เมื่อลูกธนูถูกปล่อยออกจากแหล่ง มันก็พุ่งตรงตัดผ่านอากาศเข้าหมาเย่หลางจากทางด้านหลังอย่างแม่นยำในทันที แต่มีหรือที่ลูกธนูซึ่งถูกยิงโดยโจรกเฬวรากจะสามารถทำอย่างไรกับเย่หลางซึ่งเป็ผู้ฝึกยุทธได้ อย่าว่าแต่เย่หลางในตอนนี้นั้นไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธทั่วไป หากแต่เป็ผู้ฝึกยุทธซึ่งมี่ร่างกายแข็งแรงทนทานกว่ามนุษย์ทั่วไปถึงสี่เท่า
รับรู้ได้ถึงอันตรายจากลูกธนูที่พุ่งแล่นเข้ามาหาตัวเองจากทางด้านหลัง เย่หลางก็หันขวับกลับมาและยกมือขึ้นคว้าจับหมับเข้าใส่ลูกธนูดอกนั้นอย่างรวดเร็วแม่นยำจนแม้แต่ตัวของเย่หลางเองยังรู้สึกแปลกประหลาดใจในขีดความสามารถของตน
“นี่..” เย่หลางซึ่งยังสับสนไม่เข้าทั้งเื่ที่ว่าอยู่ๆทำไมชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นกลับยิงธนูเข้าใส่ตน กับเื่ที่ตนสามารถที่จะคว้าจับเอาลูกธนูที่ยิงเข้ามาใส่ตนได้อย่างแม่นยำ แต่แล้วเมื่อทำความเข้าใจกับเื่ราวที่เกิดขึ้นได้ ความสับสนไม่เข้าใจของเย่หลางก็แปรเปลี่ยนเป็ความโกรธ
เมื่อความโกรธพุ่งแล่นขึ้นมา เย่หลางก็รีดเร้นหน่วงรั้งดึงเอาพลังปราณของตนออกมาใช้ จากนั้นจึงพลิกกลับด้านของลูกธนูที่จับไว้อยู่ในมือและขว้างโยนมันกลับไปเข้าใส่โจรบนหลังม้าคนที่ปลดคันธนูลงมายิงเข้าใส่ตน
ทันทีที่ลูกธนูหลุดออกจากมือถูกขว้างออกจากมือของเย่หลางไป มันก็พุ่งตรงเข้ามาโจรบนหลังม้าคนนั้นด้วยพลังและสภาวะซึ่งรุนแรงยิ่งกว่าตอนที่ถูกปล่อยออกจากคันธนูเสียอีก เพียงพริบตาเดียวลูกธนูก็พุ่งพรวดดังฉุบผ่านร่างของโจรบนหลังม้าคนดังกล่างจนร่วงตกลงมา
“น้องห้า!” ทันทีที่พบว่าผู้เป็น้องห้าของตนเบิกตาค้างเติ่งสิ้นใจตายไปในลักษณะที่ไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งซึ่งพึ่งจะเกิดขึ้นกับตน พี่ใหญ่ของกลุ่มโจรก็ส่งเสียงร้องอุทานออกมา
แน่นอนว่าไม่ได้มีแต่กลุ่มโจรเท่านั้นที่ใ แม้แต่เย่หลางซึ่งเป็คนลงมือขว้างลูกธนูดอกนั้นกลับไปเองก็รู้สึกใไม่ต่างกัน “นี่ออกจะ..หรือว่าเราจะระมัดระวังตัวจนเกินไป?” เย่หลางพลันนึกคิดตั้งคำถามขึ้นมากับตัวเองใหม่ในทันที เนื่องเพราะเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน ตนยังหวาดระแวงในขีดความสามารถของกลุ่มโจรบนหลังม้าอยู่เลย หากแต่มาถึงตอนนี้หนึ่งในโจรบนหลังม้านั้นกลับถูกตนขว้างปาลูกธนูสวนเข้าใส่จนตกม้าตายแล้ว “ใช่แล้ว เมืองกุ้ยชิวนั้นเป็เพียงเมืองขนาดเล็กที่อยู่ห่างไกลความเจริญ แล้วอย่างนั้นอยู่ๆจะปรากฎผู้ฝึกยุทธที่แข็งแกร่งขึ้นมากมายได้อย่างไร? อย่าว่าแต่ตนนั้นใช้ชีวิตอยู่ภายเขตบริเวณนี้มานานถึงสิบห้าปีแล้ว หากแต่ยังไม่เคยเห็นผู้ฝึกยุทธตัวเป็ๆเลยแม้แต่สักคนเดียว…อย่างนั้นโจรกเฬวรากกลุ่มนี้ก็” ยังไม่ทันที่เย่หลางจะหาข้อสรุปให้กับตัวเองได้ดี เสียงของกลุ่มโจรก็ร้องะโดังขึ้น
“มันฆ่าน้องห้า ฆ่ามัน ฆ่ามันให้กับข้า” พี่ใหญ่ของกลุ่มโจรร้อนะโพร้อมกับชี้ดาบในมือเอ่ยสั่งการกับเหล่าพี่น้องที่เหลืออยู่ของตน
ตระหนักถึงภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาตัว เย่หลางก็ไม่ลังเลใจให้มากความอีก “อย่างนั้นก็ใช้พวกมันเป็ที่ลองวิชาก็แล้วกัน..ถ้าหากว่าสถานการณ์ดูไม่สู้ดีค่อยมุดหลบเข้าดงไม้เพื่อเอาตัวรอด” เย่หลางคิด
ขณะที่เหล่าโจรควบขี่ม้ายกชูดาบทวนเข้ามาหาเย่หลาง น่าแปลกที่เย่หลางในตอนนี้กลับไม่ได้รู้สึกตึงเครียดหรือวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่โจรคนแรกควบม้าตะบึงมาถึงที่เบื้องหน้าของเย่หลางและเงื้อดาบในมือขึ้นเตรียมจะฟันเข้าใส่เย่หลางโดยอาศัยพลังสภาวะจากการเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว
เย่หลางก็เอี้ยวตัวหลบพร้อมกับที่ยื่นมือของตนเองออกไปฉุดดึงแขนของโจรคนดังกล่าวจนพลัดตกลงมาจากหลังม้าในใจก็ครุ่นคิด “เราทำได้แน่” นึกคิดได้อย่างนั้น เย่หลางก็ยกเท้าของตนเองขึ้นกระแทกเหยียบเข้าใส่โจรคนที่ตนพึ่งจะดึงให้พลัดตกลงมาจนสลบเหมือดไป จากนั้นเย่หลางก็พุ่งตัวสวนเข้าหมาโจรอีกสามคนที่กำลังควบขี่ม้าเข้ามาหาตนเอง
ไม่รอให้ทั้งหมดควบขี่ม้าตะบึงเข้ามาถึง เย่หลางก็ออกแรงดีดตัวพุ่งทะยานพรวดขึ้นมาอยู่ระหว่างกลางของโจรทั้งสองที่กำลังควบขี่ม้าอยู่ จากนั้นจึงกาขาทั้งสองข้างของตนหมุนเตะเข้าใส่โจรอีกสอนคนจนคอบิดหมุนไปอย่างน่าตื่นตระหนก
หมุนพลิกตัวเพื่อะโกลับลงมาสู่พื้นดินเสร็จ เย่หลางก็เผยรอยยิ้มแห่งความยินดีพร้อมกับที่ส่งเสียงหัวเราะออกมา
โจรที่เหลืออยู่อีกคนซึ่งกำลังควบขับม้าเข้ามาหาเย่หลางเห็นถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็ถึงกลับรีบชักดึงม้าคู่ขาของตนให้หยุดไว้แต่กลางคัน จะไม่ให้หยุดม้าไว้แต่กลางคันได้อย่างไร ในเมื่อเห็นเองกับตาว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว น้องบุญธรรมทั้งหลายของตนก็ถูกอีกฝ่ายจัดการจนโร่งโรยไม่ต่างอะไรกับใบไม้ที่ไร้ค่า
เห็นอย่างนั้นเย่หลางที่กำลังลิงโลดยินดีกับขีดความสามารถซึ่งตนเองพึ่งจะแสดงออกมาก็ยกชูกำปั้นขึ้นพร้อมกับที่รวบรวมพลังปราณระดับปราณแรกก่อกำเนิดของตนเอาไว้ จากนั้นจึงก้าวเดินเข้าหาโจรอีกคนซึ่งพึ่งจะชักดึงหยุดม้าของตนเองไว้
“อย่าเข้ามา อย่าเข้ามานะโว้ยไอ้ปีศาจ” โจนคนดังกล่าวเอ่ยร้องออกมาอย่างรู้สึกหวาดกลัวพร้อมกับที่ชักดึงสายบังคับเพื่อให้ม้าของตนหันหัวกลับหากแต่นั่นก็สายเกินไปเสียแล้ว
“ข้าไม่ใช่ปีศาจ หากแต่เป็จอมยุทธ!” เย่หลางที่กำลังหลงลำพองต่อขีดความสามารถของตนเองเอ่ยกล่าวขณะที่ทะยานร่างเข้ามาปล่อยหมัดหวดต่อยเข้าใส่ลำตัวของม้าซึ่งโจรคนดังกล่าวควบขี่อยู่
เมื่อกำปั้นของตนปะทะเข้ากับลำตัวของม้าที่อีกฝ่ายควบขี่อยู่ ภายในจิตใจของเย่หลางก็พลันเกิดความรู้สึกผิดประการหนึ่งขึ้น เย่หลางกลับต่อยม้าตายในมันเดียวแล้ว
ส่งเสียงร้องอย่างน่าเวทนาออกมาครั้งหนึ่ง ม้าตัวดังกล่าวก็เซถลาขาดใจตายล้มลงจนทับร่างของโจรที่ควบขี่มันไว้
เห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี พี่ใหญ่ของกลุ่มโจรก็คว้าร่างบางของคุนหนูเถียนที่พยายามส่งเสียงร้องขัดคืนดิ้นรนะโขึ้นหลังม้าควบขี่หนีไป
“หนีแล้ว?” เย่หลางซึ่งเห็นอย่างนั้นยกยิ้มเอ่ยถามขึ้นอย่างรู้สึกยินดี จะไม่ให้ยินดีได้อย่างไร ก็ในเมื่อเป็ฝีมือของตนที่ขับไล่กลุ่มโจรดังกล่าวจนขวัญกระเจิงไป จากนั้นคำถามต่อมาสำหรับเย่หลางก็คือตนสมควรที่จะตามไปช่วยคุณหนูเถียนดีหรือไม่?
“เอาเถอะ ในเมื่อเื่มาถึงขั้นนี้แล้ว จะอย่างไรก็ช่วยให้สุดก็แล้วกัน” นึกคิดได้อย่างนั้นเย่หลางก็รวบรวมพลังปราณใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาตัวเบาเพื่อพุ่งทะยานตามติดพี่ใหญ่ของกลุ่มโจรซึ่งควบม้าตะบึงหลบหนีไป
ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสามสิบลมหายใจ เย่หลางที่ควบวิ่งติดตามมาด้วยวิชาตัวเบาก็ตามพี่ใหญ่ของกลุ่มโจนมาจนทัน ทะยานร่างออกแรงะโพร้อมกับใช้สันมือสับเข้าใส่ต้นคอของอีกฝ่ายเพียงครั้งเดียว พี่ใหญ่ของกลุ่มโจรคอตกล้มพับไป
เห็นอย่างนั้นเย่หลางก็รีบะโทะยานร่างติดตามไปคว้าเอาสายบังคับของม้าที่ค่อยๆชะลอฝีเท้าไว้
ยกอุ้มเอาร่างของคุณหนูเถียนที่ยังคงตื่นตระหนกให้กลับลงมายังพื้นดินเสร็จ เย่หลางก็เอ่ยปากถามขึ้น “ทำให้คุณหนูได้รับความตื่นตระหนกแล้ว”
หันมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวังอยู่สักพัก เมื่อพบว่าผู้ที่ช่วยเหลือตนไว้คือเย่หลางซึ่งเป็คนจัดการกับกลุ่มโจรเมื่อไม่กี่นาทีก่อน เถียนปิงปิงก็สงบเยือกเย็นลงพร้อมกับที่ย่อตัวค้อมศีรษะลงเพื่อแสดงออกถึงความขอบคุณ “ขอบพระคุณท่านผู้กล้าที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ”
ได้ยินว่าอีกฝ่ายเอ่ยเรียกตนเป็ผู้กล้า เย่หลางก็ถึงกลับทำอะไรไม่ถูก ถ้าจะให้พูดกันตามความจริงแล้ว เถียงปิงปิงนั้นจัดได้ว่าเป็ดอกไม้งามซึ่งไร้ที่ติดอกหนึ่ง ยิ่งใน่เวลาที่ย่อกายคาระวะเพื่อแสดงความขอบคุณอย่างตอนนี้ด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้น่าชวนมองจนแม้แต่เย่หลางเองก็ยังอดที่จะเคลิบเคลิ้มไปท่าท่าทางอ่อนหวานน่าชวนมองไม่ได้
พริบตาต่อมาหลังจากที่เถียนปิงๆย่อกายคารวะให้กับตน เย่หลางก็เกิดความรู้สึกละอายใจขึ้น จะไม่ให้ละอายใจได้หรือ? ก็ในเมื่อตอนแรกตนยังมีความตั้งใจที่จะปล่อยให้คุณหนูเถียนเผชิญเคราะห์กรรมอยู่เลย เพราะแบบนั้นเย่หลางจึงเลือกที่จะส่งเสียงหัวเราะออกมาเพื่อกลบเกลื่อนความละอายใจ
“ไม่ทราบว่าท่านผู้กล้ามีชื่อเสียงเรียงนามใด ปิงๆจะได้จดจำชื่อของผู้มีพระคุณไว้?” เถียงปิงๆเงยหน้าขึ้นมาใช้ดวงตากลมกว้างจ้องมองมาที่เย่หลางขณะที่เอ่ยถาม
“นางกลับไม่รู้จักเรา?” ชั่ววูบแรกที่ได้ยินคำถาม เย่หลางก็เกิดความรู้สึกผิดหวังขึ้น แต่เมื่อมานึกคิดให้ดีแล้ว เย่หลางก็เข้าใจได้ทันทีว่าการที่ตนเองรู้จักเถียนปิงๆนั้นไม่ใช่เื่แปลก แต่หากจะให้เถียนปิงๆที่เป็คุณหนูสูงศักดิ์ในเมืองกุ้ยชิวมารู้จักตนซึ่งเป็เพียงคนตัดไม้เก็บสมุนไพรขายนั่นจึงจะถือว่าเป็เื่ที่แปลก นึกคิดกับตัวเองได้อย่างนั้น เย่หลางก็เอ่ยขึ้นเอ่ยขึ้น “ข้าเย่หลาง” เอ่ยกล่าวจบเย่หลางก็เตรียมที่จะหันกายจากไป
“คุณชายเย่” เถียนปิงๆเอ่ยเรียกเพื่อรั้งเย่หลางไว้
“คุณหนูมีเื่ใด?” เย่หลางหันกลับมาเอ่ยถาม
ลังเลใจอยู่ชั่วครู่หนึ่ง เถียนปิงๆก็เปิดปากเอ่ยขึ้น “ปิงๆมาจากตระกูลเถียน ระหว่างเดินทางกลับเมืองกุ้ยชิวขบวนของปิงๆถูกโจรผู้ร้ายดักซุ่มโจมตีเข้า ถ้าหากว่าไม่ได้คุณชายเย่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เกรงว่าปิงๆคงได้แต่ต้องกลั้นใจกัดลิ้นตัวเองแล้ว?”
เย่หลางได้ยินอย่างนั้นก็แอบนึกขำกับตัวเองขึ้นมาไม่ได้ กัดลิ้นฆ่าตัวตาย? นั่นจะเป็ไปได้อย่างได้อย่างไร? ต่อให้สามารถที่จะข่มใจให้กัดลิ้นของตัวเองลงได้จริงๆ แต่นั่นก็ย่อมไม่มากพอที่จะทำให้คนผู้หนึ่งเสียชีวิตอย่างทันทีทันใดได้
“คุณชายเย่..หากว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงของคุณชาย ปิงๆขอรบกวนให้คุณชายช่วยคุ้มกันส่งปิงๆกลับเมืองกุ้ยชิวได้หรือไม่?” เถียนปิงๆเอ่ย
ได้ยินอย่างนั้นเย่หลางก็นึกขึ้นได้ในทันทีว่าคนคุ้มกันของเถียงปิงๆคงถูกกลุ่มโจรเ่าั้จัดการไปจนหมดแล้ว ส่งเสียงหัวเราะออกมาเพื่อแก้เขินที่ตนเองอยากจะทำตัวเป็ผู้กล้าช่วยเหลือดอกไม้งามหากแต่กลับตกม้าตายในตอนท้ายเสร็จ เย่หลางก็เอ่ยขึ้น “ถ้าหากว่าคุณหนูไม่รังเกียจที่จะร่วมทางไปกับคนตัดไม้เก็บสมุนไพรอย่างข้าก็ไม่มีปัญหา”
เถียงปิงๆได้ยินอย่างนั้นก็ช้อนตาคู่สวยขึ้นมองมายังเย่หลางอย่างไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งว่าเย่หลางจะเป็เพียงคนตัดไม้เก็บสมุนไพรอย่างปากว่า จะให้เชื่อลงได้อย่างไร? ก็เย่หลางเพียงคนเดียวกลับสามารถที่จะจัดการกับกลุ่มของหัวหน้าโจรซึ่งลงมือฆ่าคนคุ้มกันของตนได้อย่างง่ายดาย