บทที่ 4 (1/2)
ไม่คิดที่จะถอย(1)
เมิ่งเจียวซินก้าวขาลงไปนั่งแช่ตัวในอ่างอาบน้ำก่อนจะลองนำเอาความทรงจำของร่างนี้รวมเข้ากับเนื้อหาในนิยาย ตอนนี้น่าจะอยู่่ที่ซุนเย่ผิงพาตัวเองไปขายให้กับหอโคมเขียวประจำเมืองเป็แน่เนื่องจากเนื้อหาในนิยายมีบรรยายเอาไว้ว่า...
หลังจากที่ซุนเย่ผิงไปทำความรู้จักและพูดคุยกับสตรีในหอโคมเขียวนางหนึ่งมาได้สักพักนางก็เริ่มมีความคิดที่จะใช้หน้าตาและเรือนร่างของตัวเองหลีกหนีจากความเป็บ่าว แล้วด้วยความทะเยอทะยานและความรักสบายของนางซุนเย่ผิงจึงเริ่มวาดฝันเอาไว้ว่า ด้วยใบหน้านี้ของนาง หากนางก้าวขาเข้าไปในหอโคมเขียวก็คงจะได้ขึ้นเป็นางคณิกาอันดับหนึ่งของที่นั่นเป็แน่ แล้วเมื่อจูมี่ผู้เป็ป้าห่างๆ ของนางขอลากลับไปเยี่ยมบุตรชายที่บ้านเดิมเป็เวลาหนึ่งเดือน นางก็รีบใช้่เวลานั้นขายตัวเองเพื่อเข้าไปฝึกศาสตร์ด้านต่างๆ ที่นางคณิกาพึงมีในหอโคมเขียวทันที
ถึงแม้สุดท้ายซุนเย่ผิงจะไม่สามารถขึ้นเป็นางคณิกาอันดับหนึ่งของหอโคมเขียวแห่งนั้นได้แต่นางก็ได้ติดหนึ่งในสามของนางคณิกาผู้มีใบหน้างดงามของที่นั่น แล้วก็ด้วยเพราะเงินจากการประมูลคืนแรกของนางเมื่อจูมี่เดินทางกลับมาถึงเรือนของเมิ่งเจียวซิน ซุนเย่ผิงก็รีบนำเงินจากการขายตัวเองให้กับหอโคมเขียวรวมเข้ากับเงินส่วนแบ่งที่เพิ่งจะได้รับมาเข้ามาใช้ไถ่ถอนตัวเองและผู้เป็ป้าจากความเป็บ่าวทันที
โดยซุนเย่ผิงโกหกผู้เป็ป้าของนางว่าตนเองได้บังเอิญไปช่วยชีวิตคนผู้หนึ่งเอาไว้ อีกฝ่ายจึงมอบเงินจำนวนนี้มาเป็การตอบแทน
แต่ด้วยความที่จูมี่รักเมิ่งเจียวซินมากและไม่อยากทิ้งผู้เป็นายไว้เพียงลำพัง จูมี่จึงเอ่ยปฏิเสธเงินของนาง ซุนเย่ผิงก็ทำได้เพียงไถ่ถอนตัวเอง แล้วออกไปใช้ชีวิตเป็นางคณิกาแบบเต็มตัว
แล้วหลังจากนั้นไม่นานในเช้าวันหนึ่งขณะที่ซุนเย่ผิงกำลังพักผ่อนอยู่ในหอโคมเขียวจูมี่ก็ได้บุกเข้าไปพูดคุยกับท่านเ้าของหอ เพื่อขอไถ่ตัวผู้เป็หลานสาว เพราะจูมี่คิดว่าซุนเย่ผิงถูกจับมาขายในระหว่างเดินทางกลับไปยังบ้านเดิม
ซุนเย่ผิงจึงจำเป็ต้องออกมาสารภาพความจริงทุกอย่างกับผู้เป็ป้าแล้วหลังจากวันนั้นเป็ต้นมา ไม่ว่าซุนเย่ผิงจะซื้อของหรือนำเงินไปให้กับจูมี่ที่เรือนของเมิ่งเจียวซินแต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมออกมาพบหรือออกมารับของจากนางเลยสักครั้ง กว่าที่ผู้เป็ป้าจะยอมกลับมาพูดคุยกับนางอีกครั้งก็คือวันที่อีกฝ่าย้าขอความช่วยเหลือจากนาง เพื่อเมิ่งเจียวซิน...
หลังจากเมิ่งเจียวซินนั่งคิดเื่ของซุนเย่ผิงมาได้สักพัก นางก็ลุกขึ้นจากน้ำเพื่อจัดการดูแลร่างกายใหม่ของตัวเองจนเรียบร้อยจากนั้นนางจึงเดินไปหยิบพวกกุญแจที่บิดาเ้าของร่างนี้นำมาฝากเอาไว้ ก่อนที่เ้าตัวจะออกเดินทาง...โดยลูกกุญแจในพวงนี้มีไว้สำหรับเปิดห้องพักของอีกฝ่าย เปิดหีบเก็บของมีค่าที่อยู่ภายในห้องนั้นและเปิดห้องเก็บสมุนไพร ซึ่งที่ผ่านมาบิดาเ้าของร่างนี้อนุญาตให้เพียงเมิ่งเจียวซินเท่านั้นที่สามารถเข้าออกสองห้องนี้ได้
แล้วเมื่อนึกไปถึงเมิ่งเจียวฉือบิดาเ้าของร่างนี้เ้าตัวได้ให้สัญญากับเมิ่งเจียวซินคนเดิมเอาไว้ว่า จะกลับมาให้ทันวันปักปิ่นของนางแต่ตามเนื้อหาในนิยาย...พอถึงวันนั้นเ้าตัวก็ไม่ได้กลับมาหานาง แล้วจนถึงลมหายใจสุดท้ายของตัวละครเมิ่งเจียวซินนางก็ยังไม่ได้พบกับผู้เป็บิดา ซึ่งหลังจากที่ตัวละครเมิ่งเจียวซินจากไป นิยายก็ไม่ได้กล่าวถึงเมิ่งเจียวฉืออีกเลย
เมิ่งเจียวซินคิดเื่บิดาเ้าของร่างนี้พร้อมกับเดินไปเปิดประตูห้องเก็บสมุนไพรภายในห้องมีทั้งยาที่ปรุงสำเร็จแล้ว สมุนไพรหลากหลายชนิด รวมไปถึงหม้อและอุปกรณ์สำหรับการปรุงยานางจึงเข้าไปดูของต่าง ๆ ที่อยู่ภายในห้องนั้นสักพัก ก่อนจะล็อคประตู แล้วเดินไปเปิดประตูห้องพักของเมิ่งเจียวฉือ เพราะนาง้าจะเข้าไปหาสมุดเปล่าเนื่องจากภายในห้องพักของนางมีเพียงกระดาษที่ใช้สำหรับวาดเขียนเท่านั้น
แล้วเมื่อเดินเข้าไปในห้องพักของเมิ่งเจียวฉือนางก็เห็นชั้นวางหนังสือสี่ชั้นที่เต็มไปด้วยตำราสมุนไพร ตำราแพทย์ แล้วยังมีตำราสำหรับการปรุงยาด้วยเมิ่งเจียวซินจึงเดินเข้าไปดึงตำราที่น่าสนใจออกมาหนึ่งเล่ม แล้วนำไปวางที่โต๊ะเขียนหนังสือจากนั้นนางจึงพลิกเปิดหน้าตำรา...
‘ข้าสามารถอ่านและเข้าใจภาษาในโลกใบนี้ได้สินะ’เมิ่งเจียวซินรู้สึกพอใจกับความสามารถที่ติดตัวมากับร่างนี้
หลังจากนั้นเมิ่งเจียวซินก็สังเกตเห็นสมุดที่ดูเหมือนจะผ่านการใช้งานมาอย่างหนักวางอยู่บนโต๊ะตัวนั้นสามเล่มนางจึงหยิบมาเปิดอ่าน สมุดทั้งสามเล่มมีการจดความแตกต่างระหว่างการตรวจการรักษามนุษย์กับพวกมารและพวกปีศาจแบบค่อนข้างที่จะละเอียดรวมไปถึงขั้นตอนการปรุงยาสมุนไพร แล้วก็ด้วยเพราะการที่นางหยิบสมุดสามเล่มนั้นออกมานางจึงเจอสมุดเปล่าที่วางถัดจากแท่นฝนหมึก
เมื่อได้ในสิ่งที่นาง้าแล้วเมิ่งเจียวซินก็คิดจะยืมตำราและสมุดบันทึกสามนี้กลับไปอ่าน นางจึงลุกขึ้นไปเลือกตำราที่น่าสนใจมาเพิ่มอีกห้าเล่มหลังจากนั้นนางจึงนำตำราที่เลือกมาทั้งหกเล่ม สมุดจดบันทึกสามเล่มสมุดเปล่าอีกหนึ่งเล่มเดินกลับไปวางไว้ที่โต๊ะกลางห้องพักของตนเอง ก่อนจะกลับมาล็อคประตูห้องพักของเมิ่งเจียวฉือ จากนั้นนางจึงเดินไปยกสำรับที่ซุนเย่ผิงจัดเตรียมทิ้งเอาไว้ให้
ซึ่งในระหว่างที่เมิ่งเจียวซินเดินไปยกสำรับ นางก็ได้แวะปิดพร้อมกับลงกลอนประตูและหน้าต่างทุกบานภายในเรือนไปด้วยเลย
พอกลับเข้ามาในห้องพัก เมิ่งเจียวซินก็เริ่มด้วยการนั่งรับสำรับพร้อมกับนำกระดาษเปล่าพู่กัน และแท่นฝนหมึกมาลองเขียนตัวอักษร ในเมื่อนางสามารถอ่านและเข้าใจเนื้อหาในตำราเหล่านี้ได้ดังนั้นการเขียนตัวอักษรนางก็น่าจะทำมันได้เช่นกัน แล้วก็เป็ไปตามคาด
ยามนี้นางจึงได้ข้อสรุปแล้วว่าความรู้ความสามารถบางอย่างที่ร่างนี้เคยทำได้หรือทำมันบ่อย ๆ จนติดเป็นิสัยอย่างการอ่าน การเขียน การใช้ตะเกียบกินข้าวแบบในตอนนี้ รวมไปถึงการใส่ชุดสตรีจีนโบราณด้วยตัวเองแบบเมื่อครู่นางจะสามารถทำมันได้เองอย่างเป็ธรรมชาติ
จากนั้นเมิ่งเจียวซินจึงลองใช้พู่กันเขียนเป็ตัวอักษรภาษาไทยแม้จะเขียนยากเพราะด้วยรูปแบบของตัวอักษร แต่นางก็ต้องทำเนื่องจากยามนี้นาง้าจดบันทึกเงื่อนไข ภารกิจ รวมไปถึงเป้าหมายของตัวนางเอง แล้วก็ด้วยเพราะนางไม่สามารถพกสมุดติดตัวไปได้ตลอดเวลาหากนางไม่ยอมเปลี่ยนภาษาแล้วมีผู้ใดมาบังเอิญเจอสมุดบันทึกของนางเข้า มันคงไม่ใช่เื่ดีสำหรับนางเป็แน่นางจึงต้องหาทางป้องกันตัวเองเอาไว้ก่อน
เมื่อใช้พู่กันเขียนภาษาไทยได้คล่องแล้วเมิ่งเจียวซินจึงเริ่มด้วยการเขียนชื่อของตนเองลงไปในหน้าแรกของสมุดตามด้วยเหตุผลที่ทำให้นางต้องเข้ามาอยู่ในโลกใบนี้ ต่อด้วยเงื่อนไข และภารกิจที่ระบบให้มาก่อนที่นางจะเริ่มวิเคราะห์...จนได้ข้อสรุป หลังจากนั้นนางจึงเก็บสมุดบันทึกไว้ในลิ้นชักของโต๊ะข้างเตียงแล้วกลับมานั่งรับสำรับต่อจนหมด จากนั้นนางจึงนำตำราและสมุดบันทึกของเมิ่งเจียวฉือมานอนอ่านที่เตียงจนเผลอหลับไป