ตอนที่ 35 ต่อไปคุณจัดการแล้วกัน
ตอนนี้มู่เจ๋ออวี่ทำกับข้าวได้หลายอย่างแล้ว รสชาติก็ถือว่าไม่เลว ต้มบะหมี่จนเรียกได้ว่าเป็นมืออาชีพ บะหมี่ชามหนึ่งมีสีแดงจากมะเขือเทศ สีเหลืองจากไข่ไก่ สีเขียวจากผักกวางตุ้งและต้นหอม ดูแล้วทำให้อยากอาหารอย่างมาก
“ทำไมยังมีแฮมอยู่อีกล่ะ” กัวเทียนถามพลางกินไปด้วย
“วันนี้ผมขอติดรถลุงฮว่าเข้าไปในตำบล เลยได้พวกของคาวกลับมาด้วย” มู่เจ๋ออวี่ตอบ
“ตู้เย็นว่างอีกแล้วเหรอ” กัวเทียนหันไปมองมู่เจ๋ออวี่
“อืม เนื้อสัตว์ซื้อมากไม่ได้ ถึงจะมีตู้เย็นก็เถอะ ทิ้งไว้นานๆ ก็ไม่อร่อย ครั้งที่แล้วเลยไม่ได้ซื้อมาเยอะ” มู่เจ๋ออวี่ดูโทรทัศน์ไปพลางตอบกลับไปพลาง
“ดูไม่ออกเลยว่าเก่งเรื่องการจัดการงานบ้านขนาดนี้ ต่อไปให้คุณดูแลแล้วกัน อาหารในบ้านคุณเลือกซื้อได้เลย” กัวเทียนยิ้ม
มู่เจ๋ออวี่ได้ยินถ้อยคำนี้ใบหูก็ร้อนขึ้นเล็กน้อย เขาดูโทรทัศน์พลางพูดว่า “ใครจะไปดูแลให้คุณกัน ให้เมียในอนาคตจัดการเอาเองสิ”
กัวเทียนเหยียดยิ้มมุมปาก สายตามองใบหูแดงก่ำของมู่เจ๋ออวี่ ปกติดูนิ่งเงียบไม่หือไม่อือราวกับไม่มีอะไรเข้ามากระทบอารมณ์ได้แท้ๆ ไม่คิดว่าจะเป็นคนขี้อายขนาดนี้
กินไปกินมา กัวเทียนก็ยิ่งรู้สึกว่าอาหารกลางวันของวันนี้ช่างเลิศรสเหลือเกิน
เพียงไม่นานบะหมี่ไข่มะเขือเทศก็ถูกเขากินจนเกลี้ยง แม้แต่น้ำซุปก็ไม่เหลือ
“ฝีมือการทำอาหารพัฒนาขึ้นมากนะ” หลังจากกินหมดแล้ว กัวเทียนก็วิพากษ์วิจารณ์บะหมี่ถ้วยนี้ทันที มู่เจ๋ออวี่ได้ยินก็ยิ้มแย้มบอกว่า “คงเป็นอย่างที่คุณบอก พอเวลาผ่านไปรสชาติอาหารก็ดีตามไปด้วย”
“คำที่ผมพูดออกไป คุณจำได้ดีเลยนี่” กัวเทียนมองมู่เจ๋ออวี่ยิ้มๆ น้ำเสียงแฝงความยั่วเย้า
เขาปรายตามองหนหนึ่งอย่างขี้เกียจจะสนใจอีกฝ่ายแล้ว แต่ในใจลอบเหน็บแนม ‘วันนี้หมอนี่ไปกินอะไรผิดสำแดงมาหรือเปล่าเนี่ย ทำไมแปลกไปแบบนี้’
มันทำให้เขานึกถึงวันที่เจอกันครั้งแรก ตอนที่กัวเทียนแกล้งเขาเล่น
หรือเพราะได้เงินคืนแล้ว อารมณ์เลยดีตามไปด้วย เลยนึกอยากจะพูดอะไรก็พูดออกมาอย่างนั้นเหรอ
เพราะไม่อยากคาดเดาอีกต่อไป มู่เจ๋ออวี่จึงหยิบรีโมตขึ้นมาปิดโทรทัศน์ จากนั้นก็ปีนขึ้นเตียง เอ่ยขึ้นว่า “ผมจะนอนกลางวันแล้ว ถ้าคุณกินอิ่มแล้วไม่รู้จะทำอะไรก็ลองไปที่สวนดูแล้วกัน”
กัวเทียนพยักหน้า หยิบชามขึ้นมาแล้วเดินออกไป
ขณะยืนอยู่ด้านนอก กัวเทียนมองไปยังไร่นาและพืชพรรณใต้แสงอาทิตย์เจิดจ้า ในใจพลันเกิดความรู้สึกประหลาด เขาหันกลับไปมองประตูที่ปิดสนิทพลางคิดถึงคนที่นอนหลับอยู่ข้างใน ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อยได้สติ จากนั้นก็เข้าไปล้างชามในครัวให้เรียบร้อย
...
พอได้เงินคืนมาแล้วและรวมกับที่เขายืมจากมู่เจ๋ออวี่อีกห้าหมื่น กัวเทียนจึงเริ่มจ้างคนมาทำงานด้วย ไม่มุทะลุทำอะไรคนเดียวอีกต่อไป
ก่อนที่จะมายังหมู่บ้านนี้ เขามีเงินติดตัวมาสามล้าน แต่เพราะต้องซื้อที่ดินซื้อภูเขาซื้อบ้านและทำสัญญาเช่าที่ดิน ไหนจะซื้ออุปกรณ์ทางการเกษตร แล้วยังต้องซื้อเครื่องจักรที่ใช้ในงานเกษตรอีก เงินสามล้านจึงถูกใช้ไปจนเหลือไม่เท่าไรแล้ว
เจ้าตัวใหญ่นั่นถูกเขาจอดทิ้งไว้ในที่ดินของเขาอีกที่หนึ่ง ตามปกติแล้วถ้าจะต้องเตรียมดินบนพื้นที่ขนาดใหญ่เขาถึงจะขับมันออกไป
แม้พวกคนในเมืองจะมองว่าหมู่บ้านนี้ดูห่างไกลความเจริญ แต่ก็ยังถือว่าอยู่ใกล้กับตัวตำบลอยู่ การจ้างคนมาช่วยงานก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องยากอะไร
แต่เพราะสองสามปีมานี้ คนหนุ่มสาวของหมู่บ้านนี้ต่างจากไปกันหมด พากันออกไปหางานทำที่อื่น ไม่ก็ออกไปอยู่นอกหมู่บ้าน ทำให้หมู่บ้านสุ่ยเซียงกลายเป็นหมู่บ้านรกเรื้อเหมือนทุกวันนี้
ตอนนี้พื้นที่ส่วนใหญ่ของหมู่บ้านสุ่ยเซียงถูกกัวเทียนนำมาทำการเพาะปลูกแล้ว ความนิยมย่อมค่อยๆ กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง
ไม่นานก็มีรถยนต์เข้ามาในหมู่บ้านอยู่เสมอ มีคนสิบกว่าคนนั่งอยู่บนรถ ล้วนเป็นคนช่วยงานของกัวเทียนทั้งนั้น
หนึ่งคนได้หนึ่งร้อยหยวนต่อวัน เท่ากับต้องให้เงินเดือนคนงานสามหมื่นกว่าในหนึ่งเดือน แต่คนพวกนี้ไม่จำเป็นต้องมาทุกวัน ทุกครั้งที่ต้องการคนงานกัวเทียนจะโทรหาหัวหน้างาน คนเหล่านั้นก็จะเข้ามาทำงาน ดังนั้นหากคำนวณแล้ว ที่ต้องจ่ายทุกเดือนจะอยู่ที่ราวๆ หมื่นกว่า
แม้จะหาคนมาช่วยงานแล้ว แต่เหล่าชาวบ้านที่แสนใจดีก็ยังคงช่วยเหลือเขาโดยไม่รับค่าตอบแทนอยู่ดี และยังตามเข้าไปทำงานในสวนกับคนเหล่านั้นด้วย ทำให้กัวเทียนประหยัดเงินไปไม่น้อย
อย่างตามปกติแล้วจะต้องขอให้คนมาช่วยเป็นระยะเวลาครึ่งเดือน แต่เป็นเพราะความช่วยเหลือของคนในหมู่บ้าน กัวเทียนจึงลดวันที่จะให้คนมาช่วยได้หลายวัน ซึ่งทำให้กัวเทียนซาบซึ้งมาก บางครั้งจึงทำอาหารเต็มโต๊ะเพื่อให้ทุกคนได้กินด้วยกัน
เป็นแบบนี้จนกระทั่งเวลาผ่านไปหนึ่งเดือน เหล่าคนในหมู่บ้านที่เข้ากันได้ดีอยู่ตลอดก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบๆ