ฤดูใบไม้ผลิเวียนมาอีกครั้งหวังหย่วนฉิงทำตามสัญญา ซื้อไก่มาเลี้ยงหลายตัว พอเห็นพ่อกับแม่เลิกงานกลับมาบ้านนอกจากทำอาหารให้คนในครอบครัวแล้ว ยังต้องให้อาหารไก่พวกนั้นอีกหมี่หลันเยว่รู้สึกสงสารจับใจ แต่เธอยังเด็กเกินไปเคยพยายามหยิบมีดทำครัวเล่มใหญ่มาสับอาหารไก่แล้ว แต่ก็ทำไม่ไหวจริงๆ
เธอจึงต้องหาทางช่วยเหลือในเื่อื่นแทนเช่น ช่วยแม่ดูแลน้องชายให้มากขึ้น
น้องชายอายุได้แปดเดือน กำลังซนได้ที่แม่มักจะกังวลว่าน้องจะตกลงจากเตียงลงไป หรือคลานออกจากเปลแล้วพลัดตกข้างนอกดังนั้นระหว่างทำงาน แม่จึงต้องวิ่งเข้ามาดูในห้องเป็ระยะ
“แม่ไม่ต้องห่วงน้องหรอกหนูจะดูน้องไม่ให้คลานไปไหนเอง”
หมี่หลันเยว่เห็นแม่ทำกับข้าวไปได้ครึ่งหนึ่งก็วิ่งเข้ามาในห้องอีก จึงย้ำกับแม่อีกครั้งว่าเธอจะดูแลน้องให้
“ลูกยังเล็ก น้องซนขึ้นมาลูกจะห้ามไหวเหรอ?”
แม่กลัวว่าเธอจะห้ามน้องชายจอมซนไม่ได้ที่จริงน้องก็ว่านอนสอนง่าย แค่เล่นกับน้อง น้องก็จะไม่คลานไปไหนแล้วแม่ก็แค่เป็ห่วงมากเกินไปเท่านั้นเอง
“แม่คะ ถ้าเกิดน้องไม่เชื่อฟัง คลานไปทั่วหนูจะะโเรียกแม่เสียงดังๆ จะไม่ให้น้องตก แม่รีบไปทำงานเถอะค่ะไม่ต้องห่วงในห้องหรอก”
พอได้ยินลูกสาวพูดอย่างหนักแน่นหวังหย่วนฉิงจึงค่อยวางใจไปทำงานต่อ ลูกสาวเน้นย้ำขนาดนี้แสดงว่าไม่ต้องเป็ห่วงจริงๆ
“ข้าวก็ทำเสร็จแล้ว ทำไมพ่อยังไม่กลับมานะ”
แม่วางโต๊ะอาหารลงจัดให้ลูกทั้งสามคนนั่งล้อมวงกัน โต๊ะเตี้ยๆ ตัวเล็กไม่ได้เป็อุปสรรคสำหรับหมี่หลันเยว่อีกต่อไป เธอจะเอาหมอนเล็กๆ มารองนั่งความสูงกำลังพอดี
“พวกเรากินกันก่อนเถอะลูกไม่ต้องรอพ่อแล้ว เดี๋ยวข้าวจะเย็นหมด”
หวังหย่วนฉิงจัดการให้ลูกๆเรียบร้อยก็เริ่มกินข้าว แต่ในใจก็ยังเป็ห่วงอยู่ดีหมี่จิ้งเฉิงบอกว่าจะออกไปแป๊บเดียวแล้วกลับมา นี่มันนานเกินไปแล้วนะ
“พ่อบอกว่าจะไปไหนเหรอครับ?”
หมี่หลันหยางวัยหกขวบเริ่มมีท่าทีเป็ลูกผู้ชายตัวน้อยแล้ว เขารู้จักปกป้องน้อง รู้จักดูแลบ้านเวลาคุยกับแม่ ก็ทำท่าทางจริงจังด้วย
“พ่อบอกว่าจะไปบ้านลุงสวีหน่อยไปนัดกับลุงสวีไว้”
ลูกชายคนเล็กแม้จะอายุแค่แปดเดือนแต่ก็กินโจ๊กผักได้บ้างแล้ว ดังนั้นหวังหย่วนฉิงจึงป้อนข้าวให้ลูกชายคนเล็กก่อนพอป้อนให้อิ่ม ลูกสาวก็น่าจะกินข้าวเสร็จแล้ว มีลูกสาวคอยดูแลเ้าตัวเล็กเธอถึงจะกินข้าวได้อย่างสบายใจ
“แล้วพ่อจะกินข้าวที่บ้านลุงสวีไหมครับ”
“ไม่หรอก ตอนพ่อออกไปบอกว่าจะรีบกลับจะไม่กินข้าวที่บ้านลุงสวี แค่ไม่รู้ว่าทำไมถึงไปนานขนาดนี้”
ฟ้าเริ่มมืดลงแล้วหวังหย่วนฉิงกลัวว่าหมี่จิ้งเฉิงจะเป็อะไรไประหว่างทาง
“อย่างนี้ดีไหมพวกลูกสองคนรีบกินข้าวให้เสร็จ พอแม่ป้อนข้าวให้หลันซิงเสร็จแล้วพวกลูกช่วยแม่ดูน้อง แม่จะออกไปรับพ่อเอง”
หมี่หลันเยว่มองออกไปข้างนอก ทางมืดขนาดนี้ถ้าแม่ออกไป จะอันตรายกว่าพ่อไหมนะ?
“แม่คะ รออีกหน่อยดีไหมบางทีพ่ออาจจะกลับมาแล้วก็ได้ ถ้าแม่ออกไป ฟ้าก็มืด ถ้าเกิดเดินสวนทางกันพ่อต้องย้อนกลับมาหาแม่ มันจะอันตรายกว่าเดิมนะคะ”
พอลูกสาวพูดอย่างนั้น เธอก็เห็นว่าจริงหวังหย่วนฉิงจึงสงบใจลง มองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง คิดในใจว่ารออีกครึ่งชั่วโมงถ้าครึ่งชั่วโมงผ่านไปแล้วหมี่จิ้งเฉิงยังไม่กลับมา เธอจะต้องออกไปตามหาแน่นอน
“เด็กๆ จ๋า พ่อกลับมาแล้ว”
ขณะที่หวังหย่วนฉิงกำลังชั่งใจก็ได้ยินเสียงหมี่จิ้งเฉิงดังมาจากข้างนอก หวังหย่วนฉิงค่อยโล่งอกแต่ก็บ่นออกไปว่า
“รู้ว่าต้องกลับมาด้วยเหรอไม่ดูเลยว่ากี่โมงกี่ยามแล้ว”
เขารู้ว่าภรรยาเป็ห่วง แม้จะโดนบ่นหมี่จิ้งเฉิงก็ไม่ได้โกรธเคือง
“ก็มันถือของไม่สะดวกนี่นาไม่คิดว่าจะเสียเวลานานขนาดนี้ ลุงสวีชวนกินข้าว ฉันยังปฏิเสธเลยกลัวพวกเธอเป็ห่วง”
พูดจบ หมี่จิ้งเฉิงก็เดินเข้ามาในบ้านยกของชิ้นใหญ่ไว้ในมือ ถึงว่าทำไมถึงอืดอาดตั้งนานที่แท้เป็เพราะของมันใหญ่เกินกว่าจะยกเข้ามาในบ้านได้
“นี่มันอะไรน่ะ”
หวังหย่วนฉิงมองสิ่งที่อยู่เหนือหัวหมี่จิ้งเฉิง
“ดูไม่ออกเหรอ”
หมี่จิ้งเฉิงค่อยๆ วางสิ่งที่อยู่บนมือลงรถเข็นเด็กปรากฏสู่สายตา รถคันนี้ทำจากไม้ทั้งคัน ทาสีเขียว รอบด้านเป็รั้วเล็กๆที่ทำจากไม้ สวยงามมาก
“ว้าว รถเข็นเด็ก”
หมี่หลันหยางะโลงจากเตียงทันทีรองเท้ายังไม่ทันได้ใส่ก็รีบปีนขึ้นไปบนรถเข็นแล้ว
“ค่อยๆ หน่อยสิ มันไม่ได้วิ่งหนีไปไหนหรอก”
หมี่จิ้งเฉิงอุ้มลูกชายคนโตขึ้นรถ ให้จับราวแล้วเขาก็เข็นลูกชายวนไปวนมาในบ้าน หมี่หลันซิงที่อยู่บนเตียงก็ร้องเสียงดังตบมืออยากจะลุกขึ้น หวังหย่วนฉิงแทบจะห้ามเขาไม่อยู่
“หนูน้อยต้องกินข้าวให้หมดก่อนถึงจะลงไปได้นะจ๊ะเชื่อฟังหน่อย”
เธอปลอบลูกชายคนเล็กพลางะโใส่พ่อลูกที่อยู่อีกด้าน
“รีบขึ้นมากินข้าว เดี๋ยวข้าวเย็นหมดกินข้าวเสร็จค่อยเล่น”
หมี่จิ้งเฉิงกับหมี่หลันหยางแลบลิ้นออกมาพร้อมกันหมี่หลันหยางกางมือออก หมี่จิ้งเฉิงสอดมือเข้าใต้รักแร้ลูกชายอุ้มขึ้นมาหมุนสองรอบ แล้วค่อยอุ้มลูกขึ้นไปนั่งที่โต๊ะอาหาร
“มาๆๆ ลูกชายคนเก่ง เรากินข้าวก่อนนะกินข้าวเสร็จแล้วค่อยนั่งรถเข็น”
ั้แ่พ่อถือสิ่งนี้เข้ามาในบ้านหมี่หลันเยว่ก็รู้แล้วว่ามันคืออะไร เพราะในความทรงจำของเธอความประทับใจในรถเข็นเด็กคันนี้มันลึกซึ้งเกินไป ในสมัยนั้น… ไม่สิในยุคปัจจุบันนี้ มันเป็ของฟุ่มเฟือยอย่างแท้จริง ต้นทุนการผลิตไม่ใช่ถูกๆ
รถเข็นคันนี้สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายแถมยังทาสีเขียวแอปเปิลที่ดูสบายตา เห็นรถเข็นคันนี้หมี่หลันเยว่ก็นึกถึงเื่ราวมากมายในอดีต ไม่สิ…จะเรียกว่าเป็เื่ราวในอดีตก็ไม่ถูก จริงๆ เื่นี้มันยังไม่เกิดขึ้นแต่เื่ราวในอดีตก็ไม่ได้เป็เหมือนเดิมแล้ว
“หลันเยว่ อยากนั่งรถไหม?”
หวังหย่วนฉิงสังเกตเห็นว่าลูกสาวไม่ได้พูดอะไรเลยแต่สายตาก็จ้องอยู่ที่รถเข็นเด็กตลอดเวลา ในใจคิดว่าลูกสาวคงอยากนั่งรถบ้างแต่ไม่กล้าแย่งกับพี่ชาย เพราะลูกสาวเป็เด็กดีมาตลอด
“อยากค่ะ” หมี่หลันเยว่พยักหน้า
‘ฉันอยากนั่งรถเข็นคันจิ๋วคันนั้นอยากััถึงความโดดเด่นที่เคยมีบนท้องถนนอีกครั้ง มันเป็ความรู้สึกที่พิเศษสุดๆในยุคนี้’
เหตุผลที่หมี่หลันเยว่คิดแบบนี้เพราะคนอื่นไม่มีทางเข้าใจเลยว่ารถเข็นเด็กคันเล็กๆ ของบ้านเธอเคยผ่านเื่ยิ่งใหญ่มาขนาดไหน แต่ในไม่ช้าเธอก็จะได้ััมันอีกครั้งเธอรู้สึกใจเต้นแปลกๆ
ในชีวิตนี้แม้บางสิ่งบางอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปแต่บางสิ่งบางอย่างก็ยังคงดำเนินไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้
พอป้อนข้าวให้ลูกชายคนเล็กอิ่มหมี่หลันเยว่ก็กินข้าวเสร็จพอดี เธอยกชามข้าวลง ชวนน้องชายไปเล่นที่มุมเตียงส่วนหมี่หลันหยางก็พุ่งเข้าไปในรถเข็นอีกครั้ง เห็นเขาะโโลดเต้นอยู่ในรถหวังหย่วนฉิงกลัวว่าเขาจะทำรถล้ม
“หลันหยาง ระวังหน่อย อย่าทำรถล้มเดี๋ยวจะเจ็บตัว”
หวังหย่วนฉิงรีบยัดข้าวเข้าปากอยากจะรีบลงไปดูลูกชาย พอคิดถึงลูกสาว หวังหย่วนฉิงก็หันกลับไปเห็นลูกสาวกำลังพูดคุยกับน้องชาย กล่อมให้น้องไม่งอแง
พอเปรียบเทียบกันแล้วลูกสาวก็ดูจะรู้ความมากกว่าลูกชายเยอะลูกชายแม้จะถือว่าเป็เด็กที่รู้ความในบรรดาเด็กวัยเดียวกันแล้ว รู้จักรักน้องไม่ทำให้พ่อแม่โกรธ แต่สุดท้ายก็ยังเป็เด็กแค่ไม่กี่ขวบ พอเห็นของใหม่ๆความอยากรู้อยากเห็นของเด็กก็พลุ่งพล่านออกมา
พอนึกถึงลูกสาวที่กำลังดูแลน้องชายอยู่หวังหย่วนฉิงก็รู้สึกว่าติดค้างลูกสาวเหลือเกิน เด็กแค่นี้ก็คอยช่วยงานตลอดเวลาที่เธอพอจะทำอะไรได้ เธอไม่เคยต้องบอกเลย ลูกจะลุกขึ้นมาช่วยอย่างตั้งใจรู้ความจนน่าเอ็นดู
แน่นอนว่าหวังหย่วนฉิงไม่รู้ว่าลูกสาวได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งแล้วเธอถึงได้สงสารลูกสาวที่อายุแค่สามขวบแต่กลับรู้ความเกินไปถึงได้รู้สึกผิดต่อความรู้ความของลูกสาวนี่เอง
“หลันเยว่ ลูกก็ไปเล่นกับพี่ชายบ้างสิแม่กินเสร็จแล้ว จะดูแลน้องเอง”
หมี่หลันเยว่ส่ายหน้า
“แม่กินไปเถอะค่ะ หนูไม่รีบพ่อบอกว่านี่มันรถของบ้านเรา มันไม่ได้วิ่งหนีไปไหนนี่นา โอกาสนั่งมีอีกเยอะแยะ”
เธอไม่ได้รีบร้อนจริงๆเพราะเธอรู้ว่าแม่จะตกแต่งรถเข็นคันนี้ให้สวยงามหลังจากนี้ ตอนนี้ถึงจะสวยแต่ก็มีแค่ไม้เปลือยๆ แต่หลังจากนี้แม่จะทำผ้าคลุมกันแดดลายดอกไม้ให้รวมถึงจะปูผ้าฝ้ายนุ่มๆ ลายดอกไม้ไว้ข้างในรถด้วย
ใต้รถสองชั้นแม่จะเตรียมอาหารและของใช้ต่างๆ ไว้ให้พร้อม หนาวก็ไม่หนาว ร้อนก็ไม่ร้อนหิวก็มีอะไรกิน ฝนตกก็มีร่ม แม้แต่รั้วข้างรถ แม่ก็ยังทำของตกแต่งให้ด้วยดอกไม้เล็กๆ กระดิ่งเล็กๆ สวยงามมากๆ มันเคยพาเธอไปเที่ยวดึงดูดสายตาที่อิจฉามากมาย มันแทบจะเป็รถหรูในชาติก่อนเลย รถเข็นคันจิ๋วรถหรูคันจิ๋วของบ้านเธอ
ดังนั้นเธอจึงไม่รีบ ไม่รีบจริงๆเธออยากจะรอให้รถถูกแม่ตกแต่งใหม่ก่อนแล้วค่อยขึ้นไปนั่งัักับความรู้สึกเหมือนเ้าหญิง
“พรุ่งนี้เป็วันอาทิตย์พอดี มีรถเข็นแล้วพวกเราออกไปเที่ยวกันทั้งครอบครัวเถอะ”
ยุคนี้ยังไม่มีวันหยุดสุดสัปดาห์ทุกสัปดาห์จะหยุดได้แค่วันอาทิตย์วันเดียวดังนั้นไม่ว่าจะเป็นักเรียนที่ไปโรงเรียน หรือผู้ใหญ่ที่ทำงาน ก็เหนื่อยกันมากแถมคนในยุคนี้ยังขยันทำงานมาก แม้จะไม่มีค่าล่วงเวลาก็ยังมีคนจำนวนมากที่สมัครใจมาทำงานล่วงเวลาในวันอาทิตย์นี่แหละคือจิติญญาของยุคนี้
เห็นลูกสาวท่าทางไม่รีบร้อนหวังหย่วนฉิงก็ยิ่งอยากให้ลูกสาวได้นั่งรถเข็นคันนี้เร็วๆเธอถึงกับรู้สึกว่ารอแทบไม่ไหวแล้ว แถมเธอยังรู้สึกว่าลูกสาวก็คิดแบบนั้นเหมือนกันแม้ว่าลูกสาวจะไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจนก็ตามดังนั้นเธอจึงอยากจะเติมเต็มความปรารถนาของลูกสาวนี่อาจจะเป็สายสัมพันธ์ของแม่ลูกละมั้ง
“เอาสิพวกเราพรุ่งนี้ออกไปเที่ยวกันทั้งครอบครัว ฤดูใบไม้ผลิใกล้จะหมดแล้วฤดูร้อนกำลังใกล้เข้ามา อากาศแบบนี้ ไม่หนาวไม่ร้อน เหมาะกับการพาเด็กๆออกไปเล่นที่สุดแล้ว”
หมี่จิ้งเฉิงแบกรถเข็นกลับมาแต่ไกลก็อยากจะพาครอบครัวออกไปอวดโฉม
“เย้ ดีจังเลย ดีจังเลยพวกเราจะได้ออกไปเที่ยวแล้ว”
หมี่หลันหยางได้ยินพ่อแม่บอกว่าจะออกไปเที่ยวก็ยิ่งะโโลดเต้น เด็กๆ มีความคิดที่เรียบง่าย การออกไปข้างนอกเป็เื่สนุกพวกเขาจะได้ัักับสิ่งใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ดังนั้นพวกเขาถึงได้สนุกกันไม่รู้เบื่อ