เท่าที่หลี่จินได้อ่านมาระบอบการปกครองเมืองย่อยคือการปกครองที่ไม่มีเ้าเมือง ซึ่งถ้าจะให้อธิบายอย่างแรกต้องรู้ก่อนว่าเมื่อจะจัดตั้งเมืองจะต้องมี4อย่าง
อันแรกทะเบียนประชน เป็สิ่งที่บันทึกข้อมูลของคนในเมืองโดยคนๆหนึ่งจะมีชื่ออยู่ในทะเบียนประชาชนในเมืองๆหนึ่งได้เท่านั้น ถ้าไปเมืองอื่นก็จะถือว่าเป็แค่ผู้อยู่อาศัยพักได้แค่โรงแรมเท่านั้นไม่สามารถสร้างบ้านได้
อย่างที่สองฝ่ายต่างๆแบบไม่ตายตัว เช่นฝ่ายก่อสร้าง ฝ่ายมิราสประเภทควบคุม ฝ่ายพัฒนาอาหารซึ่งเมืองหนึ่งต้องมีไม่ต่ำกว่า3ฝ่ายเรียกรวมว่าหัวเมือง
อย่างที่3สมาคมมิราส ที่จัดการมิราสเกี่ยวกับมิราส
อย่างที่4กองกำลัง เช่นสมาคอัคคีตระกูลหรือนิกาย
ใบอนุญาตที่ชิวเจินพูดคือใบที่คนจากตัวแทนฝ่ายทั้งหมดของเมืองจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เ้าของใบกระทำ และร้านค้าที่มีมันจะทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าร้านค้านี้ได้รับการยอมรับจากเมือง
ปกติจะใช้การขอคืนมากกว่ายึก ซึ่งการขอคืนเป็การที่หัวเมืองคิดว่าเ้าของในตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนจึงขอรับคืนมา
ไม่ค่อยมีผลกระทบมากนั้น แต่ถ้าถูกยึดคนจะเข้าใจว่าเขาคนนั้นไม่น่าเชื่อถือและรังเกรียจคนๆนั้น ซึ่งอาจจะทำให้ชีวิตจบสิ้นได้
หยิบะเิออกมาเตรียมเอาไว้เพราะการพูดแบบนี้ไม่ได้มาดีแน่นอน…
และแล้วประโยคต่อมาทำให้หลี่จินยืนยันความคิดของตัวเองได้
"แต่ถ้าข้าลองพูดให้เ้าบางนิดๆหน่อยๆ บางทีอาจจะช่วยเ้าได้" ชิวเจินพูดพร้อมกับเอือมมือไปจับมือของหลี่ซูหรง
หลี่ซูหรงรีบสะบัดมือของชิวเจินออกและตะคอกว่า "ชิวเจินอย่าให้มันมากเกินไปเป็เ้าเองสินะที่ทำให้มีการถอดใบอนุญาติของฉัน ไม่ใช้ว่านิสัยของเ้าจะไม่มีใครรู้"
เธอทั้งโกรธและกังวล แต่สิ่งที่เธอกังวลไม่ใชเื่ของเธอแต่เป็ของหลี่จินมากกว่า เธอกลัวว่าหลี่จินจะถูกคนอื่นๆเข้าใจผิดและดูถูกเขามากกว่าเก่า
เห็นสถานการณ์เริ่มตึงเครียดหลี่จินรีบเอาะเิมือออกมา พร้อมกับใช้มิราสเปิดะเิให้มีช่องว่างเทดินปืนออกประมาณ70เปอร์เซ็นแล้วอุดรูกลับไป
"ซูหรงเ้าอย่ามาพูดซี้ซั้ว! คิดว่าข้าเป็ใครกันข้าคือรองประธานสมาคมอัคคีสมาคมใหญ่
ของเมืองนี้!ถ้าเ้า้าพูดอะไรก็คิดดีๆ" ชิวเจินเริ่มวางอำนาจบาตรใหญ่
"เ้านี้มัน..." ในขณะที่หลี่ซูหรงกำลังจะะโด่าชิวเจินก็มีเสียงดังที่สนั่นเกิดขึ้น!
ตูม! เป็เสียงะเิที่หลี่จินโยนไปใส่รถม้าของชิวเจิน เหตุผลที่ทำแบบนี้ก็เพื่อหยุดสถานการณ์ที่ไม่ดีด้วยเหตุการณ์ที่วุ่นวาย!
ทำให้ตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่รีบเข้ามามุ่งดูและเข้าไปตรวจว่ามีคนได้รับาเ็หรือไม่…
ขณะเดียวกันชิวเจินรีบลุกขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียงะเิ! เพราะก่อนการะเิเขาไม่สามารถััได้ถึงการใช้มิราสแบบไหนเลยได้เลย
ทำให้เขาคิดว่าผู้ใช้มิราสระดับที่ระดับสูงกวาเขามากเป็คนใช้ ชิวเจินหันหน้าไปทางหลี่ซูหรงอย่างคาดไม่ถึง เขาไม่คิดว่าหลี่ซูหรงจะมีคนสนับสนุนที่อาจจะเป็ผู้ใช้มิราสระดับสูงแบบนี้!
ชิวเจินมองหน้าซูหรงอย่างเจ็บใจและเดินออกจากร้านพร้อมคนรับใช้อย่างรวดเร็ว ด้วยความกลัวจากนั้นก็ขี่ม้ากลับ...มาด้วยรถม้าหรูหราแต่กลับด้วยม้าเปล่า….
.........................................................
หลังจากสร้างเหตุการณ์วุ่นวายให้กับคนที่มาหาเื่แม่ของเขา หลี่จินก็กลับฐานที่อยู่ในป่าซูริน และเขาก็เริ่มสร้างปืนคาบศิลา ซึ่งมันไม่ยากเกินไปมี2ส่วนที่ต้องทำ หนึ่งคือโครงไม้ที่หลี่จินซื้อมา
อย่างที่2คือส่วนกลไกแบ่งออกเป็3อย่างคือ ไกปืนที่ใช้เหล็กที่มีคาร์บอนสูงมาทำ (ใส่ถ่านลงไปตอนหลอมเหล็กแทนได้เพราะถ่านประกอบด้วยคาร์บอนเป็ส่วนใหญ่)
หินเหล็กไฟที่เป็ตัวจุดประกายและอย่างสุดท้ายที่เปิดปิดเพื่อเชื่อมดินปืนกับส่วนกลไก...หลังจากออกแบบหลี่จินก็เริ่มสร้างมัน
อย่างแรกก็สร้างล่องตรงโครงไม้ซึ่งเอาไว้ใส่ลำกล้อง แต่อย่าพึ่งเชื่อมเพราะไม่งั้นมันจะลำบากตอนสร้างกลไก
ต่อมาสร้างกลไกให้สูงกว่าลำกล้องโดยให้ตัวกลไกส่งประกายไฟลงไปข้างล่างเพื่อจุดดินปืน อย่าลืมเจาะรูลำกล้องปืนเพื่อเป็ทางเชื่อม
เพราะความเชียวชาญของอีกความทรงจำในหัวไม่ถึง5นาทีก็สร้างเสร็จ ซึ่งต่อมาหลี่จินก็อยากที่จะลองความแรงของมัน เขาก็เดินลงไปข้างล่างเอาดินปืนมา1ถังเพื่อมาทดสอบทันที!
แต่เพราะนี้คือครั้งแรกมันก็ต้องบรรจุดินปืนบรรจุะุอย่างช้า แต่อย่าลืมห่อลูกเหล็กด้วยผ้าเพื่อให้มันแน่นไม่หลุดออกจากลำกล้องด้วย ซึ่งใช่ไม้ยาวดันให้มันสุดเพื่อให้มันติดกับดินปืน
บรรจุะุเสร็จเขาก็หาที่ยิงอย่างง่ายๆเลย ยิงใส่ต้นไม้นั้นแหละ! หลี่จินตั้งสมาธิซึ่งระหว่างนั้นอาการหลอนก็เกิดขึ้นและมันก็หนักด้วยเพราะความตื่นเต้นในการสร้างปืน
วางปืนลงบนปืนพร้อมด้วยตัวเองที่นั่งตามและเริ่มฆ่าศัตรูในหัวซ้ำๆ แต่ในเวลานั้นหลี่จินก็ต้องลุกขึ้นพรึบ! เขาใช้มือทุบขาแบบรัวๆบางครั้งก็ยกมือขึ้นมาตบหน้า
สาเหตุที่ต้องทำก็เพราะหลินฟานที่เขาเจอมากลับกำลังจะกลายเป็ตัวละครที่เป็ศตรูในหัวของเขาแทน แต่ก็ยังโชคดีที่เขาใช้ความเ็ปยับยั้งได้ทัน...
ส่ายหัวและหยิบปืนขึ้นมาใหม่และ...ยิง! ‘ครั้งนี้ราบรื่นแรงดีแหะ’ หลี่จินคิด
ปืนนี้แรงดันไม่ค่อยสูงมากคงเป็เพราะพลังแฝงในร่างกาย แต่ควันเยอะมากจริงๆใช้ไม่กี่สิบครั้งคงต้องเปลี่ยนลำกล้องเพราะเศษผงคาลำกล้อง แต่ก็น่ะอีกไม่นานเราคงไปปืนลูกโม่แทน…
เมื่อทราบความแรงของปืนแล้วหลี่จินก็กลับไปสิ่งต่างๆมีสร้างะเิมือ3ลูก ลูกเหล็ก20ลูก ผ้าห่อะุ แท่งที่เอาไว้อัดดินปืนที่พับเก็บได้และสุดท้ายที่บรรจุดินปืนซึ่งพกใส่กระเป้าใบเล็ก
ถ้าเกิดมองหลี่จินตอนนี้จะรู้ได้ทันทีว่าเขาแต่งตัวแปลกสุดๆ ชุดสีน้ำตาลกางเกงสีเดียวกันที่ดูสุภาพเรียบร้อบ แต่มีอะไรก็ไม่รู้ห้อยอยู่ข้างหลังกับลำตัวของเขา ถ้าใครมาคงต้องหัวเราะ แต่หลี่จินก็คงไม่สนใจอยู่ดี
หลังจากสร้างทุกอย่างครับสิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือการเคลียร์ปัญหาที่แม่ของเขาหลี่ซูหรงพบเจอ
"ตระกูลหลินสินะเพราะเป็คนจากเมืองหลักก็ตระกูลหลินก็น่าจะใหญ่มาก" หลี่จินพึมพำระหว่างเอาของใส่กระเป๋า
สาเหตุที่เขาคิดว่าหลินฟานเป็คนจากตระกูลหลินก็เพราะสิ่งที่เขาแนะนำหลินฟานไปมันเป็อะไรที่คนปกติน่าจะไม่ทำกัน
ก็นั่นมันทักษะที่ใช้เลื่อนระดับมิราสนี่นา ซึ่งการเลือนขั้นมิราสเนี่ยมันคือการสร้างทักษะที่จะทำให้ผู้ใช้มิราสข้ามเพดานระดับได้
เช่นคนที่มีมิราสประเภทควบคุมและใช้ไฟเมื่อควบคุมไฟให้ร้อนมากขึ้นเรื่อยๆอาจจะผ่านไปถึงระดับ2ได้ แต่จะข้ามระดับ2ไม่ได้จนกว่าจะหาทักษะใหม่มาใช้
เช่นอัดไฟเข้าด้วยกันจนเกิดะเิหรือบีบไฟเป็เชือก แม้มันจะฟังดูง่ายแต่คนในโลกนี้ส่วนใหญ่ไม่สิอาจจะทั้งหมดไม่ค่อยศึกษาวิทยาศาสตร์เลย
ผลที่ตามคือมันทำให้พวกเขาไม่ค่อยจะรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้มากนัก เพราะยิ่งระดับสูงก็ต้องใช้การประยุกต์ที่ซับซ้อนตามนั้นทำให้การเพิ่มระดับยิ่งยากเข้าไปใหญ่
แต่เมื่อหลี่จินบอกทักษะแบบนั้นหลินฟานกลับไม่ใอะไรเลย นั้นทำให้หลี่จินคิดว่าหลินฟานอาจจะเป็คนจากตระกูลหลินที่มาจากเมืองหลัก…
การเตรียมของใส่กระเป้าก็ใช้เวลานานพอสมควรถึงจะเสร็จ และเมื่อเสร็จแล้วหลี่จินก็เดินออกจากฐานพร้อมเดินกลับเมืองอารอนทันที
.........................................................
'โรงแรมซือหวาย...ถ้าจำไม่ผิดมันเป็โรงแรมที่ใหญ่มาก มีสาขามากมายทั่วอาจักรซือโตว่ และพวกเขาจะรับแขกเฉพาะแขกที่มีพิเศษเท่านั้น..ถ้าเราเข้าไปเลยมันจะเกิดเื่ขึ้นรึเปล่านะ...'
หลี่จินคิดไปคิดมาก็ถอนหายใจมันน่ารำคาญจริงๆเกี่ยวกับเื่นี้ แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากทำตัวเป็คนที่'พิเศษ'หรือถ้าจะให้พูดง่ายๆก็คือให้พนักงานเข้าใจผิดว่าเขาเป็ผู้ใช้มิราสระดับสูง...
หลี่จินคิดพร้อมกับเดินไปสักพักก็เห็นโรงแรมซือหวาย มันก็ใช้เวลานานพอสมควรในการมาที่นี้เนื่องจากโรงแรมนี้อยู่กลางเมือง…
ระหว่างทางเขากลับไปเห็นประกาศที่ติดในขอบถนนใจความว่า “ลัทธิหมางหลงประกาศากับโบสถ์เทพาหลังจากถูกซุ่มโจมตี!”
หลี่จินที่เห็นก็ออกวิ่งทันที! แต่ก็ต้องหยุดนิ่งเหมือนรูปปั้นในเวลาต่อมาเหตุการณ์นี้ทำให้คนที่อยู่บริเวณนั้นมองด้วยความสงสัย
แต่หลี่จินไม่สนใจเขายื่นนิ่งอยู่อย่างงั้น ’ทำไมล่ะ!..ทำไมต้องทำาด้วย...ทำไม!!!..มันต้องมีคนตายพวกมึงถึงจะพอใจ...’ หลี่จินพึมพำเสียงที่เบามากจนไม่มีใครได้ยิน
ลัทธิหมางหลงกับโบสถ์เทพามีความเชื่อต่างกันอันแรกเกลียดสงคารมแต่อันหลังกลับคิดว่าปัญญาบางอย่างมันแก้ได้ด้วยาเท่านั้น
การประกาศาแบบนี้มันจะเป็าขนาดใหญ่แน่เพราะมันจะลากทุกอาณาจักที่เชื่อในตัวมันเข้าร่วมด้วย
ถึงจะมีคนต่อต้านมันก็จะบอกว่าเป็ประสงค์จากเทพ...
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าๆๆๆๆ...ฉัน..ฉันมี...มีเป้าหมายใหม่แล้ว!! ฉันจะหยุดใอ้พวกนี้! ไอ้พวกที่ไม่สนใจชีวิต ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าๆๆ...” สติที่หลี่จินรักษาขาดออกในที่สุดทำให้เขาฉีกยิ้มและหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
โชคดีที่ไม่ค่อยมีใครอยู่ตรงนั้นมากนักไม่งั้นคงะโบอกว่าหลี่จินบ้าไปแล้วเพราะามันเกิดในนามของเทพสงคารมกับเซียนหมางหลง
เมื่อหัวเราะจนพอใจหลี่จินก็เปลี่ยนสีหน้าทันทีเร็วมากจนเหมือนกับการสวมหน้ากาก...หลี่จินรอจนน้ำตาแห้งและเขาก็เดินไปโรงแรมซือหวายต่อทันที ตอนนี้เขาไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับภาพหลอนแล้วเพราะความรู้สึกโกรธมันท่วมท้นจิตใจไปหมด...
เดินไปไม่นานก็เห็นหน้าโรงแรมเขาก็หยุดในที่ๆห่างจากโรงแรม100เมตร สูดลมหายใจเข้าลึกๆพร้อมกับเดินเข้าไปในโรงแรม…
ทีแรกก็คิดว่าจะมีคนเข้ามาพูดด้วยเพราะการแต่งตัวแปลกๆของเขา แต่กลับราบรื่นกว่าที่คิดเอาไว้เดินเข้าไปไม่มีใครห้าม แต่ก็ไม่มีใครสนใจด้วยหลี่จินเก็บสีหน้าสงสัยเอาไว้ในพลางเดินไปบันไดตามป้ายที่ติดเอาไว้ตามทาง
ขึ้นไปชั้นที่สองอย่างรวดเร็วและกำลังจะตามหาห้อง245 แต่ตอนนี้มันไม่จำเป็แล้วเพราะเขาเห็นความวุ่นวายหน้าห้องๆหนึ่งซึ่งมันคือห้อง245!
ขณะเดียวกันหน้าห้อง245…
"หลินฟานอย่าคิดว่าไม่มีใครรู้เกี่ยวกับเป้าหมายของเ้าในการมาทีนี้ในครั้ง แต่เ้าก็ไม่ควรมาแสดงออกอย่างชัดเจนโดยไม่สนใจหน้าตระกูลของพวกเรา เ้าอย่าลืมว่าเื่คราวก่อนมันยังไม่จบด้วยซ้ำ…"ชายที่อยู่ตรงหน้าหลินฟานพูดกับหลินฟานด้วยสีหน้าสงบ...