เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    โยนหินล่อหยก 3


    ตอนที่ 47


    โยนหินล่อหยก 3


     


                    "ใครต้องการสู้กับข้าก็เชิญก้าวขึ้นมาบนเวทีได้เลย..!" คำประกาศสะท้อนไปทั่วทั้งสนามประลอง แต่ผ่านไปสิบลมหายใจก็ยังไม่มีผู้ใดเคลื่อนไหว เพราะหลังจากที่ลี่ฝางผ่านการทดสอบเป็นศิษย์สำนักมังกรฟ้า ด้วยระดับพรสวรรค์ที่เทียบเท่ากับจื่อฮุย ชื่อเสียงของมันในเมืองหยกม่วงก็โด่งดังเป็นพลุแตกภายในชั่วข้ามคืน


     


                    "ข้าเอง" เสวี่ยหมิงที่สภาพเหมือนคนเพิ่งฟื้นตื่น เดินช้า ๆ ขึ้นมาบนเวที แต่ครานี้หาได้มีเสียงโห่ฮา แต่กลับเป็นเสียงก่นด่าดูถูก เพราะเสวี่ยหมิงโดนต้าเฉิงอัดร่วงไปภายในหมัดเดียวเท่านั้น แต่ต้าเฉิงไม่สามารถจู่โจมถูกลี่ฝางแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้นหากผู้ที่ชมดูไม่ได้ตามืดบอด ล้วนดูออกว่าคหบดีหน้าอ้วนนามจินซานนั้น ห่างชั้นกับลี่ฝางขนาดไหน


     


                    "เจ้านะรึ"ลี่ฝางเหลือบหางตามองเหยียดหยาม "ข้าว่าเจ้ายังไม่คู่ควร..."แต่ยังไม่ทันเอ่ยปฏิเสธ คำสั่งของจื่อเจียงก็ส่งมาถึงว่าให้ลี่ฝางรับคำท้า เพราะจื่อฮุยนั้นได้เอ่ยปากว่าจะพนันกับทุกผู้คนที่ขึ้นมาต่อกรกับลี่ฝางดังนั้น นี่จึงเป็นโอกาสทองในการขูดรีดจื่อฮุย "อืม...ตกลง แต่หากข้าพลาดพลั้งทำเจ้าบาดเจ็บสาหัส อย่าได้โทษว่ากันภายหลัง"


     


                    "อา...แน่นอน" เสวี่ยหมิงรับคำพร้อมเดินตรงขึ้นไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของลี่ฝาง


     


                    แผนการที่วางไว้ของจื่อฮุย และเสวี่ยหมิงล้วนจัดทำขึ้นตามนิสัยระแวดระวังของจื่อเจียง รวมถึงความเขี้ยวในการดีดลูกคิดรางแก้วในทุกการลงทุน และครานี้ก็เป็นไปเช่นทุกครา หลุมพรางที่จื่อฮุยและเสวี่ยหมิงสร้างเอาไว้ก็กำลังจะสัมฤทธิ์ผล เมื่อสนามประลองยังไม่เร่งรีบออกอัตราต่อรอง เนื่องด้วยการแสดงออกของเสวี่ยหมิงก่อนหน้าทำให้ผู้ชมล้วนแน่ชัดว่าผลของการประลองนั้นจะออกมาในรูปแบบไหน ทำให้ผู้ประเมินต้องคิดทบทวนการเปิดพนันในรอบนี้อย่างหนัก จนต้องขอความเห็นจากจื่อเจียงเป็นกรณีพิเศษ และเป็นเพราะวาจาที่จื่อฮุยเอ่ยว่าจะทุ่มแทงทุกผู้คนที่ขึ้นเวทีบีบให้จื่อเจียงจำต้องเปิดอัตราต่อรองขึ้น ทำให้ตอนนี้ผู้คนที่หวังร่ำรวยต่างทยอยไปออกันอยู่ที่หน้าโต๊ะรับพนันรอเพียงอัตราต่อรองเปิดเท่านั้น


                   


                    ความโกลาหลเช่นนี้นับเป็นครั้งแรกที่เคยเกิดขึ้นในสนามประลองเป็นตายแห่งนี้ ทำให้การประกาศอัตราต่อรองต้องล่าช้ากว่าทุกครั้ง และแน่นอนว่าจื่อเจียงจำต้องออกไปสั่งการด้วยตัวเอง และปล่อยให้จื่อฮุยนั่งสงบนิ่งคิ้วขมวด แต่แอบขำอยู่ในใจเพียงลำพัง


    .


    .


                    "เจ้ามั่นใจนะว่าไอ้สวะหน้าอ้วนนั่นมันไม่ได้มีลูกไม้อะไรซ่อนอยู่" จื่อเจียงถามย้ำเป็นครั้งสุดท้าย เพราะจากการคาดการณ์เงินเดิมพันที่ผู้ชมหลักพันรอทุ่มแทงอยู่ในตอนนี้ ก็น่าจะมากโขอยู่ ดังนั้นเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นมันจึงต้องมั่นใจเต็มร้อยว่าลี่ฝางจะชนะการประลองในครั้งนี้เท่านั้น


     


                    "แน่นอนขอรับนายท่าน แม้เราจะสอบประวัติเจ้าคหบดีที่ชื่อจินซานไม่ทัน แต่จากข้อมูลที่รวบรวมได้ บวกกับนิสัยใช้เงินโอ่อ่าของเจ้านั้น ดูแล้วไม่น่าจะมีสิ่งใดซุ่มซ่อนอยู่ได้ครับ"


     


                    "อืม...พลังระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่สองยังงั้นรึ อ้าวไป๋เจ้าคิดว่าในครานี้อัตราต่อรองเท่าใดจึงเหมาะสม" จื่อเจียงหันไปถามสมุนที่ดูแลสนามประลองแห่งนี้


     


                    "ตามความเห็นของข้าน้อย ยังคงเป็นไปตามที่รายงานไปก่อนหน้า นั่นคือโดยปกติการประลองข้ามขั้นระดับนี้ โดยทั่วไปทางสนามประลองควรจะประกาศไม่เปิดอัตราต่อรองจะปลอดภัยกว่า แต่หากให้ข้าน้อยคำนวณราคาก็ควรจะอยู่ที่แทงหนึ่งจ่ายสิบเท่า แต่หากมีผู้ทุ่มแทงข้างลี่ฝางจำนวนมากเช่นนี้"อ้าวไป๋หันไปชำเลืองมองที่โต๊ะรับพนันแวบหนึ่ง " หากมั่นใจว่าไม่มีการผิดพลาดเกิดขึ้น การจะเพิ่มอัตราต่อรองไปถึงยี่สิบเท่าก็คงไม่เป็นปัญหา เพียงแต่..."


     


                    "เพียงแต่อะไรว่ามา" จื่อเจียงเอ่ยกับอ้าวไป๋ แต่สายตากลับจับจ้องไปที่โต๊ะพนันด้วยท่าทางครุ่นคิด ก่อนจะหันไปจ้องเขม็งยังเสวี่ยหมิง พร้อมลอบตรวจสอบคหบดีนิรนามผู้นี้ด้วยตนเอง


     


                    "ข้าไม่ทราบว่านายน้อยจื่อฮุยจะทุ่มแทงลงมาเท่าใด"


     


                    "เรื่องนั้นเจ้าอย่าได้ใส่ใจ หากลี่ฝางชนะเงินทุกเหรียญของจื่อฮุยย่อมสูญเปล่า ดังนั้นข้าต้องการให้มันลงเงินมากที่สุด" จื่อเจียงรั้งสายตากลับมายังอ้าวไป๋ "ในเมื่อเจ้าเสนอยี่สิบเท่า งั้นก็เอาตามนั้น"


     


                    หลังจากที่มั่นใจว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นจื่อเจียงก็สั่งให้เปิดอัตราต่อรองที่แทงหนึ่งจ่ายยี่สิบ แม้จะเรียกเสียงไม่พอใจต่อผู้คนที่รอทุ่มแทงอยู่พอสมควร แต่ทุกคนก็ยังคงวางเงินเดิมพันกันอยู่ดี เพราะมั่นใจว่าแม้เงินที่ได้จะน้อย แต่เมื่อได้กำไรอย่างแน่นอนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามใยจึงไม่ยอมควักกระเป๋าลงทุนกันเล่า


     


                    แม้ผู้คนจะก่นด่าอัตราต่อรองที่ดูจะเอาเปรียบของสนามประลองเป็นตาย แต่ในสนามประลองเป็นตายยังมีผู้คนอีกสามคนที่แอบยิ้มแยะอยู่ในใจ ซึ่งสองคนนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้สมรู้ร่วมคิดเบอร์หนึ่ง...หลงเสวี่ยหมิง และผู้ร่วมขบวนการ...จื่อฮุย ส่วนคนสุดท้ายกำลังนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ชมดูการแสดงของคนทั้งสองอยู่


     


                    "เป็นอย่างไรบ้างอัตราต่อรองน่าสนใจหรือไม่" จื่อเจียงเดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม


     


                    "หนึ่งต่อยี่สิบนั่นก็น่าสนใจอยู่ แต่เจ้านักสู้คนนี้แม้แต่ต้าเฉิงมันยังถูกคว่ำลงในหมัดเดียว ข้าเกรงว่า..."


     


                    "หึ...หึ.."จื่อเจียงพ่นลมหายใจออก "ข้าก็คิดว่าน้องข้าจะกล้าได้กล้าเสียกว่านี้เสียอีก แถมวาจาที่เคยเอ่ยอ้างว่าจะทุ่มแทงมือเติบในทุกผู้คนที่ขึ้นสู้กับลี่ฝางข้าคงหูฝาดไปเองกระมัง"


     


                    "หนอย..."จื่อฮุยกัดฟันกรอดแต่ในใจกลับเริงร่าเป็นอย่างยิ่ง ในที่สุดแผนการที่วางเอาไว้ก็สัมฤทธิ์ผล "ได้...!" จื่อฮุยกระแทกเสียงหนัก ราวกับว่าตัวเองไม่อาจทนต่อคำแดกดันของจื่อเจียงได้


     


                    ปัง !!!


                    ถุงเงินที่ข้างเอว พร้อมแหวนมิติถูกวางกระแทกบนโต๊ะ


                    "ต้าเฉิงเจ้าจงเอาเงินทั้งหมดนี่ไปทุ่มแทงฝั่งตรงข้ามลี่ฝาง และตานี้จะเป็นตาสุดท้ายของข้า" จื่อฮุยเอ่ยเสียงดังด้วยความไม่พอใจ ทำให้จื่อเจียงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยความสะใจ


    .


    .


                    "จิวซิน ข้าว่าข้าอยากจะเล่นพนันในครานี้บ้าง" สิ่งที่เฟยเซียงเอ่ยขึ้นสร้างความประหลาดใจให้จิวซินเป็นอย่างยิ่ง


     


                    "ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้านี่สมกับเป็นลูกสาวของพ่อค้าใหญ่ เห็นช่องทางทำกำไรเป็นอดใจไม่ได้" จิวซินมั่นอกมั่นใจว่าเฟยเซียงต้องทุ่มแทงข้างลี่ฝางเพื่อทำกำไรเช่นเดียวกับผู้คนที่กำลังออกันอยู่ที่หน้าโต๊ะรับพนัน


     


                    "ข้าก็เพียงแค่อยากเล่นสนุกดูก็เท่านั้น"


     


                    "อืม เล่นสนุก ก็เล่นสนุกว่าแต่เจ้าจะให้ข้าแทงข้างลี่ฝางเท่าไรกัน"


     


                    เฟยเซียงส่ายศีรษะปฏิเสธ ก่อนจะส่งเงิน 1000 เหรียญทองยื่นให้จิวซิน "ข้าจะแทงฝั่งตรงข้าม" รอยยิ้มมั่นอกมั่นใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฟยเซียง ต่างกับจิวซินที่มีแต่ความสงสัยอยู่เต็มอก แต่ก็มิได้เอ่ยขัดออกไป เพียงทำตามแต่โดยดี