ยามดึกสงัด
จูหยวนจางผู้มีอำนาจสูงสุด ผู้ซึ่งสร้างอาณาจักรขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองและได้รับการยกย่องเป็จักรพรรดิหงอู่ผู้นี้ กำลังถือฎีกาฉบับหนึ่งไว้ในมือ อ่านมันด้วยขอบตาแดงระเรื่อ
หยาดน้ำตาอุ่น ๆ หยดเผาะลงบนฎีกา
"ฝ่าา ราษฎรอำเภอเฟิ่งหยาง สวมเสื้อผ้าป่านจนขาดวิ่น กินไม่อิ่มท้อง ทุกข์ยากแสนสาหัสพ่ะย่ะค่ะ!"
"ครอบครัวหนึ่งที่มีสมาชิกหลายคน หากมีเสื้อผ้าสักสองถึงสามชุดก็นับว่าโชคดีเหลือเกิน ในตอนกลางวัน ผู้ใหญ่จะสวมเสื้อผ้าปกปิดร่างกายเพื่อไปทำงานในทุ่งนา พอตกกลางคืนก็จะถอดแขวนไว้ให้สูง เสื้อผ้าตัวเดียวมักส่งต่อจากพ่อสู่ลูก จากลูกสู่หลาน"
"เด็กชายวิ่งเล่นเปลือยกายกลางทุ่งนา ส่วนเด็กหญิงเพราะมีความละอาย จึงใช้เศษผ้าเก่า ๆ พันกายหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านตลอดทั้งวัน"
"เมื่อไม่กี่วันก่อน เกิดฝนตกหนัก ยิ่งทำให้ชีวิตความเป็อยู่ยากลำบากขึ้นไปอีก ฟางบนหลังคาบ้านมุงจากถูกลมพายุพัดปลิวหายไปในร่องน้ำ ราษฎรส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับความหิวโหยและความหนาวเหน็บ"
"ยิ่งกว่านั้น มีผู้เฒ่าคนหนึ่งออกไปตามหาฟางมามุงหลังคา แต่โชคร้ายที่ระหว่างทาง..."
"ผืนดินยิ่งแห้งแล้งและไม่อุดมสมบูรณ์ แม้ราษฎรจะตรากตรำทำงานหนัก แต่ก็ยังไม่อิ่มท้อง แม้แต่ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ยังน้อยกว่าเมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงไปเสียอีก"
"ยุ้งฉางในอำเภอยิ่งว่างเปล่า ไม่มีธัญพืชหลงเหลือให้เก็บรักษาเลยขอรับ"
จูหยวนจางขว้างฎีกาออกไปอย่างแรง มันตกลงตรงหน้าเท้าของหม่าฮองเฮาที่เพิ่งเดินเข้ามาทางประตูพอดี
"จูฉงปา เหตุใดท่านถึงอารมณ์ร้ายเช่นนี้? ดูสิ ขนาดเป็ฮ่องเต้แล้ว นิสัยยังใจร้อนเหมือนเดิม"
หม่าฮองเฮาก้มเก็บฎีกาขึ้นมา พร้อมกับวางกล่องใส่อาหารในมือลงตรงหน้าจูหยวนจาง นางเปิดฎีกาอ่านแล้วถอนหายใจยาว
แม้ว่าฝ่ายในจะห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่จูหยวนจางและหม่าฮองเฮาเป็สามีภรรยากันมาั้แ่เยาว์วัย จึงมีความผูกพันลึกซึ้ง
หากจูหยวนจางมีเื่กลัดกลุ้มใจในราชสำนัก เขามักจะเล่าให้หม่าฮองเฮาฟังด้วยตนเอง ครั้งนี้เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ นางจึงถือฎีกาอ่านต่อไป
"อำเภอเฟิ่งหยางเป็บ้านเกิดของข้า เห็นสภาพเป็เช่นนี้แล้ว ข้ารู้สึกปวดใจยิ่งนัก" จูหยวนจางถอนหายใจด้วยความเศร้า
"ถ้าเช่นนั้นก็เดินทางไปดูด้วยตนเองเถิด! หากราษฎรทุกข์ยากลำบากและบริหารจัดการได้ยาก วันหน้าจะได้ดูแลให้มากขึ้น... แต่หากนายอำเภอผู้นั้นกดขี่ราษฎร จนทำให้ผู้คนเดือดร้อน ก็ให้จัดการตามกฎหมาย"
เมื่อได้ยินคำพูดของหม่าฮองเฮา ดวงตาของจูหยวนจางก็เป็ประกาย "ตกลง ตกลง ตกลง! พี่หญิง ท่านร่วมปลอมตัวออกตรวจราชการกับข้า วันนี้เราจะออกเดินทางกันเลย"
...
ณ อำเภอเฟิ่งหยาง
จ้าวสิงนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้โยกอย่างสบายอารมณ์ โดยที่ประตูที่ว่าการอำเภอก็เปิดกว้างไว้ ราษฎรแต่ละคนแบกธัญพืชเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แล้วนำมาวางกองไว้ข้างกำแพง
เพียงชั่วครู่เดียว กองธัญพืชก็สูงขึ้นจนเหมือนกำแพงอีกชั้นหนึ่ง พู่กันในมือของที่ปรึกษาตวัดวาดอย่างรวดเร็ว ตัวอักษรบนกระดาษพลิ้วไหวราวกับั
ราษฎรที่อยู่ข้าง ๆ เห็นเข้าจึงเอ่ยทักทายอย่างร่าเริง "โอ้ ที่ปรึกษา ในเช้าวันนี้ท่านวาดสมุดบัญชีเหล่านี้ไปสามเล่มแล้วหรือ?"
ที่ปรึกษาแสร้งรำคาญ "ไป ๆ ๆ ใครว่านี่คือการวาด! พรุ่งนี้เ้าจงไปหัดอ่านเขียนอักษรที่สำนักศึกษาเด็กในอำเภอเสียเถอะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนผู้นั้นก็รีบวิ่งหนีไปทันที ตนเองอายุสามสิบกว่าแล้ว จะให้ไปเรียนเขียนหนังสือกับเด็กตัวเล็ก ๆ ไม่น่าอายตายหรือ?
"ที่ปรึกษา ข้าบอกเ้าตั้งนานแล้วว่าให้สร้างยุ้งฉางเพิ่มอีกสักสองสามแห่ง ดูตอนนี้สิ ของพวกนี้มากองเต็มที่ว่าการอำเภอของข้าไปหมดแล้ว! จะให้ข้าใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไร?"
ที่ปรึกษาถอนหายใจยาว ก้มตัวยอมรับผิด "ผู้น้อยได้สั่งให้สร้างยุ้งฉางเพิ่มอีกสิบแห่งเมื่อเดือนก่อนแล้วขอรับ แต่ปีนี้ผลผลิตดีเยี่ยม การเพิ่มขึ้นของธัญพืชสูงกว่าปีที่แล้วถึงร้อยละห้า"
"เป็ความบกพร่องของผู้น้อยที่ไม่ได้เตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้า ขอท่านนายอำเภอโปรดให้อภัยด้วยขอรับ"
จ้าวสิงมองดูธัญพืชที่เกือบจะกองทับเก้าอี้โยกของตนเอง จึงอดไม่ได้ที่จะด่าทอราษฎรที่ทยอยขนธัญพืชเข้ามาไม่ขาดสาย "แล้วพวกเ้าน่ะ เมื่อไหร่จะไสหัวไปให้พ้นเสียที?!"
ราษฎรที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินดังนั้น แต่ก็ยังคงขนธัญพืชต่อไปโดยไม่หยุด
นิสัยสุนัขของท่านนายอำเภอนี่ช่าง... ช่างเถอะ ปล่อยให้เขาด่าระบายอารมณ์เสียหน่อย ดีกว่าเก็บไว้ในใจ
จ้าวสิงเห็นว่าตนเองถูกเมิน ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้น "ดี ดี ดี พวกเ้ามันพวกชาวบ้านหัวหมอ! เมื่อสามปีก่อนตอนที่ข้าเพิ่งมาถึง ข้าแค่ไอออกมาทีเดียว พวกเ้าก็คุกเข่ากันหมด ตอนนี้สนิทกันแล้วสินะ เห็นว่าข้าเป็คนซื่อเลยรังแกข้าใช่ไหม?!"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เฮยจื่อที่ถูกจ้าวสิงกดขี่อยู่ในที่ว่าการอำเภอก็ทนไม่ไหว "ท่านนายอำเภอ บอกว่าท่านเป็คนซื่อ มโนธรรมของท่านยังรับได้หรือขอรับ?"
คุนจื่อที่อยู่ข้าง ๆ รีบดึงตัวเฮยจื่อไว้ พร้อมกระซิบเบา ๆ "เ้ากล้าเถียงท่านนายอำเภอ ไม่รักชีวิตแล้วหรือ? ในอำเภอเฟิ่งหยางแห่งนี้ ใครจะมีปากเก่งเท่าเขาอีกล่ะ? กลับดำเป็ขาว ชี้กวางเป็ม้า ใช้เหตุผลข้าง ๆ คู ๆ โกรธจนหน้ามืด... ทั้งหมดนี้คือความถนัดของท่านนายอำเภอเลยนะ!"
จ้าวสิงหยิบพัดในมือขึ้นมา ฟาดลงบนหัวของทั้งสองคนซ้ายขวาคนละที ก่อนจะพูดลอดไรฟัน "พวกเ้าสองคนกระซิบกระซาบกัน โดยเอาข้าไว้ตรงกลาง กลัวว่าข้าจะไม่ได้ยินหรืออย่างไร?"
ั้แ่ทะลุมิติมา จ้าวสิงรู้สึกว่าตนเองไม่มีวันไหนที่มีความสุขเลย
ชาติก่อนจ้าวสิงเป็มนุษย์เงินเดือน ในนามคือทำงานเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็นและหยุดเสาร์อาทิตย์ แต่ในความเป็จริง หลังจากเลิกงานต้องทำงานที่บ้านแถมไม่มีค่าล่วงเวลา
เพื่อเก็บเงินแต่งเมีย และทำโครงการใหญ่เพื่อเอาค่าคอมมิชชัน เขาจึงทำงานหนักจนวูบดับแล้วมาโผล่ที่นี่
ตอนแรกนึกว่าได้เป็นายอำเภอ จะได้มีสามภรรยาสี่อนุ โอบซ้ายโอบขวาเป็ฮ่องเต้ท้องถิ่น ผลปรากฏว่าที่นี่ยากจน แม้กระทั่งนกยังไม่อยากถ่ายมูลลงมา เพราะกลัวจะทำให้คนอื่นได้ประโยชน์
ในฎีกาที่จ้าวสิงเขียนส่งไปยังราชสำนักทุกเดือน ความทุกข์ที่เขาร้องเรียนไม่ใช่เื่แต่งทั้งหมด เขาต้องใช้ชีวิตอย่างลำบากเช่นนี้มาหนึ่งปีเต็มจริง ๆ ! ตอนบรรยายนั้น เขายังเขียนให้ดูเบาลงกว่าความเป็จริงเสียอีก
แต่จ้าวสิงคิดไม่ถึงเลยว่า ฎีกาของเขาจะส่งผ่านจากคณะเสนาบดีชั้นในไปถึงมือของจูหยวนจางได้
...
กุบ กับ กุบ กับ กุบ กับ
ในขณะนี้ บนถนนหลวงที่มุ่งหน้าไปยังอำเภอเฟิ่งหยาง จูหยวนจางและจูเปียวบุตรชายคนโตขี่ม้านำหน้า โดยมีรถม้าสองคันตามหลังมา
คันหนึ่งคือหม่าฮองเฮา ส่วนอีกคันคือหลิวป๋อเวิน
ขณะที่เดินทางมา จูหยวนจางวางแผนไว้ในใจว่า หากนายอำเภอกดขี่ราษฎร ก็จะสั่งปะาทันที และให้หลิวป๋อเวินเข้าควบคุมดูแลกิจการในอำเภอชั่วคราว
ส่วนคนรับใช้ชายและองครักษ์ที่อยู่รอบข้าง คือยอดฝีมือที่คัดเลือกมาจากภายในพระราชวังหลวง
"ท่านพ่อ หากข้าจำไม่ผิด ข้างหน้าคือบ้านเกิดเฟิ่งหยางแล้วขอรับ" จูเปียวยกมือลูบท้องพลางถอนหายใจอย่างโล่งอก
การเดินทางที่โคลงเคลงตลอดทางนี้ ทำให้เขารู้สึกเหมือนกระดูกจะหลุดออกจากกัน
เมื่อมองไปข้างหน้า เห็นกระท่อมไม้หลังเล็ก มีโต๊ะวางถ้วยน้ำชาและขนมตั้งอยู่หน้าประตู บนผืนผ้าที่แขวนไว้เขียนว่า ‘จุดแวะพัก’ สามคำ
จูหยวนจางรู้สึกปวดปัสสาวะขึ้นมาทันที จึงควบม้าตรงไปข้างหน้า
"เดี๋ยวก่อน ไม่เห็นรั้วหรือ? ค่าผ่านทางยังไม่จ่าย จะเดินเข้าไปข้างในแล้วหรือ?"
จูหยวนจางก้มลงมอง เห็นว่าถนนถูกขวางด้วยไม้กั้น มีชายชราเคราขาวสองคนยืนอยู่ พร้อมกับยื่นมือขอเงิน
ตอนแรกจูหยวนจางโกรธจัด คิดว่าใครกล้ามาปล้นตนเอง แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายอายุมากแล้ว จึงคิดว่าคงเป็เพราะนายอำเภอกดขี่ราษฎร จนบีบบังคับให้คนชราต้องมาหาเลี้ยงชีพด้วยวิธีนี้
"น่าสงสารยิ่งนัก" จูหยวนจางกล่าวพลางสั่งให้คนส่งเงินสองตำลึงและเงินย่อยให้ พร้อมถามว่า "เป็เพราะนายอำเภอของพวกเ้ากดขี่ราษฎรใช่หรือไม่? คนสารเลวเช่นนั้น ช่างไม่สมเป็มนุษย์จริง ๆ "
"ท่านลุง บอกข้ามาว่าพวกท่านเป็คนบ้านไหน ข้าจะไปสั่งสอนนายอำเภอสุนัขผู้นั้นแทนพวกท่านเอง!"
ชายชราทั้งสองคนที่เดิมทีอารมณ์ดีเพราะได้เงิน พลันเปลี่ยนสีหน้าทันที "เ้าเป็ใคร มีฐานะอะไร ถึงกล้าด่านายอำเภอของพวกเรา?!"
"อย่าเห็นว่าข้าแก่แล้วนะ จะสั่งสอนเ้าก็ยังไหว!"
"นอกจากคนในอำเภอเฟิ่งหยางของพวกเราแล้ว ไม่มีใครมีสิทธิ์เรียกนายอำเภอจ้าวว่านายอำเภอสุนัขทั้งนั้น!"