“เริ่มการประชุมได้”
เสียงแหลมของขันทีขานดังก้องทั้งท้องพระโรง
“ทูลฝ่าา การรวบรวมเสบียงและเก็บภาษีในปีนี้เรียบร้อยดีเนื่องจากสภาพอากาศและน้ำบริบูรณ์ชาวบ้านทำไร่ทำนาได้ผลดีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมดี แพรพรรณไม่มีปัญหาแต่อย่างใดคาดว่าปีนี้ภาษีน่าจะได้ตามเป้าที่พระคลังต้องจัดการเก็บพะยะค่ะ”
เสนาบดีฝ่ายซ้ายหลิวหลิงฝั่นควบคุมพระคลังรายงานเป็คนแรกซึ่งเป็รายงานทั่วไปขุนนางต่างรับฟังจนกระทั่งมีเสียงก้องกังวาลปลุกให้ทุกคนตั้งใจฟังขึ้นมา
“ฝ่าา กระหม่อมหลิวโฮวิมีเื่ทูลเกี่ยวกับการคัดเลือกขุนนางใหม่ปีนี้ครบกำหนดสามปีแล้วพะยะค่ะต้องจัดสอบสรรหาผู้มีความรู้ความสามารถมีจริยธรรมสูง ไม่ทราบจะดำเนินการอย่างไรพะยะค่ะ”
เสนาบดีฝ่ายขวาหลิวโฮวิพี่ชายฮองเฮาเอ่ยด้วยเสียงอันดังหัวข้อนี้เป็ประเด็นร้อนแรงการคัดเลือกขุนนางคือโอกาสในการจัดสรรที่ว่างให้กับคนในสังกัดของตนได้เข้ารับราชการเพื่อผลประโยชน์ในอนาคตทั้งสิ้นการเสนอชื่อผู้ทำหน้าที่คัดเลือกนับว่าส่งผลต่อทุกคนทั้งสิ้นท้องพระโรงที่แต่เดิมเงียบอยู่ก็มีเสียงกระซิบกระซาบเบาๆจากนั้นก็เริ่มดังเพิ่มมากขึ้นตามความร้อนแรงของรายละเอียดที่ถกเถียงกัน
การคัดเลือกขุนนางใหม่ที่เวียนมาครบกำหนดสามปีเดิมสมควรจะต้องจัดสอบสรรหาผู้มีความรู้ความสามารถมีจริยธรรมสูงเป็เื่ที่อยู่ในพระทัยของฮองเต้มาสักระยะหนึ่งด้วยรู้ว่าเป็เื่ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนถ่ายขุนนางที่ดีและเลวเข้ามาในรัชสมัยที่พระองค์เพ่งเล็งสายพระเนตรกวาดมองหลายคนอย่างเงียบๆ แม้ภาพลักษณ์ของพระองค์จะดูมีความเมตตาฟังความคิดเห็นของขุนนางแต่ก็ทรงมีจุดยืนที่ยึดมั่นในการปกครองบ้านเมืองเสมอมาครั้งนี้พระองค์ก็มีแผนการณ์ของพระองค์อยู่เช่นกัน
เมื่อเสนาบดีฝ่ายขวาหลิวโฮวิพี่ชายฮองเฮาเปิดประเด็นร้อนแรงเื่การคัดเลือกขุนนางย่อมเป็โอกาสในการจัดสรรขุนเข้ารับราชการเพื่อผลประโยชน์ในอนาคตพระองค์ย่อมต้องยินดีที่จะลอยเรือตามน้ำจึงกล่าวด้วยเสียงเรียบๆ ไม่ดังจนเกินไปนัก
“ขุนนางทั้งหลายพวกท่านปรึกษาหารือกันสักระยะหนึ่งแล้วเจิ้นอยากฟังว่าขุนนางทั้งหลายเห็นควรให้ผู้ใดรับผิดชอบในการจัดสอบในปีนี้”
“กระหม่อมคิดว่าองค์รัชทายาททรงมีความสามารถในการบริหารราชการเหมาะสมเป็อย่างยิ่งพะยะค่ะ”
“กระหม่อมคิดว่าชินอ๋องเหมาะสมเช่นกันทรงมีความสามารถทั้งด้านบริการและการทหารพะยะค่ะ
เสียงของเหล่าขุนนางมราพากันออกมาถวายความคิดเห็นสนับสนุนคนที่ตนชื่นชอบหรือฝักฝ่ายอยู่เซ็งแซ่ในแถวมีเสียงที่เริ่มถกเถียงกัน รัชทายาทและชินอ๋องต่างยืนนิ่งมองดูการพูดถกเถียงกันไปมาในที่สุดฮ่องเต้ก็เริ่มไม่พอพระทัย
“หยุดเถียงกันได้แล้วยังพอมีเวลาเจิ้นจะพิจารณาเื่นี้อีกครั้งในภายหลังยังมีเื่ใดจะรายงานอีกไหม”
ทันใดมีเสียงทหาระโแทรกจากนอกประตูเข้ามา
“ขอถวายรายงานด่วนจากชายแดนพะยะค่ะ”
ขุนนางทุกคนพากันเหลียวหลังไปตามเสียงนั้นแสงจากด้านนอกทำให้เห็นได้ผู้ที่วิ่งเข้ามาไม่ชัดเจน เป็ทหารในชุดพร้อมรบหมวกที่บิ่นแหว่งเอียงลงเล็กน้อยทรุดตัวคุกเข่าด้านในประตูไม่ได้วิ่งต่อเข้ามาเบื้องหน้าราชบัลลังก์
“ข่าวด่วนจากชายแดนเหนือกระหม่อมเป็ทหารส่งสารสังกัดหน่วยพยัคฆ์คำรามพะยะค่ะ”
“เหตุใดไม่เข้ามาเบื้องหน้าพระพักตร์ ให้เข้ารายงานได้”
ทหารคนนั้นเมื่อได้ยินเสียงขันทีข้างฝ่าาตำหนิได้ยินทั่วรีบลุกขึ้นเดินเกือบเป็วิ่งเข้ามาร่างกายอาบไปด้วยเืและฝุ่นบนเสื้อผ้าไม่มีสักส่วนที่เห็นสีเดิมทั้งตัวเต็มไปด้วยาแโซเซเข้ามาคุกเข่าเบื้องหน้าท่ามกลางขุนนางที่ถอยออกด้านข้างเว้นช่องกลางให้เขาที่ถลาลงมาคุกเข่ากระบอกปิดผนึกที่สะพายและผูกไว้อย่างแ่าเขารีบแก้เชือกยื่นกระบอกขึ้นสูงเหนือศรีษะ
ฮองเต้คิ้วขมวดเพราะเหตุการณ์นี้สภาพของทหารบอกเหตุโดยไม่ต้องคิดให้มากความเลยว่านี่เป็เื่ร้ายแรงรีบโบกพระหัตถ์ให้ขันขีประจำพระองค์รีบเดินลงไปหยิบก่อนรีบนำขึ้นถวาย ขันทีแกะออกถวายให้ทรงทอดพระเนตรตัวอักษรที่เขียนไว้ท่ามกลางสายตาขุนนางใบหน้าและดวงตาเปลี่ยนเป็สีแดงด้วยความโกรธเกรี้ยว
“บังอาจ!! พวกเ้าเห็นข้าเป็อะไรปิดบังข่าวสารจากชายแดนสมควรลงโทษเช่นไร”
“มีเหตุอันใดที่ชายแดนเหนือ พะยะค่ะ”
รัชทายาทเห็นท่าทางและน้ำเสียงที่เกรียวกราดต่างจากปกติโดยทันทีรีบถามขึ้น
“พวกโจรนอกด่านรวมหัวกันตีเมืองปล้นสะดมชาวบ้าน เป็เวลานานเดือนกว่าแล้ว เหตุใดไม่มีการถวายรายงานเข้ามาพวกเ้าทำอะไรกันอยู่พูดมา”
เสียงตรัสอันเกรี้ยวกราดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนบ่งบอกถึงความร้ายแรงของเนื้อหาภายในเอกสารฉบับนั้นได้เป็อย่างดีในท้องพระโรงแห่งนี้ต้องมีขุนนางที่ทรยศร่วมมือกับข้าศึกภายนอกแน่นอนการรบยาวนานหลายเดือนเป็ไปได้อย่างไรที่จะไม่มีข่าวสารรายงานมาให้พระองค์ได้รับรู้นอกจากมีพวกที่ค่อยบิดเบือนปิดบังเอาไว้นี่เป็เื่ที่พระองค์จะต้องจัดการในภายหลังตอนนี้จำเป็ต้องแก้ไขเหตุการณ์ให้คลี่คลายเสียก่อน
“ทหารเ้าพูดมาสิว่าเหตุใดเ้าจึงมารายงานในวันนี้ได้”
“ทูลฝ่าาท่านแม่ทัพได้ส่งม้าเร็วมาถวายรายงานหลายครั้งหลายคราแล้วพะยะค่ะกองทัพได้แต่เฝ้ารอแต่ไม่มีการตอบกลับไปจึงคาดเดาว่าน่าจะมีคนร้ายดักลอบสังหารทหารที่เดินทางมาส่งรายงานก็ได้แล้วเมื่อสิบวันที่ผ่านมาเหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายลงมาก ที่ปรึกษาจึงเสนอให้ส่งม้าเร็วออกมาเป็หลายๆกลุ่มฝ่าทะลวงออกมาพร้อมกันอาจมีสักกลุ่มที่สามารถรอดมาถึงเมืองหลวงได้คิดว่ามีเพียงกระหม่อมที่รอดมาได้พะยะค่ะ”
“เจิ้นรู้แล้วเ้าออกไปพักได้รักษาตัวให้หายดีจะได้เดินทางกลับไปช่วยพี่น้องของเ้าที่ชายแดนพร้อมกองทัพเสริมจากเมืองหลวง”
“ขอบพระทัยที่ทรงพระกรุณากระหม่อมจะต้องกลับไปช่วยพวกเขาแน่นอนพะยะค่ะ”
พระพักตร์ที่ยามนี้บ่งบอกความเกรี้ยวกราดในอารมณ์เป็อย่างดีโบกพระหัตถ์ให้ขันทีเข้าไปพยุงทหารออกไปส่ง ก่อนจะเริ่มตรัสด้วยเสียงดังและห้วนเข้ม
“พวกเ้าเป็ขุนนางมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านเกิดานานขนาดนี้ชาวบ้านทุกข์ยากหนีไฟาใครจะรับผิดชอบเื่นี้แม้ชายแดนจะส่งสารมาไม่ถึงแต่มิได้หมายความว่าหัวเมืองที่อยู่ติดชายแดนจะไม่ได้รับข่าวคราวในเมื่อชาวบ้านมีการอพยพหนีไฟาขุนนางของเจิ้นเ่าั้ทำอะไรกันอยู่มั่วแต่กินนอนอย่างสุขสบายไม่ได้ทำหน้าที่ใช่หรือไม่หลังาครานี้เสร็จสิ้นเจิ้นจะลงโทษขั้นเด็ดขาดทั้งหมดราชอาลักษณ์บันทึกคำพูดข้าไว้ทั้งหมด”
“พะยะค่ะ”
“เื่เร่งด่วนคือการส่งทัพหนุนและเสบียงไปช่วยเหลือพวกเ้าใครอาสานำทัพในครั้งนี้”
สิ้นสุรเสียงขุนนางก็แบ่งฝ่ายเสนอตามฝ่ายที่ตนสนับสนุนทันทีทั้งฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ะโแข่งกันเสียงดังไปทั่ว สถานการณ์นี้เกี่ยวข้องกับความแข็งแกร่งในเส้นทางสู่เก้าอี้ัในอนาคตทั้งกำลังทหารและผลงานที่ตามมาทำให้ต่างฝ่ายต่างโจมตีกันสลับไปมา
“สถานการณ์คับขันยิ่งนักทรงให้ชินอ๋องนำทัพเถอะพะยะค่ะ ประสบการณ์การออกรบเป็ที่ประจักษ์นะพะยะค่ะ”
“ชินอ๋องทรงมีประสบการณ์มาก แต่รัชทายาทก็เหมาะสมยิ่งเช่นกันพะยะค่ะทรงมีความสามารถในการวางแผนและการบริหารย่อมสามารถดูแลควบคุมความวุ่นวายได้พะยะค่ะ”
“ไม่ต้องเถียงกันแล้วเหตุการณ์เร่งด่วนเช่นนี้พวกเ้ายังมองแต่ผลประโยชน์ชาวบ้านล้วนเดือดร้อนพวกเ้าก็ไม่ใส่ใจช่างเป็ขุนนางที่น่าภาคภูมิใจของข้าเสียเหลือเกินเจิ้นให้ชินอ๋องนำทัพ อู่อ๋องควบคุมทัพเสบียงตามไปสมทบรัชทายาทอยู่ช่วยเจิ้นบริหารราชกิจและจัดเตรียมทหารเข้าขบวนไปชายแดนรวบรวมข้อมูลและเสบียงเพิ่มเติม มีใครอยากแย้งความคิดของเจิ้นไหม”
คำเรียกขานแทนตัวของฝ่าาเปลี่ยนไปแล้วแสดงว่าถึงขีดสุดของพระองค์ฮองเต้ที่เคยมีพระพักตร์ยิ้มแย้มแจ่มใสอบอุ่นตลอดเวลาแล้วยามนี้ยังจะมีขุนนางคนใด้าโผล่ศรีษะยื่นออกไปขัดพระทัยกันเล่าตนยัง้าเก็บคอไว้บนไหล่เช่นเดิมได้แต่ก้มหน้ามองเท้าตนเองไม่ส่งเสียงให้เป็ที่ขัดพระทัยแม้แต่น้อย
“ดี เลิกประชุม ขุนนางที่เกี่ยวข้องยังไม่รีบไปจัดการอีก”
ตรัสไล่ขุนนางก่อนที่ขันทีจะรีบเลิกการประชุมยังไม่ทันสิ้นเสียงของขันทีร่างสง่าในชุดสีทองก็สะบัดชายแขนเสื้ออย่างขัดพระทัยลุกออกไปไม่เห็นเงาเสียแล้วขุนนางทุกระดับเงยหน้าขึ้นมายังแปลกใจไปตามๆ กัน ก่อนที่จะรีบวิ่งออกไปจัดการงานของตนเมืองหลวงวุ่นวายจัดเตรียมทัพและเสบียงั้แ่บนลงล่าง
ตำหนักฮองเฮา
ฮองเฮาหลิว หลิวอิ๋นหรู บุตรสาวอดีตราชครูในรัชกาลก่อน พระพักตร์ยังคงงดงามแม้ว่าจะล่วงเลยมาสี่สิบห้าปีแล้วแต่ยังดูคล้ายสามสิบต้นๆพระญาติฝ่ายพระนางต่างมีความมั่นคงในหน้าที่การงานทั้งกิจการในตระกูลหลิวก็กลายเป็อันดับหนึ่งไม่มีผู้ใดเทียบเคียงขึ้นมาได้น้องชายเป็ถึงเสนาบดีฝ่ายซ้าย หลานสาวเกี่ยวดองกับเ้ากรมพระคลังเรียกได้ว่ามองไปทางใดก็ล้วนเป็คนของตระกูลหลิวทั้งสิ้นพระนางกำลังนั่งรอพระโอรสองค์เล็กที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวไปทั่วไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับราชกิจตามที่พระนาง้าแม้แต่น้อย
“เสด็จแม่ หม่อมฉันถวายบังคม ทรงพระเจริญพันปี พันๆปี”
“อู่อ๋อง เ้ายังมาตำหนักข้าได้ถูกแล้วหรือเ้าหายหน้าหายตาเกือบปี ข้าเกือบจะลืมเ้าไปแล้ว”
“ทรงไม่ลืมกระหม่อมหรอกพระเ้าค่ะทรงรักกระหม่อมมากที่สุด นี่ของฝากจากชายฝั่งทะเลใต้พะยะค่ะ”
“รัชทายาทไปไหนล่ะ เหตุใดไม่มาพร้อมเ้า”
“ชายแดนเหนือมีปัญหาเสด็จพ่อทรงแต่งตั้งชินอ๋องคุมกองทัพและเสด็จพี่ควบคุมการจัดทหารที่จะไปเสริมทัพจึงกำลังวุ่นวายอีกสักครู่กระหม่อมก็ต้องไปเตรียมตัวเช่นกันพะยะค่ะหม่อมฉันรับผิดชอบเสบียงไปยังด่านชายแดน”
“เ้าพึ่งมาก็ต้องไปอีกแล้ว เอาเถอะๆเ้าก็เตรียมหมอหลวงและโอสถให้มากหน่อย ขันทีที่ไว้ใจได้นำไปด้วยแล้วก่อนออกเดินทางเ้าอย่าลืมแวะไปถวายพระพรไทเฮาสักครา”
“กระหม่อมทราบแล้วพะยะค่ะ
ฮองเฮาได้ฟังคำของพระโอรสองค์เล็กก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็มิได้แสดงสีหน้ายังคงรอยยิ้มอ่อนโยนตรัสเตือนพระโอรสในการเตรียมตัวและเดินทางไปชายแดนเกี่ยวกับอันตรายต่างอย่างเป็ปกติ
ในตลาดภายในเมืองหลวงทุกแห่งล้วนมีข่าวการเตรียมทัพไปชายแดนเหนือเป็หัวข้อการพูดคุยที่ชาวบ้านพูดจากันตลอดทั้งวันบางครอบครัวกำลังมีความรู้สึกหดหู่เป็กังวลกับพี่น้องที่ต้องเดินทัพตามวัดและศาลเ้าที่ขึ้นชื่อเื่ความศักดิ์สิทธิ์ มีแต่ควันธูปและเสียงขอพรขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ป้องกันตัวดังตลอดทั้งวันบางแห่งต้องเปิดตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนเพราะจำนวนคนไปสักการะมากเกินกว่าจะรับได้ในยามกลางวันตามปกติบนถนนมีเสียงเกวียนและรถม้าที่จัดเตรียมสิ่งของส่งเข้าไปในค่ายทหารแทบตลอดทั้งวันในค่ายเองก็ครึกครื้นไม่ต่างกับภายในเมืองการตรวจนับอาวุธเสบียงและอุปกรณ์เดินทัพถูกดำเนินการอย่างละเอียดท่ามกลางแดดที่ร้อนแรงชุดของทหารต่างชุ่มไปด้วยเหงื่อเช่นเดียวกับชินอ๋องที่ได้รับพระราชโองการก็อยู่ในค่ายทหารตลอดเวลามิเคยกลับจวนสักวัน
บนกำแพงเมือง ฮ่องเต้ ฮ่องเฮา รัชทายาทและขุนนางล้วนมายืนส่งทหารออกเดินทางชินอ๋องนำหน้าขุนพลในฐานะแม่ทัพ ทัพหลวงออกเดินทัพมุ่งหน้าไปชายแดนอย่างรีบเร่งในสองวันถัดไปขบวนเสบียงที่มีเกวียนนับหลายร้อยเกวียนก็ออกเดินทางมีอู่อ๋องคุมเสบียงตามหลังไป
ผ่านมาสี่ปีกว่ายามนี้นางมีอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีได้ผิวพรรณกระจ่างใสอาจเป็เพราะการบำเพ็ญเพียรจิ่วเหมยฮวาที่มีความก้าวหน้าแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในอารามท่านอาจารย์ยังบอกว่าพลังิญญาของนางดูละเอียดบางเบาบางครามีแสงเปล่งประกายคล้ายเทพเซียน(พวกท่านอาจจะคิดไปเอง) นางก็ยังรู้สึกว่าตนยังคงห่างชั้นจากปรมาจารย์อีกยาวไกล
วันนี้อากาศดีมาก หลังทำงาน่เช้าเสร็จเรียบร้อยศิษย์พี่ชวนข้าไปธารน้ำเพื่อซักผ้า ความจริงแล้วก็เป็เพียงข้ออ้างออกจากอารามตามที่เราสองนัดกันไว้เพื่อหาโอกาสไปเที่ยวบนเขาและลิ้มรสเนื้อสัตว์แม้นางจะฝึกตนบำเพ็ญเพียรแต่ความสามารถในอดีตนางก็ยังไม่เคยละทิ้งเมื่อมีโอกาสมักจะเก็บสมุนไพรที่แตกต่างออกไปรวมทั้งการทดลองนำผลไม้ป่าชนิดต่างๆมาใช้ปรับรสชาติสมุนไพร
เมื่อสามวันก่อนจิ่วเอ๋อร์เก็บยายหลานสองคนที่นั่งหมดแรงอยู่ริมทางระหว่างกำลังจะกลับขึ้นเขานางได้เห็นสภาพของคนทั้งคู่แล้วรู้สึกสงสารจึงไปสอบถามได้ความว่าทั้งคู่ไม่เหลือคนในครอบครัวแล้วทั้งสองเดินด้วยเท้าอพยพมาจากชายแดนทางเหนือระหว่างทางถูกปล้นแย่งชิงทรัพย์สินจนหมดไม่มีเงินซื้อเสบียงอาหารอดมาหลายวันได้กินเพียงน้ำเปล่าจากบ่อน้ำลำธารประทังชีวิตบางคราโชคดีก็ได้ผลไม้ริมทาง จึงพาทั้งสองไปขอความเมตตาจากอาจารย์ได้พักอาศัยชั่วคราว
“เรารีบซักผ้าให้เสร็จศิษย์พี่ตั้งใจชวนเ้าไปเที่ยวเล่นดีหรือไม่ ฮวาเอ๋อร์”
“ศิษย์พี่ครานี้เราลองเดินเลียบลำธารขึ้นไปหาน้ำตกดีหรือไม่พวกเรายังไม่เคยเดินไปทางนั้นเลยนะ”