บุรุษหนุ่มเดินขึ้นเขาอย่างเบิกบานใจ เบื้องหน้าเป็สิ่งก่อสร้างอันใหญ่โตมโหฬารที่เรียกว่าโรงเตี๊ยมเหยียบเมฆา วันนี้เขาตั้งใจมาส่งาายุทธจักรที่จะทำพิธีปุนภพ แต่เนื่องจากไม่มีพาหนะและไม่ได้จับจองที่พัก จึงพักในถ้ำที่อยู่ห่างไกลทางเข้าตำหนักราชันย์ด้วยความหนาวเหน็บในยามค่ำคืน ทำให้ยากจะข่มตาหลับได้มาปิดตาหลับสนิทได้ก็จวนจะเช้าอยู่แล้วพอตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตอนที่แสงอาทิตย์ส่องหน้า
เขาเดินไปยังโรงเตี๊ยมอย่างไม่รีบเร่งเมื่อไปถึงก็พบกับโรงเตี๊ยมที่ไร้ซึ่งเหล่าจอมยุทธ์ เหลือแต่เสี่ยวเอ้อและพ่อครัวไม่กี่คน เขาสั่งบะหมี่ร้อน ๆ มาชามหนึ่งกินมันอย่างเอร็ดอร่อยที่สุด เสียงซดน้ำในชามดังไปทั่วโรงเตี๊ยมเสี่ยวเอ้อที่เป็เด็กหญิงผู้หนึ่งถึงกับหลุดหัวเราะออกมา
เขาหาได้สนใจไม่ ยังคงซดน้ำบะหมี่ต่อไป
“ขออีกหนึ่งชาม”
ดูเหมือนชายหนุ่มจะยังไม่อิ่มจึงสั่งเพิ่มเมื่อเสี่ยวเอ้อยกบะหมี่มาให้ เขาก็กินมันอย่างเอร็ดอร่อยเช่นเดิมจากนั้นก็สั่งเพิ่มอีกชาม อีกชาม และอีกหลายชาม
จวบจนเขายกชามซดน้ำบะหมี่ชามที่สิบแปดหมดสิ้นไม่เหลือน้ำซุปแม้แต่หยดเดียว จึงไม่เอ่ยปากสั่งเพิ่มอีก บุรุษหนุ่มวางชามที่เปลี่ยนเป็ว่างเปล่าซ้อนกันเป็กองบนโต๊ะพร้อมกับส่งเสียงเรอออกมาเสียงดัง ทำเหมือนกับว่าที่แห่งนี้ไม่มีผู้อื่นอยู่ด้วย
“คุณหนูเรียกว่าอะไร”
เขาหันไปหาเสี่ยวเอ้อที่หัวเราะออกมาตอนเขาซดน้ำบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อย
“ผู้คนที่นี่เรียกเราว่าชิงหลิน”
“อืม ชิงหลินหยกสีฟ้า? ฮา ฮา ลูกตาของเ้าคล้ายหยกสีฟ้าจริง ๆ ด้วย คนตั้งชื่อให้เ้า นับว่าสายตาคมกล้าอย่างแท้จริง”
“บิดาของเราเอง”
บุรุษหนุ่มผงกศีรษะหลายคราพร้อมกับหันมายิ้มให้กับหญิงสาวผู้เป็บริกรในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ เขาวางเหรียญหนึ่งกำมือไว้บนโต๊ะลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหันไปยิ้มให้กับชิงหลินที่ยังคงยืนจ้องหน้าเขาอยู่ พร้อมกับยื่นมือมาลูบหัวหล่อนเบาๆ คราหนึ่ง แล้วหันกายจากไป
ชายหนุ่มเดินออกทางประตูหลังที่ทอดไปสู่ตำหนักราชันย์ พลันหยุดเท้าเอาไว้ หันหน้ามาพูดเบา ๆพร้อมรอยยิ้มว่า
“ข้าเรียกว่า เอี้ยนเฟยซาจำไว้ด้วยนะคุณหนู”
ชิงหลินตื่นตะลึงกับรอยยิ้มนั้นนางไม่เคยพบรอยยิ้มและเสียงที่นุ่มนวลดึงดูดใจเช่นนี้มาก่อน ยิ้มที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาเสียงที่นุ่มนวลอบอุ่นไปถึงภายใน ผสานกับใบหน้าที่มอมแมมแต่คงเค้าความหล่อเหลายิ้มบุรุษหนุ่มผู้นั้นฝังลึกในใจของนางไปแล้ว
นางจ้องมองแผ่นหลังของบุรุษผู้ไม่ประสีประสาต่อโลกเดินจากไปด้วยความรู้สึกว่าวันหนึ่งบุรุษผู้นี้จะกลายเป็ผู้ยิ่งใหญ่
ยิ้มของเขาช่างจริงใจ
เสียงของเขาน่าฟังที่สุด
เอี้ยนเฟยซาเดินตามทางที่เต็มไปด้วยกรวดหินดินทราย เขาเดินตัวเปล่ามาสองวันแล้ว เสื้อผ้าสำรองที่นำติดตัวมาก็ได้ยกให้กับยาจกที่พบพานในระหว่างทาง ท่ามกลางความเหน็บหนาวในแดนเทพ หากมันไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่คงกลายเป็ซากศพแข็งทื่อในเวลาไม่กี่วันดาบที่เป็อาวุธประจำตัวก็ได้ตกลงไปสู่หุบเหวลึกพร้อมกับกวางป่าตัวเขื่องที่เขาล่า น้อยคนนักที่จะล่ากวางด้วยดาบแต่เขาทำเช่นนั้น สุดท้ายก็สูญเสียดาบไปตลอดกาล
าายุทธจักรหวงหยางหลิวเป็บุคคลที่เขาให้ความเคารพยกย่องขั้นสูงสุดนานมาแล้วที่หมู่บ้านของบิดาซึ่งเป็บ้านเกิดของเขา มีกองโจรอสุรีได้ก่อกรรมทำเข็ญ อาละวาดออกปล้นสะดมภ์ของผู้คนในแถบนั้น ผู้กล้าและชาวยุทธ์ที่เดินทางมากำจัดกองโจรอสุรีก็แพ้พ่ายกลับไป จนกระทั่งหวงหยางหลิวเดินทางมากำจัดกองโจรนี้จนสิ้นซากกลายเป็ตำนานเทพดาบเพลิงที่เล่าขานกันมาจนถึงรุ่นของเขา
ที่หมู่บ้านของเขามีรูปปั้นเทพดาบเพลิงตั้งอยู่วันนี้เอี้ยนเฟยซาเป็ตัวแทนของหมู่บ้านมาร่วมส่งเทพดาบเพลิงไปสู่ภพใหม่ยอดฝีมือรุ่นใหม่ที่โดดเด่นที่สุดของหมู่บ้านเช่นเขาจึงออกเดินทางแรมเดือนเพื่อมาคารวะเทพดาบเพลิงในวันสุดท้ายของท่าน
เอี้ยนเฟยซาเป็บุคคลที่รักความสนุกสนานเฮฮาชอบการผจญภัยเป็ชีวิตจิตใจการออกเดินทางครั้งนี้ตรงกับจุดมุ่งหมายว่าด้วยการออกไปสร้างชื่อเสียงให้ดังกระเดื่องแผ่นดินในหมู่บ้านเขาเป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่งมาั้แ่อายุได้สิบห้าปีจนบัดนี้มีอายุยี่สิบปีจึงสามารถออกนอกบ้านท่องยุทธจักรได้เขาจึงเดินทางออกนอกเส้นทางหลายครั้งเพื่อชมดูเื่สนุกสนานจนมาถึงจุดหมายสายไปหลายชั่วยามแทนที่จะได้นอนในโรงเตี๊ยมเหยียบเมฆา กลับต้องมันนอนหนาวอยู่ในถ้ำอย่างเดียวดาย
เอี้ยนเฟยซาต้องหยุดเดินอย่างกะทันหันเพราะเบื้องหน้ามีสิ่งมีชีวิตเพิ่มอีกหนึ่งตัว มันเป็อาชาสีขาวสูงสง่ายืนขวางทางเดินเอาไว้ ดูจากรูปลักษณ์โครงร่างอาชาตัวนี้เป็สุดยอดอาชาอย่างไม่ต้องสงสัยมันยืนสงบนิ่งโดยไม่เคลื่อนไหว สายตาของมันจับจ้องอยู่ที่ข้าวโพดต้มในมือของชายหนุ่ม
เอี้ยนเฟยซามองดูอาชาตัวนี้อย่างชื่นชมแต่เขาไม่ใช่คนโลภมาก ไม่คิดจะจับมันมาเป็พาหนะจึงเดินเลี่ยงไปทางขวาอาชาสีขาวยังคงยื่นสงบนิ่ง มีแต่หางที่สะบัดไปมาตลอดเวลาเขารู้สึกว่าดูไม่ค่อยเป็มิตรเท่าที่ควรอาจจะเพราะกลัวผู้คนหรืออาจจะเพราะเคยถูกคนทำร้ายมาก่อนก็ได้
เอี้ยนเฟยซาเดินผ่านอาชาสีขาวไปด้วยความโล่งใจหากจะให้เขาทำร้ายม้าที่สง่างามเช่นนี้ คนกระด้านเช่นเขายังคงไม่กล้าพอในขณะชายหนุ่มที่กำลังผ่อนคลายอยู่นั้นก็มีบางอย่างเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนเขาตื่นใ
เมื่อหันกลับมามองก็รู้สึกตึงวูบที่มือข้าวโพดต้นอันตรธานหายไปแล้ว เอี้ยนเฟยซาจ้องมองไปที่อาชาตัวนั้นในปากของมันคาบข้าวโพดไว้อยู่ มันหันหน้ามาทางเขาพร้อมกับลงมือเคี้ยวข้าวโพออย่างสบายใจคล้ายกับว่านั่นเป็ของมันเอง
เอี้ยนเฟยซารู้สึกหน้าชาจนหัวร่อไม่ออกหัวร่อไม่ได้เ้าม้าตัวนี้กลับหยามเกียรติจอมยุทธ์อย่างเขายิ่งนักกลับสามารถขโมยข้าวโพดที่อยู่ในมือไปได้อย่างง่ายดายความคิดที่จะสั่งสอนเ้าม้าตัวนี้ผุดขึ้นในสมองอย่างรวดเร็ว
“เ้าม้าบ้าบังอาจมาแย่งของกินของข้า เ้าต้องชดใช้”
ชายหนุ่มเก็บกิ่งไม้แห้งขึ้นมาหนึ่งกิ่ง เขาพุ่งตัวเข้าหาเ้าม้าหัวขโมยด้วยวิชาตัวเบาที่ตนเองภาคภูมิใจและขนานนามให้มันว่าวิหคท่องทะยานกิ่งไม้แห้งในมือหวดใส่หัวของม้าอย่างรวดเร็ว การหวดครั้งนี้ใช้แรงเพียงน้อยนิดเขาแค่้าสั่งสอนและกู้หน้าตนเองกลับมาเท่านั้นเอง แต่มันช่างน่าเสียดายที่เขาจู่โจมพลาดไปเ้าม้าตัวนี้กลับว่องไวกว่าที่คิด
ม้าสีขาวะโเลี่ยงไปทางขวา มันรวดเร็วกว่าที่คิดคล้ายกับว่ามันรู้ว่าเอี้ยนเฟยซาจะจู่โจมมาทางไหน ยังไม่พอแค่นั้นมันกลับรู้จักตอบโต้อีกด้วยมันะโข้ามหัวชายหนุ่มพร้อมกับดีดขาหลังจู่โจมใส่อย่างคล่องแคล่วเหมือนกับว่าเคยทำเป็ประจำ
เอี้ยนเฟยซาตกตะลึงในความสามารถขอม้าตัวนี้มันแสนรู้เกินกว่าจะเป็แค่ม้าธรรมดาตัวหนึ่งเท่านั้นจำต้องผลักฝ่ามือออกปะทะกับม้าแสนรู้อย่างเต็มกำลังโดยที่ไม่ใช้กำลังภายในนี่เป็ความผิดพลาดอีกครั้งหนึ่งของเขา ลูกดีดของม้าตัวนี้กลับแฝงกำลังภายในอยู่ด้วย ร่างของชายหนุ่มกลิ้งคลุกฝุ่นสิบตลบแรงกระแทกนับว่ารุนแรงไม่น้อย
เอี้ยนเฟยซาลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเลผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ยามที่เขาตบตามร่างกายฝุ่นคลุ้งกระจายปลิวว่อนคล้ายมนุษย์ฝุ่นผู้หนึ่ง เขายืนจ้องมองเ้ามาที่อยู่ห่างออกไปสี่วาตัวนั้นที่กำลังสะบัดหางไปมาคล้ายกำลังเยาะเย้ยคู่ต่อสู้อยู่
เอี้ยนเฟยซาทิ้งตัวลงนั่งอย่างท้อแท้กล่าวว่า
“นับว่าเ้าเป็ฝ่ายชนะข้ามันไม่อำมหิตพอจะทำร้ายเ้าได้ ข้าวโพดต้มฝักนั้นถือว่าเป็รางวัลของเ้าก็แล้วกันเ้ามันม้าปิศาจชัดๆ”
เ้าม้าตัวนั้นสะบัดหัวไปมาสองสามครั้งมันเดินเข้ามาถึงหน้าเอี้ยนเฟยซา จากนั้นก็นั่งลงตรงข้ามกับเขา ส่งเสียงร้องออกมาหลายครา
“”นี่เ้ามาเยาะเย้ยข้าเหรอเ้าม้าบ้า”
เ้าม้าแสนรู้กลับใช้หัวของมันโขกใส่หน้าชายหนุ่มอย่างจังเอี้ยนเฟยซาล้มหน้าหงายเท้าชี้ฟ้า ร้องออกมาเสียงดังด้วยความเ็ป กะโหลกศีรษะของคนกับม้ามีความแข็งแกร่งแตกต่างกันอยู่แล้วเป็เวลาเนิ่นนานกว่าคนที่เจ็บศีรษะจะลุกกลับมานั่งอีกครั้งเขาชี้หน้าด่ากราดทันที
“นี่เ้าม้าบ้า จะหาเื่ข้าไปถึงไหน หากว่าข้ามีดาบอยู่ในมือจะตัดคอเ้าให้ขาดเลยเสียดายที่ข้าไม่มีอาวุธแล้ว แต่...แต่ว่า..หัวของเ้าแข็งแกร่งกว่าข้าจริง ๆถือว่ายุติธรรมแล้วที่ใช้ศีรษะกระแทกศีรษะ แต่เ้าควรบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนข้าจะได้เกร็งหัวรอ”
เ้าม้าบ้ากลับไม่ได้สนใจใยดีเอี้ยนเฟยซามันหันไปเลียขนของมันอย่างสบายใจ ชายหนุ่มได้แต่หันไปอีกทาง ทำเป็ไม่สนใจมันเช่นกันทั้งสองคงอยู่ในสภาพนั้นเป็เวลาเนิ่นนาน ความดื้อด้านไม่ยอมแพ้ของคนและม้าถือว่าใกล้เคียงกันแต่ในท้ายที่สุดมนุษย์ย่อมมีความอดทนน้อยกว่าเดรัจฉานอยู่แล้ว
เอี้ยนเฟยซาผุดลุกขึ้นแล้วสะบัดปัดฝุ่นอย่างรวดเร็วจากนั้นก็ออกวิ่งอย่างสุดกำลัง วิชาวิหคท่องทะยานไม่ได้น่าฟังแค่ชื่อเรียกมันมีประสิทธิภาพไม่น้อย ร่างของชายหนุ่มพุ่งทะยานอย่างไม่หยุดยั้งเขามั่นใจว่าจะสลัดเ้าม้าปิศาจนั่นได้อย่างแน่นอน แต่ยังไม่ทันที่จะดีใจ เสียงฝีเท้ากุบกับของม้าก็ดังขึ้นดังขึ้น และดังอยู่ข้างหูของเขา ร่างของอาชาสีขาวสง่างามปรากฏเคียงข้างกับชายหนุ่ม
ม้าตัวนี้ว่องไวกว่าที่เอี้ยนเฟยซาคาดคิดมันไล่ตามเขาทันในชั่วเวลาอึดใจเดียว นี่ไม่ใช่อาชาธรรมดาทั่วไปเสียแล้วมันต้องได้รับการฝึกมาอย่างดี แล้วมันเป็อาชาของผู้ใดกันเล่า เมื่อได้คิดถึงจุดนี้จึงหยุดวิ่งในทันใด ใช้วิชาเท้าพันช่างหยุดร่างของตนเองอย่างกะทันหันโดยที่ไม่สะดุดล้มลงแต่ที่น่าเหลือเชื่อนั้นกลับเป็เ้าม้าปิศาจตัวนั้นที่หยุดได้อย่างกะทะหันเช่นกัน
“เ้าเป็ม้าปิศาจจริงๆ เหรอเนี่ย ข้าชักจะเชื่อเช่นนี้จริง ๆ แล้ว”
“มันไม่ใช่ม้าปิศาจอะไรหรอกแค่เป็ยอดอาชาก็เท่านั้นเอง ”
เอี้ยนเฟยซารีบหันไปด้วยความใคนผู้นี้มาใกล้ถึงเพียงนี้เขากลับไม่รู้ตัว ที่ปรากฏตรงหน้าเป็บุรุษร่างสูงใหญ่ใบหน้าซื่อสัตย์สุจริตมือซ้ายถือดาบเล่มหนึ่ง ที่บ่าขวากลับแบกกระถางเหล็กขนาดใหญ่กว่าคนแบกสามสี่เท่า ท่วงท่าของคนผู้นี้กลับแลดูปลอดโปร่งสบายกายคล้ายกับว่ากระถางเหล็กบนบ่านั้นไม่หนักหนาเลย
“ท่านเป็ใคร?”
“ข้าเป็คนเลี้ยงม้าคนดูแลบ้าน คนส่งสาร และตอนนี้เป็คนขนของไม่ได้มีชื่อเสียงตำแหน่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึง แล้วเ้าเป็ใคร”
“ข้าเรียกว่าเอี้ยนเฟยซาเป็ชาวยุทธ์จากแดนมนุษย์ มาคารวะท่านเทพดาบเพลิง ไม่ทราบว่าราชพิธีปุนภพดำเนินการถึงไหนแล้ว”
บุรุษผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่นผู้คนเรียกมันว่าทาสราชันย์แน่นอนว่าตอนนี้มันกำลังจะนำกระถางเพลิงโลกันต์ลงไปเก็นไว้ที่โรงเตี๊ยมเหยียบเมฆาพร้อมกับนำอาชาคู่กายของาายุทธจักรผู้ล่วงลับคืนสู่ทุ่งหญ้า แต่เ้ายอดอาชากลับซุกซนมาเจอกับเอี้ยนเฟยซาเสียก่อน
“พิธีปุนภพเสร็จสิ้นแล้วบนยอดเขาตอนนี้มีเพียงผู้คนที่กระหายอำนาจและถูกความโลภครอบงำ ทางที่ดีเ้ากลับไปเสียเถอะแต่ดูเหมือนว่าอาชาที่ข้าเลี้ยงดูมาจะชื่นชอบเ้าด้วยนะ”
“ท่านเห็นเหตุการณ์แต่แต่แรกเริ่ม?”
“ใช่เ้ากับมันเข้ากันได้ดี ฮา ฮา”
คำตอบของทาสราชันย์ทำเอาเอี้ยนเฟยซาเกิดอาการขุ่นเคืองเล็กน้อยเขารู้สึกเสียหน้าที่เสียท่าให้กับม้าแสนรู้ตัวนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่คนผู้นี้กลับเห็นเป็เื่ตลก
“มันเลือกเ้าแล้วนับจากนี้ไปมันจะติดตามเ้าไปทุกหนแห่ง ไม่มีวันที่เ้าจะหนีห่างจากมันได้เมื่อมันได้รู้จักกลิ่นเหงื่อของคนผู้หนึ่งแล้ว มันสามารถตามหาเ้าของเหงื่อได้ภายใน่เวลาอันสั้นเ้าดูแลมันให้ดี เพราะมันเองก็จะดูแลเ้าอย่างสุดความสามารถเช่นกัน”
“เดี๋ยวก่อนจะให้ข้าเลี้ยงเ้าม้าบ้าตัวนี้เนี่ยนะ ไม่ ไม่ ไม่มีทางข้าต้องเสียสติเป็โรคประสาทเสียก่อนแน่นอน”
ทาสราชันย์หัวร่อออกมาเบาๆ พร้อมกับเดินจากไป
“ม้าตัวนี้เป็าาในทุ่งหญ้านอกจากหญ้าเขียวสดแล้ว ทุกเดือนมันต้องได้กินเนื้อสิบชั่ง อ้อ เป็เนื้อสัตว์ใหญ่และต้องปรุงสุกแล้วเท่านั้นต้องเป็เนื้อย่างเท่านั้น ห้ามไหม้ ห้ามดิบ ฮา ฮา”
“แล้วข้าจะขี่มันได้อย่างไร”
“หากเ้าสามารถลูบหัวมันได้ก็สามารถขี่หลังมันได้”
แว่วเสียงทาสราชันย์ดังสม่ำเสมอคนผู้นี้นับเป็ยอดยุทธ์อย่างแท้จริง เพียงครู่เดียวก็เดินลับตาไปเสียแล้วกระถางเหล็กบนบ่าไม่ส่งผลกระทบต่อมันแม้แต่น้อย
เอี้ยนเฟยซาเหลียวหน้ากลับมามองดูม้าแสนรู้กล่าวว่า
“เ้าจะไปกับข้าจริงเหรอ?”
ไม่มีเสียงตอบรับและปฏิกิริยาตอบสนองจากม้าแสนรู้เบื้องหน้าเอี้ยนเฟยซาได้แต่ฝืนยิ้มแล้วมุ่งหน้าไปยังตำหนักราชันย์ ม้าสีขาวก็เดินตามไปเช่นกัน
หนึ่งคนหนึ่งม้ามุ่งหน้าสู่จุดหมายไปด้วยกัน