ้าเข้มนั้นอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเองได้ยินเมื่อครู่ และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เธอจึงรีบพูดเสริมขึ้นมาอีก
“กลิ่นของเ้าเป็กลิ่นเฉพาะของทายาทที่สืบสายเืของมนุษย์ที่เคยดื่มเืั หากมนุษย์ที่ไม่ได้เป็ผู้เลี้ยงัหรือนักรบัของัตนนั้นได้ดื่มเืของัเข้าไป พวกเขาจะได้รับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่พิเศษของัมาไว้กับตัว เช่น...ภาษา ทายาทของคนเ่าั้เรียกว่า เดอารุส”
“...” ครั้งนี้ฟรองเซ่เริ่มเข้าใจบางอย่าง และเขาก็รู้แล้วว่าเพราะอะไรเขาถึงสามารถฟังสิ่งที่ดารูวาร์กับลูก้าพูดรู้เื่
นั่นเป็เพราะบรรพบุรุษคนใดคนหนึ่งของพวกเขาได้รับภาษานี่มาจากั!
แต่แม้จะฟังรู้เื่ ทว่ากลับเขียน อ่าน และพูดไม่ได้
“กลิ่นของข้าเองก็เป็เดอารุสเหมือนกัน บรรพบุรุษข้าคงได้ดื่มเืของัที่ไม่ใช่คู่หูของตนเองเข้าไป ข้าถึงได้มีลักษณะของัมาแบบนี้”
แม้จะบอกว่าเหมือนกัน แต่ต้องพูดว่าคล้ายกันถึงจะถูก เพราะเธอไม่ได้เป็แค่เดอารุสอย่างเดียวเหมือนฟรองเซ่ แต่เป็สายเืต้องห้ามด้วย
“ัที่ไม่ใช่คู่หู?”
“การดื่มเืัที่เป็คู่หูคือการทำสัญญาแลกเปลี่ยนโลหิตหรือสมัยนี้เรียกว่าสัญญาผูกิญญา ซึ่งถือเป็เื่อันตราย และปัจจุบันพิธีนี้หายสาบสูญไปแล้ว สัญญาแลกเปลี่ยนโลหิตคือพิธีกรรมที่จะเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นักรบั แต่การดื่มเืของัตนอื่นที่ไม่ใช่คู่หูคือการรับพลังและอายุขัย แต่ไม่อาจสืบทอดทางสายเืได้ สิ่งที่สืบทอดให้ทายาทมีเพียงแค่ลักษณะเฉพาะเท่านั้น ลักษณะที่เด่นและหายากที่สุดคือการที่ทายาทมีร่างกาย ัั และปัญญาเทียบเท่าั ทุกส่วนของร่างกายมีความสามารถเหมือนกับั หากแต่ก็ยังเป็มนุษย์”
“หืม...”
“เมื่อครู่เ้าก็ใช้อักขระเวทโบราณ ไปเรียนมาจากที่ไหนกันล่ะ” ดารูวาร์เดินมาหยุดอยู่ข้างหน้าเขาแล้วถามขึ้น
“เปล่านี่ ข้าใช้มันได้ั้แ่เด็กแล้วนะ” ฟรองเซ่ตอบอย่างไม่ใส่ใจแล้วออกเดินต่อ
ทว่าคำพูดของอีกฝ่ายกลับทำให้เขาเริ่มคิด มันแปลกจริงๆ เพราะสิ่งที่เขารู้และใช้ได้พวกนี้ มันเป็สิ่งที่อยู่ในหัวของเขาอยู่แล้ว ไม่ได้เป็เพราะมีคนสอนแต่อย่างใด
จะว่าไปครอบครัวเขาต้องมีสักอย่างที่ต่างไปจากคนอื่น อย่างฝาแฝดของเขาที่มองเห็นได้ดีแม้จะไม่มีแสงสว่างใดๆ พ่อของเขาที่หูดีแม้จะพูดเสียงกระซิบ พี่ชายอีกสองคนของเขาจมูกดีจนสุนัขยังอาย คงมีแต่เพียงแม่เขาที่ธรรมดาที่สุดในบ้าน
หรือว่าจะเป็บรรพบุรุษของท่านพ่อกันที่มีความเกี่ยวข้องกับั?
“แสดงว่าเ้าได้ลักษณะพิเศษส่วนนี้ของัมา มันเป็อักขระโบราณที่พวกัใช้สร้างเวทขึ้นมาใหม่เพื่อต่อกรกับผู้ใช้พลังจิตที่เวทธรรมดาไม่อาจทำอะไรได้”
ตลอดทางที่เดินลงเนินเขานั้นมีเสียงราบเรียบดารูวาร์พูดเื่ต่างๆ เกี่ยวกับัให้ฟรองเซ่ฟังอยู่ตลอดเวลา น่าแปลกที่เขากลับไม่รู้สึกรำคาญเสียงของดารูวาร์เลยสักนิดแม้เสียงมันจะดังขึ้นในหัวเขาโดยตรง ทั้งที่ความเป็จริงแล้วเขาออกจะเป็คนที่ขี้รำคาญ และไม่ชอบคนพูดมาก
หากแต่เขากลับไม่อยากให้ดารูวาร์หยุดพูดเลยแม้เพียงสักนิด...
เพราะอะไรกัน?
“แล้วพวกเรากำลังจะไปที่ไหนกันหรือ?” ดารูวาร์ถามขึ้นอีกครั้ง
“หมู่บ้านข้างล่างตอนนี้กำลังจัดงานเทศกาลพอดี พวกเราเข้าไปในนั้นคงไม่เป็ที่สังเกตเท่าไหร่” ถึงสีผมของดารูวาร์จะเป็สีขาวโดดเด่นแค่ไหนก็เถอะ
“แล้วทำไมเ้าถึงไม่พาข้าไปหาไดรล่ะ?”
ฟรองเซ่ชะงักกับคำถามนั้นหากแต่ก็ไม่ได้หยุดเดิน
นั่นสิ...ทำไมเขาถึงไม่พาดารูวาร์ไปหาไดรกอน เพราะเพียงแค่เขาพาดารูวาร์ไปหาไดรกอน แค่นั้นทุกอย่างก็จะกลับไปเป็เหมือนเดิม ดารูวาร์ก็จะถูกพลังของไดรกอนสะกดให้หลับลงไปดังเช่นตอนแรก และเขาก็จะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายแบบนี้
“ข้าคง...อยากให้เ้ามีความรู้สึกกระมัง”
ตอนนี้เขาคิดเหตุผลออกแค่นี้จริงๆ เมื่อทั้งสองคนลงมาจากเนินเขาจนถึงหมู่บ้านแล้ว ดวงตาสีฟ้าเข้มก็เบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นภาพที่ปรากฏลงตรงหน้าตนในตอนนี้
ภาพที่มีบ้านและร้านค้ามากมายตั้งอยู่ ที่นี่มีผู้คนมากหน้าหลายตาเดินกันพลุกพล่านยิ่งกว่าตลาดที่เธอเคยเห็นในควาเซ ใบหน้าของแต่ละคนยิ้มแย้มและส่งเสียงหัวเราะไปตลอดทาง แสงสีหลากสีสันมากมายตามทางทำให้ดวงตาของเธอพร่ามัว เสียงดนตรีจากที่ไหนสักแห่งในงานดังขึ้นตลอดเวลา พวกเขาต่างก็อยู่ในชุดแปลกตาที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน และที่สำคัญ ที่นี่มีคนหลายคนและพูดหลายภาษา!
ที่นี่ไม่เหมือนกับภาพที่เธอเคยเห็น ภาพที่อยู่ในความทรงจำของดารูวาร์มีเพียงแค่ความมืด เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว เคียดแค้น ความหิวกระหายในอำนาจ และการล่าฏในแต่ละวันเท่านั้น
ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว...
“ไปกันเถอะ” ฟรองเซ่หันมายิ้มให้ดารูวาร์อีกครั้ง
รอยยิ้มนั้นทำให้ดารูวาร์รู้สึกสงบใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ร่างเล็กเดินตามร่างสูงของคนที่เดินนำตรงหน้าโดยที่ไม่ยอมปล่อยมือออกจากเธอ ที่นี่ไม่มีกลิ่นน่าสะอิดสะเอียนของจิตมาร ความหลากหลายทางอารมณ์ที่คนรอบข้างแสดงออกมากำลังทำให้ดารูวาร์รู้สึกสับสน หากแต่ก็สนใจมัน
และ...อิจฉา
“ฟรองซ์...”
“หือ?”
“นั่นเรียกว่าอะไร” ดารูวาร์มองไปที่ชายคนหนึ่งที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข
ฟรองเซ่สงสัย ชายหนุ่มไม่เข้าใจว่าดารูวาร์กำลังถามถึงอะไร แต่เมื่อคิดได้ว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยจะเข้าใจในเื่ของความรู้สึกและการแสดงออก เขาก็ตอบให้อีกฝ่ายรู้ “ชายคนนั้นกำลังยิ้ม”
“เพราะอะไรเขาถึงยิ้ม”
“ที่ชายคนนั้นยิ้มเพราะเขากำลังมีความสุข”
“แล้วความสุขคืออะไร”
พอมาถึงคำถามตรงนี้ฟรองเซ่รู้สึกสงสารดารูวาร์ขึ้นมาทันใด หัวใจบีบรัดอย่างเ็ป เขารู้สึกว่าเขาและดรูว์นั้นเหมือนกัน เป็คนประเภทเดียวกัน ทว่าเมื่อได้รู้จักกับดารูวาร์ในวันนี้ เขากลับคิดว่าแม้พวกเขาจะเหมือนกัน แต่ก็ต่างกันมาก
เ้าถูกเลี้ยงดูมาในสถานที่แบบไหนกัน? แม้แต่ความสุข เ้าก็ยังไม่รู้จัก...
อย่างน้อย ่หนึ่งในชีวิตของฟรองเซ่ เขาก็ยังได้ัักับความสุข แม้จะเลือนรางมากก็ตาม
ตอนนี้ฟรองเซ่รู้สึกเกลียดผู้คนและสถานที่แห่งนั้นยิ่งนัก ทุกสิ่งที่ทำให้ชีวิตของดารูวาร์ต้องพังทลายแบบนี้
ใบหน้าของคนหัวฟ้าและคนหัวแดงลอยเข้ามาในหัว ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมไดรกอนกับเ้าเชฟนั่นถึงแสดงความเกลียดชังอย่างชัดเจนใส่สองคนนี้
“ความสุขคืออารมณ์ เป็ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่ทำให้มนุษย์รู้สึกดี และมนุษย์ก็้าความสุขเพื่อทำให้ตนเองมีกำลังใจในการมีชีวิตต่อไป ความสุขนั้นเกิดขึ้นได้หลายปัจจัย บางครั้งความสุขก็ทำให้เรากลายเป็คนเห็นแก่ตัว เพราะอยากจะหยุดแค่่เวลานั้นเอาไว้ ไม่อยากให้มันหายไป”
ดวงตาสีฟ้าเข้มกรอกไปมาพลางพยายามทำความเข้าใจกับความหมายพวกนั้น การเรียนรู้เื่ความรู้สึกนั้นช่างยากเหลือเกินสำหรับคนที่แทบจะไม่มีความรู้สึกเลยอย่างเธอ สิ่งที่เธอรู้จักมีแต่ความหวาดกลัว เคียดแค้น ชิงชัง ความกระหายในอำนาจ และความเสแสร้งของมนุษย์เท่านั้น
“เ้ายังต้องเรียนรู้อีกมาก ค่อยๆ พยายามทำความเข้าใจไปละกัน”
ดารูวาร์มองรอยยิ้มอ่อนโยนที่อีกฝ่ายส่งมาให้ จากความรู้สึกของเธอในร่างดรูว์ที่รับรู้ได้นั้นชายตรงหน้าเป็คนที่ไม่เคยยิ้มเลย วันๆ เอาแต่ทำหน้านิ่ง ใครพูดอะไรก็ไม่พูดด้วย แต่วันนี้เขากลับชวนเธอคุย ยิ้มให้เธอตั้งหลายรอบ
“เ้ายิ้มแล้วดูดี”
“หา?” ฟรองเซ่ไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ ดารูวาร์ก็พูดเช่นนี้ออกมา หากเป็คนอื่นที่พูด ฟรองเซ่ก็จะคิดว่าอีกฝ่ายกำลังประจบตนแน่ๆ แต่นี่คนพูดคือดารูวาร์ คนที่แทบจะไม่มีความรู้สึกเหลืออยู่เลย นั่นทำให้ฟรองเซ่รู้สึกว่าตอนนี้ตนเองแสดงใบหน้าที่แปลกออกไป มือไม้ก็รู้สึกว่ามันเกะกะที่สุดในชีวิต ไม่รู้ว่าจะเอาพวกมันไปไว้ตรงไหนดี
อืม...รู้สึกเขินแฮะ
ฟรองเซ่นิ่งงันเมื่อสติกลับมา นี่เขาเขินเพียงแค่เพราะคำพูดคำเดียวของดารูวาร์หรือ!?
“ยิ้มบ่อยๆ สิ เสียดายของ”
ฟรองเซ่อ้าปากค้างกับสิ่งที่ได้ยิน นี่เพิ่งจะรู้จักยิ้มยังสามารถพูดได้ขนาดนี้เลยรึ แล้วถ้ามากกว่านี้ล่ะ? แถมยังมาบอกว่าเสียดายของอีก เมื่อครู่ตอนที่อยู่บนเนินเขายังพูดอยู่เลยไม่ใช่หรือว่าไม่รู้เื่ที่เกิดขึ้นในตอนที่เป็ดรูว์หรืออสูรแดงน่ะ และดูเหมือนว่าดารูวาร์จะรู้อีกแล้วว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เ้าตัวจึงพูดเสริมขึ้นมาอีก
“ข้าไม่รู้ แต่ก็ใช่ว่าข้าไม่สามารถรับรู้ได้” ดารูวาร์ยิ้มออกมา นี่คงจะเป็ครั้งแรกที่ฟรองเซ่เห็นดารูวาร์ยิ้ม “เพราะดรูว์ ข้าถึงเริ่มมีความรู้สึก...แม้จะทีล่ะนิด และเป็ของปลอม”
รอยยิ้มนั้น...ฟรองเซ่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันน่ารัก
ถึงแม้ว่ามันจะเกิดขึ้นจากความรู้สึกที่เป็ของปลอมก็ตาม
ความรู้สึกที่เ้าพวกนั้นมีต่อดรูว์ก็คงจะเป็แบบนี้สินะ ความรู้สึกที่อยากจะคอยปกป้องทนุถนอมไว้ในอุ้งมือแบบนี้
ฟรองเซ่สามารถเดาได้เลยว่าหากสหายร่วมหอพวกนั้นรู้ว่าดรูว์เป็ผู้หญิง ความรู้สึกของเ้าพวกนั้นจะพัฒนาไปถึงขั้นไหน
คงจะถึงขั้น 'คลั่งไคล้' จนไม่อยากให้ใครแตะต้อง
“ข้ารู้ได้ว่าพวกเขาคิดอย่างไร แล้วข้าควรจะทำตัวอย่างไร หากแต่ข้ากลับไม่อาจััได้ว่าความรู้สึกเ่าั้เป็เช่นไร เมื่อมีแล้วจะให้ความรู้สึกอย่างไร และความรู้สึกบางอย่าง...ก็ได้ลืมเลือนไปแล้ว”
สิ่งที่เรียกว่า 'ความสุข' ที่เคยมีร่วมกับไดรกอน เธอก็ไม่อาจรับรู้ได้อีกแล้วเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้นเ้าก็ค่อยๆ เรียนรู้แล้วซึมซับความรู้สึกเ่าั้ไปสิ ถึงแม้มันจะต้องใช้เวลา แต่ข้าเชื่อว่าเ้าต้องรับรู้ได้แน่ๆ”
คำพูดนั้นราวกับว่าเป็การให้กำลังใจจากคนตรงหน้า คำพูดเ่าั้ทำให้ดารูวาร์รู้สึกอบอุ่น และรู้สึกว่าไม่อยากให้่เวลานี้หายไป
นี่หรือเปล่า...ที่เรียกว่าความสุข?
ตลอดเวลาดวงตาสีฟ้าเข้มเอาแต่จดจ้องอยู่กับมนุษย์เ้าของชื่อฟรองเซ่ด้วยความสนใจ ชายคนนี้มีหลากหลายความรู้สึกภายใต้ใบหน้าเรียบนิ่ง หากแต่วันนี้เขากลับปลดปล่อยความรู้สึกที่เก็บเอาไว้มานานต่อหน้าปีศาจอย่างเธอ
เป็มนุษย์ที่แปลก...หากแต่เธอกลับชอบที่จะให้อีกฝ่ายเป็แบบนี้
ชอบ...อย่างนั้นหรือ!?
ดารูวาร์ชะงักการก้าวเดินของตนไปนิด ทว่านั่นก็เพียงครู่เดียวที่ไม่อาจมีใครััได้ ดวงตาสีฟ้าเข้มสั่นระริก...ความรู้สึกนี้ แน่นอนว่าเธอรู้จัก มันเป็ความรู้สึกเดียวกันกับที่เธอมีให้ไดรกอน ทว่าเธอกลับลืมมันไปแล้ว
น่าแปลกที่ความรู้สึกนี้ถูกชายคนนี้กระตุ้นขึ้นมา
พลันกลิ่นหอมอ่อนๆ อันแสนคุ้นเคยก็ลอยเข้ามาเตะจมูก เรียกสายตาที่กำลังจดจ้องฟรองเซ่ให้หันไปทางร้านขนมปังที่อยู่ทางด้านซ้ายมือ กลิ่นของขนมปังที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ ร้อนๆ จากเตาเรียกน้ำลายของเด็กสาวได้เป็อย่างดี
ฟรองเซ่หันกลับมาที่เด็กสาวเมื่อรู้สึกได้ว่าเธอหยุดเดิน เรียวคิ้วมุ่นเข้าหากันก่อนที่สายตาของเขาจะมองตามทิศที่ดวงตาสีฟ้าเข้มคู่นั้นจดจ้องอยู่ แล้วเขาก็เข้าใจเมื่อเห็นว่าเป็ร้านขนมปัง
ั้แ่เช้าไม่ว่าจะเป็ดรูว์หรือดารูวาร์ก็ยังไม่ได้กินอะไร เป็ธรรมดาสินะที่เธอจะหิว
“กินไหม?” ฟรองเซ่ถามไปอย่างนั้น เพราะที่จริงเขารู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ปฏิเสธแน่ ยิ่งเป็ของฟรีก็อย่าหวังว่าอีกฝ่ายจะปฏิเสธ
เกินคาดที่ดารูวาร์พยักหน้ารัวอย่างกระตือรือร้น มือเล็กที่เขาจับเอาไว้ไม่ยอมปล่อยกระชับแน่นกว่าเดิมแล้วลากเขาตรงไปยังร้านจนมปัง นิ้วเรียวเล็กอีกข้างชี้ไปที่ขนมปังที่มีรูปร่างเรียวรีขนาดยาวที่ปล่อยกลิ่นหอมและไอร้อนๆ จนดูนุ่มนิ่มน่ากิน เป็ขนมปังที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ เมื่อครู่นี้
ดวงตาสีน้ำตาลแดงจ้องท่าทางที่เหมือนกับเด็กสาวธรรมดานี้ด้วยความใ ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน นี่เป็ครั้งแรกที่ดารูวาร์มีความรู้สึกรุนแรงแบบนี้ เด็กสาวเลือกขนมปังชนิดนี้เพียงอย่างเดียวและรวดเร็วราวกับจ้องเอาไว้อยู่นานแล้ว ไม่ว่าแม่ค้าจะเสนอขนมปังอย่างอื่นด้วย เด็กสาวก็เอาแต่ส่ายหน้าปฏิเสธ
...หรือจะมีความหลังกับขนมปังรูปร่างแบบนี้?
ฟรองเซ่หันหน้าไปทางแม่ค้าแล้วซื้อขนมปังก้อนนั้นมาสองชิ้น เขายื่นให้ดารูวาร์ที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาด้วยใบหน้าอยากรู้อยากเห็นเหมือนเด็กเล็กที่ไม่รู้ประสีประสา มือเล็กก็รับมันมาอย่างว่าง่าย เด็กสาวดมกลิ่นขนมปังแล้วทำหน้าเคลิ้มอย่างมีความสุข อาการที่แสดงออกเหมือนเด็กๆ เช่นนั้นทำให้ฟรองเซ่ต้องลอบขำ
ถึงปากจะพูดว่าตัวเองเป็ปีศาจ แต่ท่าทางแบบนั้นดูอย่างไรก็แค่เด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งไม่ใช่หรือ?
แล้วฟรองเซ่ก็หลุดออกจากภวังค์เมื่อขนมปังถูกยื่นมาตรงหน้าเขาในลักษณะถูกฉีกครึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งดารูวาร์กำลังกัดมันอยู่ ดวงตาสีฟ้าเข้มจ้องมองมาที่เขาราวกับกำลังจะบอกว่าให้รับอีกครึ่งหนึ่งนั้นไป ฟรองเซ่รับมันมาแล้วกัดหนึ่งคำ ดวงตาสีน้ำตาลแดงเหลือบมองดารูวาร์ที่ตอนนี้กำลังมีความสุขอยู่กับการกินขนมปัง อาการท่าทางเหมือนเด็กน้อยนั้นทำให้เขาอดรู้สึกเอ็นดูไม่ได้
ดูท่าว่าดรูว์ที่เขารู้จักจะชอบกินอาหารกึ่งสำเร็จรูป แต่ดารูวาร์คนนี้จะชอบกินขนมปังแฮะ
“อร่อยไหม?” ฟรองเซ่ลองถามดู เขาอยากจะรู้ว่าเด็กคนนี้รู้จักคำคำนี้หรือไม่
“...มันเป็รสชาติและกลิ่นที่ข้าไม่เคยััมาก่อน มันอร่อยคนละแบบกับที่ไดรเคยเอามาให้ข้ากินในทุกๆ วัน” เด็กสาวทำท่าเหมือนเข้าสู่ภวังค์อะไรสักอย่างที่ฟรองเซ่เข้าไม่ถึง
ชายหนุ่มลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่อย่างน้อยเด็กคนนี้ก็ยังรู้จักคำว่า ‘อร่อย’ และจากคำพูดของอีกฝ่ายเมื่อครู่ทำให้เขาได้รู้ว่าดารูวาร์ไม่ได้ชอบขนมปัง แต่มันคืออาหารที่ไดรกอนเคยเอาให้เด็กสาวคนนี้กิน และเธอก็รู้ว่ามันกินได้และมีรสชาติอร่อย
“อืม เหมือนขาดไปรสหนึ่ง” เงียบไปนานเสียงของดารูวาร์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง เรียกความสนใจจากคุณชายได้เป็อย่างดี
“ขาด?” ฟรองเซ่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ขนมปังที่ไหนๆ ก็มีรสชาติเช่นนี้ ขนมปังร้านนี้ถือว่าอร่อยกว่าที่มีในหอทั้งสี่และส่วนกลางเสียอีก
“ที่ไดรเอามามันหอมกว่านี้ เป็รสััพิเศษที่ข้าอธิบายไม่ถูก และมีเฉพาะในอาหารที่ไดรเอามาให้”
ัทำอาหารให้มนุษย์กิน? นี่มันเื่บ้าอะไร!
ฟรองเซ่ในตอนนี้ไม่สามารถพูดอะไรได้ ในใจรู้สึกขมฝาด จากคำพูดทั้งหมดของดารูวาร์ทำให้เขาคาดเดาอะไรได้หลายๆ อย่าง อาหารทั้งหมดที่ดารูวาร์เอาแต่พูดถึงจะมีไดรกอนอยู่ด้วยเสมอ ไม่เคยพูดถึงมนุษย์เลยสักคำ เขารู้แล้วว่าคนตรงหน้ามีชีวิตรอดมาได้อย่างไร
มนุษย์ซึ่งเป็เผ่าพันธุ์เดียวกันไม่เหลียวแล แต่รอดมาได้เพราะัทำอาหารให้กิน! รสชาติบางอย่างที่เด็กสาวกล่าวถึงมีเฉพาะในอาหารที่ไดรกอนเอามาให้ หากไม่พูดว่าอาหารพวกนั้นไดรกอนเป็คนทำ แล้วใครจะทำ?
ว่าแต่...ไดรกอนใส่อะไรลงไปในอาหาร?
และอีกด้านหนึ่ง...ที่ศาสนจักรภายใต้การดูแลของหอเซาท์
“อะไรนะ! ดรูว์หายตัวไป!?” เสียงไดรกอนตวาดก้องด้วยความใ เหล่าคนที่ได้ยินเสียงพากันสะดุ้งโหยงด้วยความกลัว
“เอ่อ...ฟรองเซ่ก็หายไปด้วย” โคเรลเอ่ยขึ้น ฟรองเซ่ก็หายไปนะ พวกเขาอาจจะไปด้วยกันก็ได้?
“แล้วหายไปไหน! มันเกิดเื่อะไรขึ้น!!” ตอนนี้ไดรกอนเริ่มเขย่าคอคนตัวใหญ่ด้วยความร้อนรน เขาเย็นไม่ไหวแล้ว! ส่วนเ้าฟรองเซ่นั่นจะหายไปไหนก็ไม่ได้เกี่ยวกับเขา!
ดรูว์หายตัวไป...นั่นเป็ข่าวร้ายที่ไดรกอนไม่อยากจะได้ยินมากที่สุด ยิ่งเขาไม่ได้กลิ่นหรือจับจิตของดรูว์ไม่ได้เลยแบบนี้เขาก็ยิ่งร้อนรนมากขึ้น ดรูว์สำคัญกับเขา...มาก เขาทนรับมันไม่ได้หรอกหากต้องสูญเสียดรูว์ไป
ข้ารอมานานมากเกินไปแล้ว ข้าไม่อาจรอได้มากไปกว่านี้แล้ว!
“จู่ๆ พวกฏก็ปรากฏขึ้น พวกมันล้อมดรูว์กับองค์หญิงชาล็อตเอาไว้ แต่ดรูว์ช่วยให้องค์หญิงชาล็อตหนีออกมาก่อน ในระหว่างที่พวกข้ากำลังหนีฟรองเซ่ก็เข้าไปช่วยก่อน พอข้าไปตามคนมาช่วยได้ ข้ากลับไม่พบแม้แต่เงาของทั้งสองคน สิ่งที่พวกข้าเห็นมีเพียงแค่เศษเนื้อเละๆ กับเืที่กระเซ็นอยู่เต็มพื้นและพนังเท่านั้น” ท่านรีจิเรนพยายามอธิบายอย่างใจเย็นที่สุด เขาเหลือบมองชายหนุ่มผู้มีรูปร่างเหมือนกับดรูว์ทุกประการหากแต่เขากลับมีเส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทวดาที่ถูกมัดเอาไว้อย่างเรียบร้อย คนที่ใครๆ ในหอเซาท์ต่างก็บอกเป็เสียงเดียวกันว่า ‘นั่นน่ะั’ แต่ไม่ว่าจะดูอย่างไรชายคนนี้ก็เป็มนุษย์ชัดๆ!
และที่สำคัญ...อาการหวงดรูว์ของชายคนนี้ช่างน่ากลัวยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดที่เขาเคยประสบพบเจอ แค่รับรู้ว่าดรูว์หายตัวไป อารมณ์โกรธที่ปะทุขึ้นกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวของชายคนนี้น่ากลัวและน่าอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก
น่ากลัวจนองค์าาของพวกเขาเทียบไม่ติด...
“ข้าไม่ได้กลิ่นของดรูว์เลยแม้เพียงสักนิด...” ไดรกอนเริ่มหนักใจ ชาโดว์ที่ยืนฟังเื่ราวอยู่ห่างๆ เริ่มหาวขึ้นมา
“ไม่เป็ไรหรอก เด็กคนนั้นยังมีชีวิตอยู่...” ดวงตาสีแดงเืทอประกายประหวั่นพรั่นพรึงออกมา เมื่อเขารู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง “แต่เป็ดารูวาร์ ไม่ใช่ดรูว์”
ไดรกอนหันขวับไปมองชาโดว์ด้วยความใ “เ้าหมายความว่าอย่างไร”
ดารูวาร์อย่างนั้นรึ? หากเป็ดารูวาร์จริง นั่นน่าเป็ห่วงกว่าดรูว์เยอะเลย!
ดารูวาร์ไม่ได้รู้จักที่ทางที่นี่เหมือนกับดรูว์เสียหน่อย!
“ผ้าผูกผมสีดำที่ดรูว์ใช้ผูกผมเป็ประจำคือเกร็ดัของข้า ข้าถักขึ้นเพื่อเป็การขอโทษกับเื่ที่ข้าทำลงไปเมื่อคราวนั้น...มันสามารถช่วยผนึกพลังของดารูวาร์เอาไว้เพื่อไม่ให้ตัวตนนั้นตื่นขึ้นมาก่อนเวลาอันควร แต่จากเหตุการณ์ครั้งนี้มันคงเกิดเหตุผิดพลาดอะไรบางอย่าง เกล็ดัของข้าถูกทำลาย แล้วดารูวาร์ก็ตื่นขึ้นมา”
ดวงตาสีฟ้าเข้มของไดรกอนเบิกกว้าง ดรูว์เอาเกล็ดัของชาโดว์มาใช้หรือ...นี่ไม่ได้หมายความว่าดรูว์ให้อภัยอดีตาาัทมิฬตนนี้หรือไร? ว่าแต่...
“เ้าเอาเกล็ดัของเ้าไปให้ดรูว์ตอนไหน”
“ข้าก็วางเอาไว้ใกล้กับหมอนที่เด็กนั่นหนุนก่อนที่เด็กนั่นจะตื่นขึ้นมาน่ะสิ”
พอไดรกอนลองนึกไปถึงเหตุการณ์นั้นแล้วก็เริ่มเข้าใจ ในวันที่ดรูว์ตื่นขึ้นมาหลังจากที่หลับไปห้าวันเมื่อสิบแปดปีก่อน ตอนนั้นมีผ้าผูกผมสีดำนั่นอยู่จริงๆ! และเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าเ้าชาโดว์นี่เอาสิ่งนั้นเข้าไปไว้ตรงนั้นได้อย่างไร ในเมื่อเขาอยู่ในห้องนั้นตลอดเวลา!
เ้าเล่ห์นัก!
“แล้วเ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้ดารูวาร์อยู่ที่ไหน” ในเมื่อเกล็ดันั้นเป็ของชาโดว์ ตัวเ้าของก็ต้องรู้ว่าเกล็ดของตัวเองไปอยู่ที่ไหนในโลกนี้
“มันถูกทำลาย ตอนนี้ก็ยังอยู่ตรงทางเดินแห่งหนึ่งในส่วนกลาง...ตรงที่เกิดเหตุนั่นแหละ”
ไดรกอนคอตกอย่างหมดหวัง...ไม่ใช่สิ! ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่ หากเขาออกไปจากที่นี่จนอยู่ใกล้ดารูวาร์ในรัศมีสิบกิโลเมตร เขาก็ต้องได้กลิ่นของดารูวาร์!
เมื่อคิดได้ดังนั้นไดรกอนก็เดินตรงออกไปจากศาสนจักรทันที แต่มือมารอย่างชาโดว์กลับคว้าคอเสื้อของไดรกอนเอาไว้พร้อมกับเสียงห้ามปราม
“ตอนนี้อีกฝ่ายคือดารูวาร์ ไม่ใช่ดรูว์...และตอนนี้ดารูวาร์ก็อยู่กับฟรองเซ่ หากถึงเวลาพวกเขาจะกลับมาเอง”
“แต่...” ไดรกอนอึกอัก เ้าคุณชายนั่นรู้แล้วว่าดรูว์เป็ผู้หญิง และั้แ่ที่รู้ท่าทีที่เ้านั่นปฏิบัติต่อดรูว์ก็ต่างไปจากเดิม พูดง่ายๆ ก็คือเขาไม่ไว้ใจผู้ชายคนนั้น!
ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าชายคนนี้จะพรากเด็กสาวคนนั้นไปจากอกเขากัน?
“เ้าไม่เชื่อใจเ้ามนุษย์นั่นหรือไร พวกเขาสนิทกันไม่ใช่หรือ”
คำพูดนั้นทำให้ไดรกอนยอมสงบ...เขาจะยอมเชื่อใจเ้าฟรองเซ่นั่น (อีก) สักครั้งก็ได้ แม้ในใจลึกๆ จะไม่ไว้ใจในตัวอีกฝ่ายก็ตาม แต่ถ้าหากเวลาล่วงเลยวันนี้ไปแล้วฟรองเซ่ไม่พาดารูวาร์กลับมาหาเขาล่ะก็...
น่าดู!
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วดารูวาร์ไม่ทราบ เพราะเธอที่อยู่แต่ในความมืดมิดมาตลอดจึงสูญเสียการรับรู้เื่นี้ไป แต่กับฟรองเซ่เขาเห็นว่านี่มันก็เริ่มเข้าสู่่เย็นแล้ว เขาพาดารูวาร์หนีมาที่นี่ั้แ่่เช้าตอนสายๆ อีกอย่าง ร้านค้าในเทศกาลนี้ก็เริ่มเก็บข้าวของกันแล้วด้วย เขาควรจะพาดารูวาร์กลับไปเลยดีไหม? แต่ถ้าหากพากลับไปตอนนี้ ทุกคนต้องรู้แน่ว่าดารูวาร์เป็ผู้หญิง
แล้วเขาจะทำอย่างไรดี? ดารูวาร์จะอึกอัดหรือไม่หากมีคนรู้เพิ่มเติมว่าเธอเป็ผู้หญิง แล้วถ้าหากพาเธอกลับไปหาไดรกอน ดารูวาร์ก็ต้อง...
“นี่ เมื่อไหร่จะกลับหรือ” ดารูวาร์กระตุกมือของฟรองเซ่ที่เอาแต่จูงมือเธอไม่ยอมปล่อย อืม ั้แ่อยู่บนเนินเขานั่นกระมัง?
“เ้าอยากกลับแล้วหรือ” ฟรองเซ่รู้สึกใจหาย หรือว่าเธอจะอยากกลับไป ถูกสะกดจนหลับลึกไปอีกครั้ง?
นี่ความพยายามตลอดทั้งวันของเขา...มันไม่ได้ผลบ้างเลยหรือ?
“อือ...ข้าอยู่ห่างกับไดรนานแล้ว มันรู้สึกแปลกๆ”
ฟรองเซ่เริ่มหนักใจ เขาควรจะทำอย่างไรดี! เพียงครู่ดารูวาร์ก็ยื่นผ้าสีดำผืนหนึ่งให้ฟรองเซ่ ชายหนุ่มมองผ้าสีดำที่ถูกส่งมาให้อย่างสงสัย มันคือผ้าผูกผมที่ดารูวาร์ขอให้เขาซื้อให้เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา แต่เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายยื่นมาให้เขาทำไม
“เ้าช่วยลงอักขระโบราณลงบนผ้าผืนนั้นที”
“หา?” ฟรองเซ่ไม่เข้าใจ นี่ดารูวาร์กำลังจะทำอะไร
“ถึงแม้มันจะไม่ได้ผลดีเหมือนเกล็ดัของชาโดว์ แต่มันก็คงจะทำให้ข้ากลับกลายเป็ดรูว์ได้”
“!!!” ฟรองเซ่ใกับสิ่งที่ได้ยิน เขาพยายามรับผ้าสีดำผืนนั้นโดยที่ไม่ให้มือของตนเองสั่น
นี่ตลอดทั้งวัน เขาไม่อาจทำให้ดารูวาร์รู้สึกอยากจะมีความรู้สึกแม้สักนิดเลยหรือ?
ฟรองเซ่ยอมลงอักขระโบราณที่มีผลสะกดพลังให้แล้วยื่นให้ดารูวาร์ มือเล็กรับมันไปแล้วใช้ผูกผมตนเอง จากนั้นก็เกิดเปลวไฟสีขาวลุกพรึบรอบตัวดารูวาร์อย่างรวดเร็ว เส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ที่วันนี้เขาเห็นมาทั้งวันจนชินกลับไปเป็สีน้ำตาลแดงเหมือนเดิม
เป็โชคดีอีกอย่างของพวกเขาที่ตรงสถานที่ที่พวกเขาอยู่นี้ออกห่างจากหมู่บ้านนั้นมาแล้ว และที่ตรงนี้ก็ไม่มีคน ไม่อย่างนั้น...วันต่อมาต้องเกิดข่าวลือประหลาดขึ้นแน่
“แค่นี้เ้าคงพาข้ากลับไปได้โดยที่ไม่ต้องกังวลอะไรแล้วสินะ” น้ำเสียงราบเรียบนั้นทำให้ฟรองเซ่รู้ได้ทันทีว่าคนตรงหน้าเขายังคงเป็ดารูวาร์อยู่
“อืม” ชายหนุ่มยอมตอบรับโดยง่าย มือหนาคว้ามือเล็กมากุมไว้ก่อนที่ร่างของทั้งสองจะถูกอักขระโบราณพาไปยังทีใดสักแห่ง
เมื่อลืมตาขึ้น ภาพแรกที่ดารูวาร์เห็นคือไดรกอนที่เดินไปเดินมาอย่างกระสับกระส่าย และเมื่อไดรกอนหันมาเห็นเธอ เขาก็ยิ้มกว้างแล้วตรงปรี่มากอดร่างของเธออย่างรวดเร็วด้วยความดีใจ
“เ้ากลับมาแล้วหรือดรูว์!” อ้อมกอดของไดรกอนกระชับแน่นขึ้น “ข้าจะไม่ปล่อยให้เ้าอยู่ไกลตัวอีกแล้ว”
ดวงตาสีฟ้าเข้มปราดมองภาพรอบตัว ที่นี่มีแต่สีขาว และความรู้สึกแบบนี้ทำให้ดารูวาร์รู้ว่าที่นี่มันคือโบสถ์! ไม่สิ ใหญ่ๆ แบบนี้มันศาสนจักรนี่นา ดารูวาร์ที่ไม่เชื่อมั่นในพระเ้าเริ่มเกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ฟรองเซ่ที่เพิ่งรู้ตัวว่าตนเองมาอยู่ในศาสนจักรก็เริ่มทำหน้าเซ็งที่ตนต้องมาติดแหงกอยู่ที่นี่อีกแล้ว
จากความรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเพียงครู่กลายเป็เย็นวาบ
ความรู้สึกเหมือนกำลังถูกพวกเดียวกันร้องเรียกนี่มัน...หรือว่า...!
ดารูวาร์ที่นิ่งเงียบอยู่แล้วจึงไม่มีใครสังเกตว่าเด็กสาวมีท่าทีแปลกไป ดารูวาร์หันกลับมาตอบรับไดรกอนที่กอดตนอยู่ “อืม”
น้ำเสียงเย็นเยียบนั้นทำให้ไดรกอนชะงัก ดวงตาสีฟ้าเข้มมองสบกับดวงตาที่มีสีเดียวกันกับเขาด้วยดวงตาสั่นระริก เขาเพิ่งจะรู้สึกได้ แม้ภายนอกไม่ว่าจะดูตรงไหนก็เป็ดรูว์ แต่จากดวงตาสีฟ้าเข้มที่ดูว่างเปล่าและไร้ความรู้สึกนี้กลับบ่งบอกว่าอีกฝ่ายคือดารูวาร์!
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าข้าที่เ้า้าไม่ใช่ข้า แต่เป็ข้าที่มีความรู้สึก...ใช่ไหม?” เสียงราบเรียบถามขึ้น และมันก็จี้ใจดำไดรกอนจนรู้สึกเจ็บแสบ
ไดรกอนไม่อาจปฏิเสธได้...เพราะมันคือความจริง
“แล้วตอนที่เ้าเห็นข้าเป็แบบนี้ เ้ารู้สึกแบบไหนล่ะ” ดารูวาร์ถามในขณะที่มือเล็กทั้งสองข้างประคองใบหน้าของอีกฝ่ายให้สบตากับตน
ดวงตาสีฟ้าเข้มของไดรกอนสั่นระริกเมื่อดารูวาร์ถามคำถามนี้ขึ้นมา “ข้าเ็ป...ที่อยู่ๆ เ้าก็กลายเป็คนที่สูญเสียความรู้สึกของตัวเองไป ทั้งที่แต่เดิมก็แทบจะไม่รู้สึกอะไรอยู่แล้ว”
“...”
“ข้าเสียใจที่เห็นเ้าชาชินกับการฆ่าฏโดยที่ไม่มีความรู้สึกอะไร เป็ได้เพียงแค่เครื่องมือให้กับพวกซาบรีย์”
“...”
“ข้าทรมานที่เห็นเ้าต้องทำตามคำสั่งของซาบรีย์ ทั้งที่ใจจริงของเ้าไม่เคย้า”
“...”
“และข้ารู้สึกผิด...ที่ข้าไม่อาจปกป้องเ้าเอาไว้ได้อย่างที่ข้าเคยสาบานเอาไว้กับเ้า”
คำบอกเล่าที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกเ่าั้ทำให้ดารูวาร์หลับตาลงราวกับกำลังคิดอะไรสักอย่าง เมื่อลืมตาขึ้นดารูวาร์ก็ปล่อยมือออกจากใบหน้าของไดรกอน ร่างเล็กเดินเข้าไปหาชาโดว์ที่ยืนอยู่ไม่ไกล บาทหลวงหนุ่ม (?) เลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย ปกติดารูวาร์ต้องมีเื่จะพูดกับไดรกอนสิ แล้วทำไมเดินมาทางเขาล่ะ?
“ตอนนี้เ้าเป็บาทหลวงหรือ” ดวงตาสีฟ้าเข้มไล่มองั้แ่หัวจรดเท้า ที่ตั้งใจมากเป็พิเศษก็คือชุดที่อีกฝ่ายสวมอยู่
“ใช่ แต่ก็เป็แค่งานอดิเรก เพราะงานหลักของข้าคือการเป็พรตมาร”
หน้าที่ของพรตมารและแม่ชีชุดดำก็คือการสังหารฏ ที่ชาโดว์มาเป็พรตมารเพราะรู้สึกผิดที่ตอนนั้นตัวเองอ่อนแอจนถูกจิตมารเข้าสิงได้...จนทำให้ชีวิตของคนคนหนึ่งต้องมาทรมานแบบนี้
“ถึงแม้ข้าจะไม่เชื่อมั่นในพระเ้า แต่เ้าก็จะช่วยข้าใช่ไหม”
ชาโดว์มุ่นหัวคิ้ว ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์แปลกๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น “นี่เ้าคิดจะทำอะไร!?”
ที่นี่ไม่มีใครนอกจากดารูวาร์ ไดรกอน ฟรองเซ่ ชาโดว์ และมิไร ดังนั้นดารูวาร์จึงพูดประโยคหนึ่งที่ไม่มีใครคาดคิดขึ้นมา และนั่นทำให้เหล่าคนฟังพูดอะไรไม่ออก
“นี่ไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็คำขอของปีศาจเช่นข้า ไม่ใช่ในฐานะอะไร แต่เป็ในฐานะของปีศาจตนหนึ่งที่อยากจะกลับไปเป็มนุษย์”
“เ้าหมายความว่าอย่างไร!?”
ดวงตาสีฟ้าเข้มสบกับดวงตาสีแดงเืของพรตมารด้วยประกายตาหนักแน่นซึ่งต่างจากทุกทีที่ว่างเปล่า นั่นทำให้ชาโดว์รู้ได้ว่าเื่นี้เขาไม่อาจปฏิเสธได้
“ข้ารู้ว่ามันหนักหนาและเป็ไปได้ยาก...แต่ข้าอยากมีความรู้สึก ความรู้สึกที่เป็ของจริง ไม่ใช่ของปลอม”
แค่ได้ยินชาโดว์ก็แทบสลบ ทำให้ดารูวาร์กลับมามีความรู้สึกหรือ!? นี่มันเื่ยากยิ่งกว่าสั่งให้เขาไปโกนผมเพื่อมาบวช ไม่สิ มันยากยิ่งกว่าการที่จะสั่งให้เขาทรยศเผ่าพันธุ์เสียอีก นี่หรือลางสังหรณ์แปลกๆ ที่เขารู้สึกได้?
“มันเป็ไปได้ยาก และยังต้องใช้เวลา...”
“เวลาเท่าไหร่ข้าไม่เกี่ยง จะมีความรู้สึกแค่นิดเดียวก็ไม่เป็ไร ขอแค่ทำให้ข้ากลับมามีความรู้สึกเหมือนเดิม แล้วก็...เื่ดรูว์กับอสูรแดงน่ะ ข้าอยากให้เ้าดูแลสองคนนั้นหน่อย เพราะถึงอย่างไรนั่นก็เป็ส่วนหนึ่งของข้า สองคนนั้นเป็คนหัวดื้อ แต่ก็ทนๆ เอาหน่อยก็แล้วกัน ฝึกฝนพวกเขาให้แข็งแกร่งมากขึ้นกว่านี้...ตอนนี้ยังใช้ไม่ได้”
ชาโดว์กลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคออย่างยากลำบาก ยิ่งคำพูดสุดท้ายเ้าตัวลงเสียงหนักด้วยแล้ว เขาห้ามปฏิเสธเด็ดขาด
แต่อันที่จริงนี่ก็เป็หน้าที่ที่เขาต้องทำั้แ่ทีแรกไม่ใช่หรือ? เพราะเหตุนี้ไม่ใช่หรือไรเขาถึงโดนเรียกตัวให้มาประจำการในศาสนจักร...เพื่อมาดูแลเด็กมีปัญหาอย่างดรูว์ ลาเบียร์
“ถือว่านี่คือคำขอจากข้า”
ดารูวาร์ค้อมหัวให้อย่างคนผู้มีอายุน้อยกว่า หากแต่อดีตาาัทมิฬกลับคุกเข่าลงตรงหน้าดารูวาร์ ท่ามกลางสายตาตื่นใของทุกคนที่อยู่ที่นี่กับการกระทำที่คาดไม่ถึงนี้ของอดีตาาัทมิฬผู้เกรียงไกรและเรืองอำนาจผู้นี้
“ข้าขอน้อมรับคำบัญชา สิ่งที่ท่านขอ...ข้าจะพยายามทำให้อย่างเต็มที่”
วันนี้คงจะเป็อีกวันที่พวกเขาไม่สามารถลืมลงได้ เมื่อพวกเขาเห็นดารูวาร์ผู้ไร้ความรู้สึกคนนี้กำลังยิ้มออกมาให้ชาโดว์จากใจจริง!
ดารูวาร์หันมาทางฟรองเซ่ คนที่เธออยู่ด้วยวันนี้ทั้งวัน “ขอบคุณนะ...สำหรับทุกอย่าง”
เปลือกตาบางปิดลงพร้อมกับร่างเล็กที่ทรุดลงตามแรงโน้มถ่วง ไดรกอนรีบคว้าร่างของดารูวาร์เอาไว้ก่อนที่ร่างนั้นจะล้มลง เสียงจังหวะการหายใจที่สม่ำเสมอเป็ตัวบอกได้อย่างดีว่าดารูวาร์หลับไปแล้ว ไดรกอนมองใบหน้าของดารูวาร์ด้วยความรู้สึกผิด เขาในตอนนั้นไม่อาจทำอะไรได้นอกจากการสร้างตัวตนของดรูว์เพื่อสร้างความรู้สึกใหม่ขึ้นมา เขารู้ดีว่าพลังของเขาที่พึ่งเพียงแค่สัญญาโลหิตไม่อาจทัดเทียมกับพลังบางอย่างที่เติบโตตลอดเวลาและหลับอยู่ในตัวของดารูวาร์ได้ และสักวันตัวตนปลอมๆ ที่เขาสร้างขึ้นจะต้องรวมเป็หนึ่งกับตัวตนที่แท้จริง ถึงตอนนั้นเขาก็หวังได้แต่เพียงว่าความรู้สึกปลอมๆ ที่ถูกสร้างขึ้นเ่าั้จะทำให้ดารูวาร์กลับมามีความรู้สึกเหมือนเดิมได้
“คาดไม่ถึงเลยว่าเ้าตัวจะเอ่ยปากขอเองแบบนี้” ชาโดว์ยังคงรู้สึกงงกับสิ่งที่ดารูวาร์ขออยู่ ปกติเด็กคนนั้นเคยขอร้องใครเสียที่ไหน แถมยังเป็เื่ยากเสียด้วยสิ
“แล้วเ้าไปทำอะไรที่ไหนกันมาน่ะ ดารูวาร์ถึงได้อยากกลับมามีความรู้สึกเหมือนเดิม” มิไรถามฟรองเซ่ที่น่าจะตอบคำถามของเธอได้
ก็เล่นหายไปด้วยกันทั้งวันเลยนี่
ไดรกอนเองก็หันมามองด้วยสายตาคาดคั้น หากแต่ฟรองเซ่กลับยังทำหน้าเฉยเช่นปกติของเ้าตัวจนทั้งสามแปลกใจที่ฟรองเซ่ไม่กลัวสายตาของไดรกอนเหมือนคนอื่น
“ถ้าอยากรู้...ก็ลองถามดารูวาร์ดูสิ” ว่าแล้วก็รีบชิ่งหนีเสียเลย
“เฮ้ย! กลับมาคุยกันให้รู้เื่ก่อน!!” ไดรกอนะโไล่หลัง หากแต่ใครจะยอมหยุดให้โง่กันล่ะ?
‘จะทำหน้าเศร้าไปทำไม ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ได้หายไปตลอดกาล วันใดวันหนึ่ง ดรูว์ อสูรแดง และข้าก็ต้องกลับมาเป็หนึ่งเดียวกัน ไม่มีพวกเราคนใดคนหนึ่งขาดหาย แต่เป็คนคนเดียวกัน’
‘...อีกนานแค่ไหนกัน’
‘ไม่มีใครรู้เื่นี้หรอก วันใดที่พวกเรารวมเป็หนึ่ง ข้าอาจจะพอมีความรู้สึกบ้าง’
เขาไม่อยากได้คำว่า ‘อาจจะ’ อยากจะได้ยินคำว่า ‘ต้องมี’ ออกมาจากปากของอีกฝ่ายมากกว่า
ทว่าเมื่อนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นวันนี้ทั้งวัน ฟรองเซ่ก็อดที่จะยิ้มขึ้นมาไม่ได้ ตัวตนของดารูวาร์ที่ไม่เคยมีใครได้ัั ความรู้สึกของเขาที่ไม่เคยเปิดเผยมันกับใครเท่านี้มาก่อน
ปล่อยให้มันเป็ความทรงจำดีๆ ของเขาคนเดียวเถอะ เพราะเขาเชื่อว่าอย่างไรดารูวาร์ก็ไม่ปริปากพูดเื่ในวันนี้ออกมาแน่
ข้าสัญญา วันที่เ้าตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ข้าจะทำให้เ้ากลับมามีความรู้สึก...อีกครั้ง
ต่อให้เ้าไม่มี ข้าก็จะอยู่ข้างๆ เ้า ไม่หนีหายไปแน่นอน
รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าที่นิ่งเฉยตลอดเวลาของฟรองเซ่ทำให้สามทหารและสองข้ารับใช้มองจนนิ่งงัน มองจนลืมทักทายอีกฝ่าย กว่าจะรู้สึกตัวอีกที ร่างสูงก็หายเข้าไปในบ้านหลังเล็กที่ซ่อนอยู่ภายในสวนต้องห้ามแห่งนี้แล้ว
“ท่านผู้นั้นยิ้ม? นี่มันเื่อะไรกัน? ข้าฝันอยู่รึ?” หนึ่งในทหารหันไปถามเพื่อนร่วมอาชีพอีกสองคนที่ยังคงไม่ตื่นขึ้นจากภวังค์
“ถ้าเ้าฝัน พวกเราก็คงจะฝันหมู่”
“จริง” หนึ่งทหารและอีกสองข้ารับใช้พยักหน้าเห็นด้วย
ใครกันที่ทำให้ท่านผู้นั้นมีรอยยิ้มขึ้นมาได้?