อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 56 กิลเบิร์ตผู้น่าสงสาร

            แสงตะวันสาดส่องพ้นขอบฟ้าบ่งบอกเวลาว่าเป็นยามเช้า ภายในปราสาทที่ตีนบันไดมีลูซี่ในชุดสาวใช้ยืนกุมมือสำรวมข้างๆ เธอมีลิลลี่น้องสาวของเธอมองที่บันได วันนี้ลิลลี่ไม่ได้อยู่ในชุดสาวใช้ไปอยู่ในชุดลำลองที่ดูทะมัดทะแมงหางสุนัขของเธอโบกส่ายไปมาไม่หยุด

            “นี่ลิลลี่ยืนให้มันเรียบร้อยหน่อยสิ”

            ลูซี่เอ็ดน้องสาวของเธอแต่ลิลลี่เหมือนจะไม่ได้ฟัง ลูซี่ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อวานนี้หลังจากที่เธอปรนนิบัติเออร์วินอาบน้ำเสร็จก็รีบมาหาน้องสาวทั้งสองด้วยความเป็นห่วง ทว่าเมื่อเธอกลับมาที่ห้องกลับต้องอึ้งจนพูดไม่ออกเมื่อเธอได้พบของกินอยู่เต็มห้อง ตอนแรกเธอคิดว่าเบธเป็นคนซื้อมาให้ แต่เมื่อถามน้องสาวทั้งสองดูกลับได้แต่งงเมื่อพวกเธอบอกว่าเหล่าชาวเมืองที่ตลาดเป็นคนให้มา สุดท้ายด้วยความที่อาหารของเหล่านั้นมันเยอะเกินไปไหนจบด้วยการนำมาแบ่งให้สาวใช้และคนงานคนอื่นๆ

            และเมื่อลูซี่ถามถึงเรื่องฝึกเป็นอัศวินลิลลี่ก็พูดอย่างตื่นเต้นไม่หยุดปาก เธอเล่าถึงอัศวินที่มีอายุไล่เลี่ยกับเธอที่ชื่อว่ามีเรียอย่างตื่นเต้น การต่อสู้ของอัศวินหญิงไลลาที่ปกป้องเธอ ลิลลี่ดูมีชีวิตชีวาเธอไม่น่าเชื่อว่าเธอเพิ่งผ่านเหตุการณ์ร้ายๆ มา

            จนเมื่อตอนหัวค่ำเออร์วินก็ได้ฝากเรเวนมาแจ้งเธอว่าเขานั้นได้ฝากให้เจ้าหญิงลิลิธช่วยดูแลลิลลี่ขณะอยู่ในค่ายทหาร จากนี้ไปให้เธอไปกลับค่ายทหารพร้อมกับเจ้าหญิงลิลิธ ซึ่งมันทำให้ลูซี่ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ไม่ว่าใครต่างก็รู้ว่าการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ในทวีปอาร์เคนัสนั้นเป็นสิ่งที่หยั่งรากฝังลึก โดยเฉพาะเผ่าพันธุ์มนุษย์และเผามารที่มักทำสงครามสู้รบกันอยู่เสมอ การมีเจ้าหญิงลิลิธช่วยดูแลจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการกลั่นแกล้งและการดูถูกเหยียดหยามจากเหล่าทหารหรืออัศวินคนอื่นๆ ได้ ส่วนที่เธออยากจะร้องไห้นั้นก็เพราะว่าคนที่ช่วยดูแลคือเจ้าหญิงลิลิธ ไม่ว่าใครในปราสาทนี้ต่างก็รับรู้ว่าเจ้าหญิงผู้นี้มีนิสัยที่เย็นชาจนชวนยากแต่การเข้าใกล้มากขนาดไหน มีหลายครั้งที่รู้สิได้มีโอกาสเจอกับเจ้าหญิงลิลิธ ซึ่งทุกครั้งเจ้าหญิงจะปฏิบัติกับเธอเหมือนเป็นอากาศพระธาตุและมักปล่อยบรรยากาศมาคุที่ชวนให้อึดอัดอยู่เสมอ ถ้าจะบอกว่าช่วงเวลาไหนที่เจ้าหญิงไม่ได้แสดงความเย็นชาออกมาก็คงมีช่วงเดียวคือตอนที่อยู่กับเจ้าชายเออร์วินเท่านั้น มีเพียงแค่ตอนนี้เท่านั้นที่เจ้าหญิงการแสดงความรู้สึกหรืออารมณ์ด้านอื่นออกมา

            ลูซี่กับลิลลี่ยืนรออยู่ตรงนั้นสักพักเจ้าหญิงลิลิธก็ปรากฎกายขึ้นจากข้างบนสุดของบันได ลูซี่รีบสำรวมตนยิ่งกว่าเดิมในขณะที่ลิลลี่น้องสาวต่างเอาแต่จ้องมองเจ้าหญิงลิลิธถ้าเป็นประกายพร้อมกับหางสุนัขของเธอที่ส่ายไปมายิ่งกว่าเดิม ลิลิธใช้สายตาที่เย็นชาของเธอมองสองพี่น้องเผ่ามารหูสัตว์ ในใจของเธอรู้สึกไม่ค่อยชอบขี้หน้าพวกเธอเท่าไรนัก ซึ่งไม่ใช่เพราะพวกเธอเป็นเผ่ามารหูสัตว์ แต่เป็นเพราะพวกเธอเข้ามาข้องแวะกับน้องชายเธอต่างหาก เธอไม่ชอบขี้หน้าทั้งหมดทั้งเรเวน ลูซี่ ลิลลี่ และเดซี่ เว้นโซอี้ไว้คนนึงที่เธอรู้สึกเห็นใจในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง ทว่าเมื่อคืนหลังทานอาหารมื้อเย็นเสร็จเออร์วินก็เข้ามาขอร้องเธอให้ช่วยดูแลลิลลี่ในตอนที่เธออยู่ในค่ายทหาร นึกถึงเรื่องนี้แล้วเธอก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ แม้ว่าเธอจะไม่ชอบขี้หน้าแต่ถ้าเป็นคำขอร้องของน้องชายเธอมันก็ยากที่จะปฏิเสธ

            ลิลิธเดินลงบันไดมาลูซี่กับลิลลี่ก็ถอนสายบัวให้เธอ

            “ “อรุณสวัสดิ์เพคะเจ้าหญิงลิลิธ” ”

            คนหนึ่งทำความเคารพอย่างสุภาพเรียบร้อยในขณะที่คนทำความเคารพอย่างกระตือรือร้น ลิลิธเหลือบมองลิลลี่แวบหนึ่งก่อนจะเดินผ่านเธอไป ลิลลี่รีบเดินตามเจ้าหญิงลิลิธไปอย่างร่าเริงในขณะที่ลูซี่ก็มองไล่หลังน้องสาวไปอย่างกังวล ในใจก็ภาวนาว่าขออย่าให้น้องสาวของเธอไปยั่วโมโหเจ้าหญิงเป็นอันขาด

             

            ที่ค่ายทหาร

            ขณะที่พวกทหารกำลังฝึกฝนอย่างเช่นทุกวัน ทหารทุกคนในไพร์ล็อกก็เหมือนกับทหารในเมืองอื่นๆ ฝากได้รับยุทโธปกรณ์แบบเดียวกันทั้งหมด ซึ่งทั้งสองอย่างก็ล้วนเป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์ทั้งสิ้น เมืองไพร์ล็อกจะมีทหารอยู่ประมาณ 800 คน ซึ่งจะแบ่งเป็น 8 กอง ซึ่งเวลาฝึกนั้นจะแยกย้ายกันไปฝึกในช่วงเช้าแล้วก็ฝึกทุกกองรวมกันในช่วงบ่าย

            “ตั้งโล่!!!”

            นายกองสั่งการทหารของตน เหล่าทหารทำการตั้งโล่ตามที่สั่งปนเกิดเป็นปราการเหล็กขนาดย่อม

            “แทงดาบ!!!”

            นายกองสั่งอีกครั้ง เหล่าทหารก็เปิดโล่ออกแล้วแทงดาบออกไป การเคลื่อนไหนของทุกคนพร้อมเพรียงกันบ่งบอกถึงการฝึกฝนมาอย่างดี การกระทำของพวกเขาอาจดูจะธรรมดาแต่แท้จริงแล้วพวกเขายังไม่ได้ทำการถ่ายพลังมานาเข้าไปในดาบกับโล่ที่เป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์

             ขณะที่พวกเขากำลังฝึกฝนในยามเช้าอยู่นั้น เจ้าหญิงลิลิธก็ปรากฏตัวขึ้นเดินผ่านผ่านทหารที่กำลังฝึก ในสายตาของเหล่าทหารทุกคนต่างมองเธอด้วยความเคารพยำเกรง สำเร็จสำหรับพวกเขาแล้วท่าทีเย็นชาของเจ้าหญิงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เธอดูน่ากลัวแต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เธอดูสง่างามยิ่งขึ้นทั้งยังเหมาะสมกับพลังที่เธอมี

            ทว่าเมื่อเจ้าหญิงลิลิธเดินผ่านไปเหล่าทหารกลับต้องตาถลนเมื่อพบว่ามีใครบางคนเดินตามเจ้งหญิงมา หูสุนัขของเธอตั้งหางส่ายไปมาสายตามองไปมาอย่างตื่นเต้น

            “เผ่ามาร?”

            ทหารคนหนึ่งเผลอพูดขึ้นเสียงฮือฮาก็เริ่มดังขึ้นในหมู่ทหาร แล้วก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ

            “เงียบ!!!”

            นายกองตระโกนสั่งเหล่าทหาร ทุกคนก็พากันเงียบทันทีแล้วนายกองก็วิ่งไปหาลิลิธ

            “เจ้าหญิงลิลิธขอรับ”

            ลิลิธหยุดเดินใช้หางตามองดูอีกฝ่ายโดยไม่พูดอะไร นายกองคนนั้นกลืนน้ำลายก่อนจะมองไปที่เด็กสาวเผ่ามารที่มองไปมองมาด้วยสายที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา

            “คือว่า... เด็กสาวเผ่ามารคนนี้...”

            “เธอมากับฉัน”

            “เอ๊ะ?”

            พูดจบลิลิธก็เดินจากไปโดยไม่สนนายกองที่ยืนงงคนนั้น จนเมื่อลิลิธเดินไปลับตาแล้วเขาก็พึมพำว่า

            “มากับเจ้าหญิง? พวกเผ่ามารเนี่ยนะ?”

             

            ลิลิธพาลิลลี่มาถึงพื้นที่หนึ่งในค่ายทหารพื้นที่ส่วนนี้มีคนฝึกอยู่แค่ไม่กี่คน พวกเขาเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นอัศวินฝึกหัด คนที่จะได้รับเลือกให้เป็นอัศวินฝึกหัดได้นั้นมีสองวิธีคือหนึ่งเป็นคนที่บารอนเอเดรียนเข้าตาหรือไม่ก็เป็นที่อัศวินเสนอเสนอให้บารอนโดยตรง กับสองคือเป็นพวกลูกหลานขุนนาง อัศวินฝึกหัดนั้นจะต้องฝึกหนักกว่าทหารของไพร์ล็อกมากทั้งยังต้องแบ่งวันไปฝึกเริ่มกับพวกทหาร แต่คนที่มีโอกาสได้ขึ้นเป็นอัศวินกลับมีน้อยมากโดยเฉพาะพวกลูกหลานขุนนาง ที่โดดเด่นที่สุดก็คือสองผู้ช่วยแม่ทัพอย่างออกัสกับไลลา ออกัสเป็นเป็นลูกชาวบ้านในเมืองไพรฺล็อกที่สมัครเป็นทหารแล้วดันไปเข้าตาบารอนเอเดรียน ส่วนไลลานั้นเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ถูกทิ้งไว้แล้วบารอนเก็บมาได้ขณะนำทหารไปฝึกการจัดกระบวนทัพที่นอกเมือง

            ทันทีที่ลิลิธเดินมาเหล่าอัศวินฝึกหัดหลายคนพากันหยุดมือแล้วมองมาที่เธอด้วยความเคารพ ลิลลี่พบเห็นคนสามคนที่ดูคุ้นตาคือไลลา มีเรีย และกิลเบิร์ต มีเรียรีบวิ่งมาหาลิลิธแล้วทาบฝ่ามือกับอกซ้ายค้อมตัวลง

            “อรุณสวัสเพคะเจ้าหญิงลิลิธ”

            ลิลิธพยักหน้าหนึ่งทีแล้วไม่พูดอะไรในขณะที่ลิลลี่มองมีเรียอย่างสนอกสนใจ กิลเบิร์ตมองลิลิธก่อนจะมองลิลลี่ เขานึกถึงเรื่องที่เขาคุยกับพ่อเมื่อคืนซึ่งเขาได้เล่าถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างมาร์ควิสเฟลิกซ์กับเออร์วินโดยมีลูกชายของมาร์ควิสเป็นต้นเหตุ เขาได้เล่าว่าตัวเขาโผล่เข้าไปในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยยังไง ซึ่งนั่นได้ทำให้พ่อของเขาพึงพอใจเป็นอย่างมาก ทว่ากิลเบิร์ตไม่ได้เล่าเรื่องที่ตนเข้าไปชวนเออร์วินคุยแล้วโดนสวมหมวกเสือผู้หญิงใส่แบบงงทำให้พ่อของเขาบ่นเสียดายที่กิลเบิร์ตไม่ใช้โอกาสนี้เข้าไปตีสนิทกับเจ้าชาย ซึ่งกิลเบิร์ตก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ไม่ได้พูดอะไร

            กิลเบิร์ตมองลิลลี่พลางคิดว่าจะใช้ประโยชน์จากเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์ตัวนี้ยังไงดี ลิลลี่ก็ชี้นิ้วมาที่เขาแล้วพูดว่า

            “อ๊ะ! นั่นมันเสือผู้หญิงนี่”

            กิลเบิร์ตตัวแข็งทื่อทันทีรับรู้ได้ถึงสายตาจากเหล่าอัศวินคนฝึกหัดคนอื่นๆ เขาหันไปมองลิลิธพบว่าเธอหยุดเดินแล้วเธอก็เหลือบมองมาที่เขา ก่อนจะหันไปถามลิลลี่ว่า

            “เธอรู้จักเขาเหรอ?”

            ลิลลี่พยักหน้าก่อนจะตอบว่า

            “รู้จักสิเจอกันเมื่อวาน เจ้าชายโรคจิตเป็นคนบอกเองว่าเขาเป็นเสือผู้หญิง”

            กิลเบิร์ตหัวใจหล่นวูบรีบเข้าไปแก้ตัวว่า

            “มะมะไม่ใช่นะครับเจ้าหญิงคือว่านั่นเป็นเรื่องเข้าใจผิดขอรับ”

            ลิลลี่ไม่สนใจกิลเบิร์ตเลยแม้แต่น้อยเธอเอะใจที่ลิลลี่เรียกน้องชายเธอมากกว่า

            “เธอเรียกน้องชายฉันว่าอะไรนะ?”

            ลิลลี่ตอบอย่างใสซื่อว่า

            “เจ้าชายโรคจิต”

            ลิลิธขมวดคิ้วถามกลับไปว่า

            “ทำไมเธอถึงเรียกเขาแบบนั้น”

            ลิลลี่ทำท่าทางนึกพลางพูดว่า

            “พอดูตอนเจอหน้ากันครั้งแรกเจ้าชายโรคจิตเคยขอดูร่างกายพวกลิลลี่น่ะ”

            “ขอดูร่างกาย?”

            “ใช่ อยู่มาดูร่างกายก็เลยเรียว่าไอ้โรคจิตต่อมาพอรู้ว่าเขาเป็นเจ้าชายก็เลยเรียกว่าเจ้าชายโรคจิต”

            ลิลิธที่ได้ฟังดังนั้นก็ก้มหน้านิ่งทันทีพร้อมกับพูดลอดไรฟันด้วยนำเสียงที่น่าขนลุกว่า

            “เออร์...วิน...”

            กระแสไฟฟ้าปรากฏขึ้นรอบกายเจ้าหญิงก่อนที่ร่างของลิลิธจะหายไปจากตรงนั้น เหล่าอัศวินต่างพากันมองด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ลิลลี่กับมีเรียมองการหายตัวไปของเจ้าหญิงลิลิธด้วยตาที่เป็นประกายโดยที่ไม่รู้เลยว่ามีใคบางคนที่ชะตากำลังจะถึงฆาต

             

            เนื่องจากว่าเมื่อวานเป็นวันออกกำลังกายวันนี้จึงเป็นวันเรียนหนังสือ ส่วนสถานที่เรียนนั้นยังคงเป็นที่หน้าบ้านของเจค และเป็นที่แน่นอนว่าเนียจะนั่งหน้าสุดส่วนเจคอันนาและจูนนั่งใกล้กันโดยมีอันนานั่งคั่นกลางระหว่างทั้งสองคนไว้ สิ่งที่เรียในวันนี้ก็คือเรื่องการหาร ขณะที่เออร์วินกำลังสอนอยู่นั้นเขาก็อุทานออกมา

            “เอ๊ะ?”

            แล้วก็มีกระแสไฟฟ้าปรากฏขึ้นที่ด้านหลังพวกของเจคก่อนจะตามมาด้วยเสียง

            “เปรี้ยง!!!”

            ทุกคนพากันสะดุ้งหันไปมองที่ด้านหลังพบเห็นเป็นเจ้าหญิงลิลิธที่ทุกคนเคยเห็นในวันนั้น ทว่าบรรยากาศที่เธอปล่อยออกมาวันนี้กลับชวนให้รู้สึกขนลุกขนพองอย่างบอกไม่ถูก กระแสไฟฟ้าลั่นเปรี๊ยะรอบตัวเธอพร้อมกับผมของเธอที่ปลิวสยาย ทุกคนในบริเวณนี้เว้นแต่เออร์วินกับเรเวนต่างก็รู้สึกเหมือนกับได้เห็นเพแห่งความตายก็ไม่ปาน

            เออร์วินมองลิลิธพลางยิ้มแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว

            “ท่านพี่ครับที่มาหานี่มีอะไรหรือ...”

            เออร์วินพูดยังไม่ทันจบคำลิลิธก็โผล่มายืนตรงหน้าพร้อมกับใช้มือจิกผมเขาให้เงยหน้าขึ้น ตอนนี้เออร์วินจึงได้เห็นว่าลิลิธมองมาที่ตนพร้อมกับรอยยิ้มประหารของเธอ เออร์วินเหงื่อตกทันทีถามตัวเองในใจว่า

            ‘นี่ตูเผลอไปทำอะไรผิดไปหรือเปล่าหว่า’

            เขากลืนน้ำลายลงคอก่อนจะถามว่า

            “เอ่อ... ท่านพี่ครับ...คือว่า...”

            “เดี๋ยวนี้เธอหัดทำตัวเป็นคนโรคจิตขอดูร่างกายผู้หญิงแล้วเหรอ”

            “เอ๊ะ?”

            เออร์วินรู้สึกสับสนงุนงงไม่เข้าใจว่าพี่สาวเขาพูดเรื่องอะไรเขาจำไม่ได้ว่าเคยไปทำตัวฌรคจิตแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไร ลิลิธพูดต่ออีกว่า

            “ไม่ต้องแก้ตัวหรอกเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์คนนั้นบอกพี่หมดแล้ว”

            ‘เด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์? พวกลูซี่เหรอ’

            พริบตานั้นก็พอเดาได้แล้วว่าอะไรเป็นอะไรรีบพูดว่า

            “มะมะไม่ใช่นะครับท่านพี่ เรื่องนี้ผมอธิบายได้” เออร์วินรีบพูดออกมาแต่เห็นว่าพี่สาวยังคงยิ้มประหารอยู่เขาจึงรีบ เขาจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากสาวใช้ส่วนตัว “จริงสิครับเรเวนพี่ท่านลองไปถามเธอก็...” เมื่อเออร์วินกรอกสายตาไปหาเรเวนกลับต้องอึ้งเมื่อพบว่าเธอเอาตื่นยืนก้มหน้าพลางใช้ปลายเท้าเขี่ยอะไรบางอย่างอยู่บนพื้น

            ‘ยัยคนทรยศ’

            เออร์วินพูดในใจก่อนก็รับรู้ได้ถึงกระแสไฟฟ้าที่ปรากฏขึ้นรอบตัว เขาหันสายตากลับมามองพี่สาวที่ยังคงมีรอยยิ้มประหาร ทันใดนั้นแสงไฟจากสายฟ้าก็สว่างวาบไปทั่วบริเวณพร้องกับเสียงดัง

            “เปรี้ยง!!!”

            และเสียงร้องดังว่า

            “เจี๊ยก!!!”

            พวกเจคในขณะนี้ลี้ภัยออกมานอกบริเวณนั้นพร้อมกับสวดภาวนาให้เออร์วินไปด้วยในตัว

             

            เวลาผ่านไปพักใหญ่ภายในบ้านของเจค เออร์วินที่ตอนนี้เพิ่มผ่านการชำระกายมาหมาดๆ เดินมานั่งลงที่โต๊ะโดยมีมีลิลิธนั่งอยู่ เรเวนเพียงยืนเงียบๆ ตรงมุมห้องโดยไม่พูดอะไร ส่วนพวกเจคกับคนอื่นๆ ไปรออยู่ข้างนอก

            “สรุปก็คือตตอนนั้นเธอต้องการประเมินสภาพรางกายของสามพี่น้องนั่นก็เลยขอดูร่างกายพวกเธอ แต่เด็กคนนั้นเข้าใจผิดกลับเรียกเธอว่าโรคจิตจนชินสินะ”

            เรเวนพูดพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนหวานพลางเอานิ้วจิ้มแก้มของเออร์วิน เออร์วินพยักหน้าก่อนจะตอบว่า

            “ครับพท่านพี่ตอนแรกที่ผมเจอพวกเธอนั้นสภาพอิดพอดีผมเห็นว่ามันไม่เสียหายอะไรก็เลยปล่อยเลยตามเลยน่ะครับ ว่าแต่ท่านพี่ไปได้ยินลิลลี่เรียกผมแบบนั้นได้ไงครับ”

            ลิลิธยังคงเอานิ้วออกจากแก้มของน้องชายพลางตอบว่า

            “พอดีพี่ได้ยินเด็กสาวเผ่ามารที่เธอฝากให้พี่ช่วยดูแลเรียกอัศวินฝึกหัดคนนึงว่าเสือผู้หญิง พี่ก็เลยถามด้วยความสงสัยเธอจึงตอบว่า เด็กคนนั้นจึงตอบว่าเธอเป็นคนเรียกน่ะ”

            เออร์วินนั่งนิ่งไปทันทีเพราะคนที่เขาจับเอาคำว่าเสือผู้หญิงไปครอบบนหัวนั้นก็มีแค่คนเดียวเท่านั้น แต่เออร์วินคล้ายได้ยินลิลิธเรียกอีกฝ่ายว่าเป็นอัศวินฝึกหัดคนหนึ่งคล้ายว่าเธอไม่รู้จักเขา เออร์วินจึงลองถามไปว่า

            “ท่านพี่รู้จักอัศวินฝึกหัดคนนั้นมั้ยครับ”

            ลิลิธส่ายหน้าพร้อมกับบอกว่า

            “ไม่รู้จัก”

            “แม้แต่ชื่อก็ไม่รู้เหรอครับ”

            “สำคัญด้วยหรือ?”

            เออร์วินถึงกับพูดไม่ออกกิลเบิร์ตได้รับการผลักดันจากพ่อให้เข้ารับการฝึกเพื่อเป็นอัศวินแท้จริงแล้วก็เพื่อสร้างโอกาสให้ได้ใกล้ชิดเจ้าหญิง แต่จนบัดนี้พี่สาวของเขากลับยังคงไม่รู้แม้แต่ชื่อของกิลเบิร์ต เออร์วินเอะใจอะไรบางอย่างหันไปถามรเวนที่ยืนอยู่ว่า

            “พี่สาวครับพอจะจำคนที่เราคุยด้วยเมื่อวานไดไหมครับ คนที่ผมสีทองๆ รวบไว้ด้านหลังที่ผมแกล้งบอกว่าเขาเป็นเสือผู้หญิงน่ะครับ”

            เรเวนมองหน้าเออร์วินก่อนจะตอบโดยไม่ต้องคิดว่า

            “จำได้อยู่ไอ้คนที่ขยะแขยงนั่นน่ะเหรอ”

            “น่าขยะแขยง?”

            “ก็จริงมั้ยล่ะเล่นจ้องมาแบบวางตาอย่างนั้นถ้าไม่เรียกว่าน่าขยะแขยงจะให้เรียกว่าอะไร”

            เออร์วินนิ่งไปพักหนึ่งเขาไม่นึกว่าเรเวนที่ดูไม่ค่อยใส่ใจจะรับรู้ได้ถึงสายตาของกิลเบิร์ตที่มองมาที่เธอด้วย เออร์วินถามไปอีกว่า

            “แล้วพี่สาวรู้ชื่อของเขามั้ยครับ”

            เรเวนตอบเพียงว่า

            “ไม่รู้”

            ไม่รู้ทำไมเออร์วินถึงได้รู้สึกสงสารกิลเบิร์ตขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก มุ่งหวังจะแต่งงานกับท่านพี่แต่ท่านพี่กลับจดจำอะไรเขาไม่ได้เลย พอเป็นผู้หญิงที่เขามีจิตปฏิพัทธ์ด้วยอย่างเรเวนก็กลับถูกมองว่าน่าขยะแขยงทั้งยังไม่รู้ชื่ออีก เออร์วินสังเกตได้จากท่าทีมั่นใจของกิลเบิร์ตก็พอเดาได้ว่าเจ้าตัวคงกำลังคิดว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวย โดยที่ไม่รู้เลยว่าความพยายามของนั้นไม่ได้คืบหน้าไปไหนเลย

            ‘กิลเบิร์ตผู้น่าสงสาร’

            เออร์วินรำพึงในใจก่อนจะถูกลิลิธถามว่า

            “นี่เธอกำลังสอนหนังสือพวกนั้นอยู่เหรอ”

            “ก็..ครับ ผมกำลังสอนหนังสือพวกเขาอยู่ครับ”

            ลิลิธนึกถึงเรื่องที่คุยกันตอนทานมื้อเย็นว่าพวกขุนนางได้เสนอให้มีการสร้างโรงเรียนกับโรงพยาบาลสำหรับสามัญชนขึ้น ตอนนั้นเธอแค่รับรู้แต่ไม่ได้ใส่ใจแต่พอได้มาเห็นน้องชายสอนหนังสือคนพวกนี้จึงถามไปว่า

            “ทำไมเธอไม่ให้พวกเขาไปเรียนที่โรงเรียนล่ะ”

            เออร์วินยิ้มแล้วตอบว่า

            “พอดีมีเรื่องบางอย่างที่ผมอยากสอนพวกเขาด้วยตัวเองน่ะครับ แล้วก็คิดว่าบางครั้งการได้สอนคนอื่นก็เหมือนเป็นการทบทวนความรู้ไปด้วยในตัวด้วยครับ”

            ลิลิธพยักหน้าเข้าใจแต่เออร์วินกลับถามว่า

            “ว่าแต่วันนี้ท่านพี่ไม่กลับไปฝึกเหรอครับ”

            “ม่ายอ่ะวันนี้พี่ตั้งใจว่าจะโดด นี่เออร์วินไหนๆ พี่ก็พังการสอนของเธอในวันนี้ไปแล้ววันนี้เราสองคนไปเดทกันมั้ย”

            “เอ๊ะ?”


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน