เสียงฝีเท้าม้านับสิบดังก้องไปทั่วบริเวณป่าโปร่งทำให้สกุณาตัวน้อยต่างแตกตื่นจนบินหนีลับหายไปจากท้องนภาสีครามด้วยความใ
ร่างบุรุษผู้องอาจนั่งสง่างามอยู่บนหลังม้า ในมือของเขามีคันธนูสลักลายัทองงดงาม ดวงตาเหยี่ยวมองรอบบริเวณอย่างสำรวจตรวจตรา เมื่อพบเป้าหมายเขาจึงเงื้อธนูขึ้นก่อนจะปล่อยลูกธนูแหวกอากาศพุ่งตรงไปยังกวางหนุ่มผู้น่าสงสาร
มุมปากบางเฉียบยกขึ้นอย่างพึงพอใจ เขาเก็บธนูก่อนจะส่งสัญญาณไปให้ผู้ใต้บังคับบัญชาวิ่งไปเก็บซากกวางตัวนั้นขึ้นมา
"ฝ่าา อีกเดี๋ยวก็จะพลบค่ำแล้ว พวกเรารีบออกไปจากป่านี้เถอะพ่ะย่ะค่ะ" แม่ทัพหนุ่มเอ่ย เขามองดวงอาทิตย์ที่คล้อยต่ำลงอย่างกังวล เขาเกรงว่าหากค่ำลงขบวนอาจจะต้องเผชิญกับสัตว์ร้ายและปีศาจโดยที่ไม่คาดคิด
"เ้ากลัวรึ" น้ำเสียงทุ้มเอ่ย "ถ้าในป่าแห่งนี้มีปีศาจจริง ข้าเองก็อยากเห็นเช่นกัน" เขาเอ่ยอย่างทะนงตน
"เปล่าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงกังวลเกินเหตุเท่านั้น"
"อืม...ไปต่อเถอะ" เซียวหู่เอ่ย เขากุมบังเหียนม้าก่อนจะออกตัวนำไปก่อน
ป่าแห่งนี้มีตำนานมากมายที่ถูกเล่าขานมานับร้อยปีว่าเป็ที่อยู่อาศัยของเหล่าปีศาจ หากแต่พวกมันกลับซ่อนตัวจนผู้อื่นไม่อาจพบเห็น หรือบางตนอาจจะแปลงกายเป็มนุษย์ไปอาศัยอยู่ร่วมกับชาวบ้าน แต่นั่นก็เป็เพียงข้อสงสัยเท่านั้น ส่วนมากคนที่พบเจอกับปีศาจก็อาจจะถูกพวกมันสังหารก่อนที่จะมาเล่าว่าตนเองพบเจออะไรบ้าง
หลายคนพบสตรีรูปโฉมงดงามในป่าแห่งนี้ แต่ทว่าเพียงพริบตาเดียวร่างแน่งน้อยนั้นก็มลายหายอย่างรวดเร็ว
แม้แต่เซียวหู่ ฮ่องเต้แห่งแคว้นฉู่เองก็ไม่เว้น เขาเองก็อยากจะพบสตรีรูปงามผู้นั้น เขาอยากจะรู้นักว่านางงดงามเทียบเท่ากับสตรีในวังหลังของเขาได้หรือไม่
อาชาปราดเปรียววิ่งฝ่าเข้าไปในแมกไม้สีเขียวชอุ่ม ดวงตาคมตวัดมองหาเหยื่อผู้โชคร้ายตัวต่อไป
มุมปากของเซียวหู่ยกขึ้นเมื่อเขาเห็นร่างของสุนัขจิ้งจอกสีขาววิ่งผ่าน เขาส่งสัญญาณให้ชะลอม้าลงก่อนจะหยิบธนูด้วยความแ่เบา
ขบวนม้าเองก็หยุดชะงัก พวกเขาต่างรอลุ้นว่าเ้าเหนือหัวของตนจะได้หนังจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ไปฝากฮองเฮาหรือไม่
จิ้งจอกน้อยตัวนั้นช่างปราดเปรียวนัก ทำให้เซียวหู่ต้องเล็งอยู่นานจนในที่สุดเขาก็ได้โอกาสที่จะปล่อยลูกธนูออกไป
ฟิ้ว~ ฉึก!
ลูกธนูเงินปักลงบนตัวจิ้งจอกขนเงาได้อย่างแม่นยำ ทำให้จิ้งจอกน้อยล้มลงทันที มันพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่ทว่าก็ไม่อาจฝืนแรงที่จะวิ่งหนีไปได้
เซียวหู่ยกยิ้มอย่างยินดี เขาลงจากหลังม้าก่อนจะเดินตรงไปยังจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์
"ฝ่าา เดี๋ยวกระหม่อมไปเองพ่ะย่ะค่ะ" นายทหารผู้หนึ่งเอ่ย เขากังวลถึงความปลอดภัยของฮ่องเต้แห่งแคว้น ยิ่งสุนัขจิ้งจอกยิ่งอันตราย หากมันยังไม่ตายอาจจะแว้งกัดพระวรกายอันสูงส่งของฮ่องเต้ได้
"ไม่ต้องห่วง" เขาเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ ร่างสูงเดินกึ่งวิ่งไปยังหลังพุ่มไม้โดยมีแม่ทัพหนุ่มวิ่งตามไปอย่างประชิด
ร่างสูงหยุดชะงัก เขาหันมองหวังจิ้นก่อนจะเดินไปยังร่างของสตรีงดงามที่มีลูกธนูของเขาปักอยู่ที่ไหล่ซ้าย
ดวงตาของนางหลับสนิทแต่ทว่าแพขนตางามกลับสั่นน้อย คิ้วเรียวงามขมวดเข้าหากันอย่างเ็ป
ดวงตาทั้งสองคู่จ้องมองภาพนั้นอย่างตกตะลึง ใบหน้าของสตรีผู้นั้นช่างงดงามอ่อนหวานดุจเทพเซียน นางสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์เปื้อนโลหิต แต่ทว่าโลหิตสีชาดกลับเสริมให้นางช่างบอบบางน่าปกป้อง
"แม่นาง" เซียวหู่ย่อกายลง เขาแตะเข้าเบาๆ ที่ใบหน้าของนาง ััอันเนียนนุ่มทำให้เขาไม่อยากที่จะละไปจากใบหน้าของนาง ดวงหน้าพริ้มเพราของสตรีตรงหน้าช่างตราตรึงจนเขาไม่อาจลืม สำหรับเขาแม่นางผู้นี้ช่างงดงามเหนือสตรีอื่นใดที่เขาเคยพบเห็น
"ฝ่าา...นาง" หวังจิ้นพยายามเค้นคำพูดออกมาได้อย่างยากลำบาก ั้แ่เกิดมาเขาไม่เคยพบสตรีที่งดงามถึงเพียงนี้ แต่เมื่อครู่ที่ฝ่าายิงเป็สุนัขจิ้งจอกมิใช่หรือ เหตุใดจึงกลับกลายเป็สตรีรูปโฉมงดงามได้
ดวงตาคู่สวยปรือขึ้น นางจ้องมองพวกเขาก่อนที่ร่างกายบอบบางจะสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว สตรีตรงหน้าเขาพยายามหลบหนีจากััของเซียวหู่ นางพยายามหยัดกายลุกขึ้น แต่ทว่ากลับไร้เรี่ยวแรง
เซียวหู่เห็นดังนั้นเขาจึงช้อนร่างบางขึ้นโดยไม่รอให้นางตอบโต้ ร่างสูงรีบสาวเท้ากลับไปยังม้าก่อนจะพานางกลับไปยังกระโจมของตนทันที…
'ท่านแม่…' ฟู่หนิงหนิงะโลงมาจากแท่นหินภายในถ้ำ นางพยายามเดินไปรอบๆ เพื่อหามารดาของตน
นางในยามนี้มีอายุครบร้อยปีแล้ว หากแต่พลังยังไม่แก่กล้าพอที่จะแปลงกายเป็มนุษย์ ถามว่านางอายุร้อยปีแล้วจะเก่งกาจดุจเทพเซียนบน์หรือไม่ ฟู่หนิงหนิงตอบได้เลยว่าไม่! หนึ่งร้อยปีของสุนัขจิ้งจอกอย่างนางต้องทนจำศีลอยู่ในถ้ำอันเหน็บหนาว วันๆ นางก็ได้แต่หมกตัวอยู่ในถ้ำอย่างเบื่อหน่าย
นางหายใจให้พอผ่านไปในแต่ละวันเท่านั้น ผ่านไปพริบตาเดียวนางก็อายุได้ร้อยปี ปกติปีศาจจิ้งจอกที่มีอายุครบหนึ่งร้อยปีจะแปลงกายเป็มนุษย์ได้แล้วนี่นา เหตุใดนางจึงพัฒนาการช้าเช่นนี้…
ในยามนั้นนางเป็เพียงนักศึกษาด้านภาษาศาสตร์เท่านั้น ตามตำนานที่นางเคยเรียนมาสมัยเป็มนุษย์ในโลกที่เรียกว่าปัจจุบัน ปีศาจจิ้งจอกขึ้นชื่อเื่เ้าเล่ห์เพทุบาย บางตัวก็ออกล่าหาบุรุษ แต่สำหรับนางปีศาจจิ้งจอกเองก็เหมือนกับมนุษย์ที่มีดีและเลวปะปนกันไป
ดังเช่นนางและท่านแม่ที่เป็ปีศาจที่ดี? ท่านแม่ของนางคอยดูแลนางมาโดยตลอด ทุกวันนางจะออกไปหาอาหารมาให้นาง แต่ทว่าวันนี้ฟู่เจินกลับมาสายผิดปกติ
ร่างเล็กของจิ้งจอกน้อยขนปุยยืนทอดมองออกไปนอกถ้ำ ฟู่หนิงหนิงถูกมารดาสั่งว่าห้ามออกไปด้านนอกโดยเด็ดขาด แต่ทว่าตะวันลับขอบฟ้าแล้วมารดายังไม่กลับมา นางเป็กังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับมารดา
ในชาตินี้ฟู่หนิงหนิงมีเพียงมารดาเท่านั้น แถมนางยังตกอยู่ในสภาพนี้อีก หากออกไปนางก็คงไม่แคล้วหลงทางจนไม่อาจหาหนทางกลับมายังถ้ำแห่งนี้ได้แน่
ในที่สุดดวงตะวันก็ลาลับขอบฟ้า ท้องนภาอับแสง มีเพียงแสงจันทร์นวลส่องสว่างเท่านั้น แต่ความมืดมีหรือจะเป็อุปสรรคต่อนาง ฟู่หนิงหนิงพยายามเงี่ยหูฟังเสียงรอบกาย แต่ทว่ากลับไม่มีวี่แววของฟู่เจินมารดาของนางเลยแม้แต่น้อย
'นางหายไปไหนนะ' ฟู่หนิงหนิงส่ายหางอย่างเป็กังวล นางวิ่งไปทั่วถ้ำอย่างร้อนใจ
ไม่ได้การแล้ว นางต้องออกไปตามหาท่านแม่ หากยังรออยู่เช่นนี้ก็คงจะไร้ประโยชน์ ดังนั้นฟู่หนิงหนิงจึงะโขึ้นไปบนแท่นเพื่อคาบไข่มุกเรืองแสงขึ้นมาก่อนจะเดินออกไปนอกถ้ำ
ดวงตาสีฟ้าซีดมองไปทั่วบริเวณ เท้าเล็กๆ ที่ไม่เคยเหยียบย่างออกจากถ้ำเดินวนรอบหน้าถ้ำอย่างประมวลสถานการณ์ ฟู่หนิงหนิงวางลูกแก้วลงก่อนจะกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ จิ้งจอกอย่างนางจะส่งเสียงเห่าหอนเพื่อเรียกหาพรรคพวก ดังนั้นฟู่หนิงหนิงจึงอยากจะลองะโเรียกมารดา
"บู้ว" นางลองเห่าเบาๆ ฟู่หนิงหนิงอยากจะร้องไห้นัก นี่เป็ครั้งแรกั้แ่นับร้อยปีที่นางส่งเสียงร้อง เสียงช่างเล็กแหลมบาดหูเหลือเกิน
นางเคยเป็มนุษย์มาก่อน จะคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตเฉกเช่นสุนัขได้เช่นไร แต่ที่นางทำไปเพราะ้าเรียกท่านแม่เท่านั้น บางทีนางอาจจะหลงทางอยู่ในป่าก็ได้
นางรวบรวมพลังลมอีกครั้งก่อนจะเปล่งเสียงออกไปให้สุด แต่ทว่าเนิ่นนานกลับไร้วี่แววของฟู่เจิน
ในยามนี้นางคล้ายกับเด็กหลงทาง นางไม่เคยออกจากถ้ำเลยสักนิดเพราะมารดาเป็ห่วงเื่ความปลอดภัย
ในป่าอันกว้างใหญ่แสนอันตรายแห่งนี้ มีปีศาจมากมายนักที่จ้องจะกินปีศาจน้อยไร้พลังเช่นนาง
แต่ในยามนี้ฟู่เจินหายตัวไป แถมท้องของนางยังส่งเสียงร้องดังลั่นป่าเช่นนี้จะให้นางนั่งรออย่างไร้จุดหมายหรือแห้งตายคาถ้ำได้เช่นไร ดังนั้นจิ้งจอกน้อยจึงใช้เล็บของตนเขียนอักษรไว้บนพื้นดินเพื่อที่มารดาของนางกลับมาจะได้รับรู้ว่านางออกไปด้านนอกหาได้มีใครจับนางกินลงท้องไม่
ฟู่หนิงหนิงเหยียบย่ำลงไปบนผืนหญ้านุ่ม ความนุ่มสบายทำให้นางอยากจะลงนอนกลิ้งเกลือก แต่ไม่ได้! นางจะไม่ยอมให้สัญชาตญาณสัตว์ครอบงำเด็ดขาด ฟู่หนิงหนิงคาบไข่มุกเรืองแสงไว้ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปในป่าลึก
เสียงขับขานของสัตว์ยามราตรีช่างชวนให้วังเวงนัก ดวงตาคู่สวยมองรอบกายอย่างหวาดระแวง นางเดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย เสียงเล็กๆ พยายามส่งเสียงเรียกหามารดา แต่ทว่ามีเพียงความเงียบเท่านั้นที่นางได้รับกลับมา
ฟู่หนิงหนิงเดินจนหมดแรง นางเดินไปยังใต้โคนต้นไม้ก่อนจะนั่งลงเพื่อพักเหนื่อย
"แม่หนูจิ้งจอก ทำไมมานั่งอยู่ตัวเดียวดึกๆ ดื่นๆ เล่า" เสียงแหบแห้งดังขึ้นเหนือศีรษะของฟู่หนิงหนิง ทำให้นางสะดุ้งใ ร่างของจิ้งจอกน้อย ลุกขึ้นก่อนจะถอยหลังไปสามก้าวอย่างหวาดระแวง
'เ้าเป็ใคร?' นางส่งสายตาเป็เชิงคำถาม
ดวงตาสีเขียวเรืองรองของเขาส่องสะท้อนเข้ากับแสงจันทร์ทำให้ฟู่หนิงหนิงผงะ ขนทั้งกายของนางลุกชันตามสัญชาตญาณ ชายผู้นั้นเกาะอยู่บนต้นไม้มองร่างน้อยของจิ้งจอกราวกับอาหารอันโอชา
"เ้าไม่จำเป็ต้องรู้หรอกเด็กน้อย" เขาแสยะยิ้มออกมาเผยให้เห็นเขี้ยวสองข้างราวกับอสรพิษ ในยามนี้ฟู่หนิงหนิงรู้ได้ทันทีว่าเขาอาจจะเป็ปีศาจงูที่หมายจะกินปีศาจไร้ทางสู้เช่นนาง!
ร่างเล็กหันหลังกลับ นางรีบวิ่งฝ่าพุ่มไม้และกิ่งไม้ไปอย่างรวดเร็ว ภายในใจก็ภาวนาขอให้ได้พบกับมารดา ดวงตาสีฟ้าก้มมองไข่มุกที่ตนเองคาบไว้ นางพิจารณาว่าหากตนเองยังคาบไข่มุกไว้เช่นนี้ตนเองอาจจะถูกล่าได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นฟู่หนิงหนิงเตรียมจะคายไข่มุกทิ้ง หากทว่านางกลับสะดุดกับก้อนหิน!
พลัก! ร่างเล็กกระเด็นไปข้างหน้าราวสามก้าว แต่ที่แย่กว่านั้นคือไข่มุกหลุดลงไปในคอของนาง ดวงตาคู่งามราวกับอัญมณีชื้นไปด้วยน้ำตา นางพยายามไอให้ไข่มุกออกมาแต่กลับไม่ได้ผล
เสียงสวบสาบตามมาด้านหลัง ทำให้ฟู่หนิงหนิงรับรู้ได้ทันทีว่าปีศาจงูตนนั้นหาได้ละความพยายามเพื่อที่จะดูดิญญาของนาง ทำให้ฟู่หนิงหนิงที่ยังเจ็บอยู่ฝืนกายลุกขึ้นด้วยความยากลำบากวิ่งต่อไป
นางวิ่งไปอย่างทุลักทุเลด้วยความหวังว่าจะหลุดพ้นจากเงื้อมมือของเขา ว่ากันว่าอสรพิษมักจะหากินในตอนกลางคืน นี่สินะที่มารดาของนางสั่งห้ามว่าห้ามออกนอกถ้ำโดยเด็ดขาด
ฟู่หนิงหนิงร้องเสียงหลง นางต้องเรียกพรรคพวกมาช่วยให้ไวที่สุด
หลังจากที่ฟู่หนิงหนิงร้องดังลั่นป่า ดวงตาหลายคู่ก็ปรากฏ จิ้งจอกชราะโเข้ามาคาบคอนางก่อนจะโยนนางไปยังฝูงอย่างไม่อ่อนโยน เขาใช้พลังกลายร่างเป็มนุษย์หนุ่มรูปงาม ใช่ ไม่ผิด รูปงาม นางช่างมีตาหามีแววไม่ ไม่นึกว่าในคาบจิ้งจอกชรายามกลายร่างเป็มนุษย์จะหล่อเหลาถึงปานนั้น
เขาเผชิญหน้ากับอสรพิษตัวใหญ่กว่าตัวคนด้วยท่าทีองอาจ สายลมพัดมาระลอกหนึ่งพัดผมสีขาวที่ยาวถึงกลางหลังของเขาให้ปลิวไสวราวกับเทพเซียนที่เหาะลงมาจาก์
อสรพิษร้ายเองก็ไม่น้อยหน้า มันชูคอขู่จิ้งจอกตนนั้นอย่างไม่เกรงกลัว
ทั้งสองเผชิญหน้าต่อสู้กัน ร่างสูงของบุรุษผมเงินดูเหมือนจะได้เปรียบ เขาใช้พลังสายหนึ่งเข้าฟาดฟันอสรพิษร้ายจนโลหิตสีเขียวหลั่งรินออกจากาแ กลิ่นคาวชวนคลื่นเหียนกำจายไปทั่วบริเวณ
ฟู่! เสียงร้องของเ้าอสรพิษดังก้องป่า เมื่อเห็นว่ามันไม่อาจสู้ได้มันจึงลนลานหนีไปทันที
ฟู่หนิงหนิงแอบยกนิ้วให้เขา เท้าเล็กๆ ชูขึ้นอย่างน่ารัก
าาจิ้งจอกหันมาหาจิ้งจอกน้อย เขาเลิกคิ้วขึ้นเมื่อนางแสดงท่าทีแปลกประหลาด
ร่างกำยำในชุดสีขาวปักดิ้นทองย่างก้าวเข้ามาหาฟู่หนิงหนิง เขาย่อกายลงให้เท่ากับความสูงของนางก่อนจะเอ่ย "เด็กน้อย เหตุใดเ้าจึงมาอยู่ที่นี่ตามลำพัง?"
'ข้ามาตามหาท่านแม่' ฟู่หนิงหนิงเอ่ยบอกเขาทางสายตา นางรู้สึกอึดอัดเกินทนที่ในยามนี้ตนเองกลายมาเป็สุนัขจิ้งจอก แม้แต่การพูดออกเสียงยังไม่อาจเป็ไปได้
"มารดาของเ้า?"
'นางคือฟู่เจิน สตรี...ไม่สิ ปีศาจที่งดงามที่สุดในเทือกเขาไป๋หลิง'
ไป๋ชิงเทียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ ที่แท้เป็บุตรสาวของฟู่เจินนี่เอง "เ้ากลับไปก่อนเถอะ บางทีนางอาจจะมีธุระที่ต้องสะสาง หุบเขาไป๋หลิงหาใช่ที่ที่เด็กน้อยอย่างเ้าจะมาวิ่งเล่น"
แต่ว่า...นางหิว
หางของฟู่หนิงหนิงลู่ลง นางครางอย่างอัดอั้น สายตาของนางเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างน่าสงสาร
ในป่าที่เต็มไปด้วยปีศาจแห่งนี้ สำหรับคนในยุคปัจจุบันเช่นนางยากนักที่จะเสาะหาอาหารได้ ปกติมารดาของนางจะหาอาหารมาให้ แถมยังย่างไก่ป่าให้อีกเพราะรู้ว่าฟู่หนิงหนิงไม่ชอบกินเนื้อดิบ
นางเกิดใหม่มาเป็จิ้งจอกที่มีแต่ตัวและขนนุ่มฟูเท่านั้น รอให้นางเป็มนุษย์ได้เมื่อไหร่ ฟู่หนิงหนิงจะออกจากเขาไปกินอาหารที่โรงเตี๊ยมที่ขึ้นชื่อแห่งเมืองนี้
ไป๋ชิงเทียนเลิกคิ้วมองนาง เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดจิ้งจอกน้อยจึงแสดงท่าทีเช่นนี้
"ทำไม?" น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยถาม
'ท่านผู้เฒ่า ข้าหิว' ฟู่หนิงหนิงเอ่ย นางกระดิกหางรัวเร็วอย่างออดอ้อน
มุมปากของไป๋ชิงเทียนกระตุก เขาก้มหน้ามองนางก่อนจะเอ่ย "เ้าเรียกข้าว่าท่านผู้เฒ่า?"
ฟู่หนิงหนิงทำหน้างุนงง 'ก็มารดาเคยบอกข้าว่าอายุของท่านก็เกือบพันปีมาแล้ว ท่านอายุมากกว่าข้าตั้งหลายรอบ ดังนั้นจึงสมควรที่ข้าจะให้ความเคารพท่าน'
"เรียกข้าว่าท่านอา" เขาหยัดกายลุกขึ้นก่อนจะกอดอก ดวงหน้าหล่อเหลายกขึ้นอย่างทะนง
'แต่ท่าน…' าุโมากแล้ว
"ทำไม?"
'ปละ...เปล่าเ้าค่ะ งั้นข้าจะเรียกท่านว่า ท่านอาก็ได้'
"ดีมาก" ไป๋ชิงเทียนลูบหัวเล็กๆ ของนาง "ข้าจะพาเข้าไปยังถ้ำของข้า"
ฟู่หนิงหนิงเอียงหัวรับััตามสัญชาตญาณ นางชะงักเล็กน้อยเมื่อได้สติ ศีรษะเล็กพยายามหลบหนีจากมือหนาของาาจิ้งจอก 'แต่ท่านเป็บุรุษ' นางมองเขาอย่างหวาดระแวง แม้นางจะเป็จิ้งจอกน้อยแต่ก็ใช่ว่าไม่ควรหวาดระแวงเขา เพิ่งเจอกันนางจะไปเยือนถึงถ้ำเขาเลยหรือ?
"ฮ่าๆๆๆๆ ข้าเป็ถึงาาจิ้งจอก จิ้งจอกตัวเล็กเช่นเ้าข้าหาได้สนใจ วางใจเถิด ข้าจะย่างเนื้อกวางให้เ้ากิน สนใจไหมล่ะ?" เขาหันไปส่งสัญญาณให้บริวารจิ้งจอกล่าถอย โชคดีที่เขาอยู่แถวนี้ ดังนั้นจึงเข้ามาช่วยนางได้ทันท่วงที
ฟู่หนิงหนิงลังเลเล็กน้อย แต่ท้องที่คำรามของนางและเนื้อกวางที่หอมเย้ายวนใจทำให้นางไม่อาจคิดสิ่งอื่นได้ ดังนั้นนางจึงตัดสินใจติดตามเขาไป ฟู่หนิงหนิงกลืนน้ำลายลงคอ ในใจของนางพะวงถึงแต่อาหารเลิศรสจนลืมไปสิ้นว่าในยามนี้ตนเองออกจากถ้ำมาเพื่อสิ่งใด...