บทที่ 6 ทำเพื่อพี่ชาย
“งั้นเอาไว้ตอนกินข้าวดีไหม ฉันคิดว่าอาจารย์น่าจะกำลังมานะ” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับแสดงนาฬิกาที่ข้อมือให้คนอื่นๆได้เห็นอย่างแเี เขาทำท่าเหมือนกับว่าไม่ได้ตั้งใจ ทว่านาฬิกาเรือนหรูนี้ก็กระแทกเข้ากับตาของผู้ที่รู้จักมันเป็อย่างดี
อิมเงียบไป เธอมองนาฬิกานั้นด้วยความรู้สึกอิจฉา แม้ทุกคนจะรู้ว่าปลายฝนนั้นเป็ลูกเลี้ยงของนักธุรกิจที่ร่ำรวยคนหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครคิดว่านักธุรกิจคนนั้นจะร่ำรวยมากขนาดนี้
เมื่อได้มองเห็นของมีราคาที่มือของเขาแล้ว คนอื่นๆก็ไล่สังเกตใหม่จนได้พบว่าแม้แต่เครื่องแบบนักเรียนของเขาก็ยังมียี่ห้อที่คุ้นตาอยู่ด้วย ปกติแล้วแบรนด์นี้ไม่มีขายชุดนักเรียน นี่ก็แปลว่าเขาสั่งทำมันขึ้นมาแบบพิเศษ ไม่ว่าจะเสื้อ กางเกง หรือกระทั่งรองเท้า ทั้งตัวของเขาชุดนี้มีมูลค่าเกือบล้านแล้ว ไหนจะกระเป๋านักเรียนที่ดูจะเป็ราคาแพงที่สุดนี่อีก
ก่อนหน้านี้พวกเขาก็เคยเห็นว่าปลายฝนนั้นชอบซื้อของมีราคา ของกินจากร้านชื่อดังไปให้คีย์ ทว่าเขาก็คิดว่าอีกฝ่ายแค่อวดรวยเพื่อซ่อนปมของตนเองที่เป็แค่ลูกเลี้ยงเศรษฐี แต่ตอนนี้ไม่มีใครคิดเช่นนั้นอีกแล้ว
ต่อให้เป็ลูกเลี้ยง ถ้าเกิดได้รับการดูแลขนาดนี้ ลูกเลี้ยงแล้วอย่างไร? เอาพวกเราไปเลี้ยงด้วยอีกคนเถอะ!
“อิม?” ปลายฝนขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างประหลาดใจ เมื่อเห็นเพื่อนของตนเองยืนนิ่งเงียบอยู่ เขาส่งเสียงเรียก 2 ถึง 3 ครั้ง แต่เ้าตัวก็ยังเงียบอยู่ เขาจึงได้เพิ่มเสียงขึ้นอีกเล็กน้อยจนทำให้ทางนั้นได้สติกลับมา
“เอ่อ”
“งั้นตอนเที่ยงนะ” ปลายฝนยิ้มอย่างโล่งใจเมื่อเห็นเพื่อนหันมาสนใจตนเองแล้ว ท่าทางใสซื่อราวกับไม่ได้รับรู้ความรู้สึกของคนอื่นๆนั้นทำให้เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งรู้สึกสงสารขึ้นมา
เธอรู้ดีว่าอิมนั้นไม่ได้หวังดีกับปลายฝนจริงๆเลย ออกจะเหมือนไม่ชอบใจด้วยซ้ำ เมื่อครู่เธอก็เข้าใจว่าสายตาที่มองนั้นเป็อย่างไร นั่นไม่ใช่สายตาที่จะมองเพื่อนอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงได้เข้ามาแทรกบทสนทนาของทั้งสองคน
“ตอนเที่ยงจะไปไหนกันหรอ ให้ฉันไปด้วยสิ ฉันก็อยากเป็เพื่อนกับนายนะปลายฝน”
“เบล” ปลายฝนชะงักไป ก่อนที่ดวงตาของเขาจะมีน้ำคลอหน่วยเหมือนกับใและดีใจอย่างมาก เห็นภาพนั้น คนอื่นๆก็สงสารเด็กหนุ่มขึ้นมาทันที
“พวกเราก็ด้วยนะ” จาก 1 เป็ 2 เป็ 10 ตอนนี้ผู้คนต่างก็ห้อมล้อมปลายฝน แม้ว่าบางคนจะคิดเป็เพื่อนกับเขาจริงๆ แต่บางคนก็แค่อยากสนิทกับคนที่รวยๆเท่านั้น ปลายฝนนั้นยังมีทักษะในการมองดูคนอยู่ ดังนั้นจึงแยกแยะได้ว่าใครเข้าหาตนเองเพราะอะไร ถึงอย่างนั้นเขาก็เก็บเงียบไม่ได้แสดงอะไรออกมา เพียงแค่ส่งรอยยิ้มไปรอบๆและรับน้ำใจของผู้คนมาเท่านั้น
ตอนอยู่วงการบันเทิง เพื่อนๆที่ยิ้มให้กันมากมายเท่าไร ลับหลังก็ยิ่งพยายามแย่งชิงหน้าตากันมากเท่านั้น เขาชินแล้วกับอะไรแบบนี้ และไม่คิดว่ามันจะเป็เื่ผิดด้วย หากคบกันเพราะผลประโยชน์ เช่นนั้นก่อนจะเอาประโยชน์จากเขา เขาก็ขอเอาผลประโยชน์จากพวกนั้นมาก่อนแล้วกัน แต่ถ้าเขาไม่ได้อะไร อีกฝ่ายก็อย่าหวังจะได้อะไรไปจากเขา มันก็คือความสัมพันธ์ที่ต้องวิน-วินทั้งสองฝ่ายน่ะ
“มาทำอะไรหน้าห้องเรียนกัน เข้าเรียนได้แล้ว” ความวุ่นวายของเหล่านักเรียนในห้องอยู่ได้ไม่นาน ก่อนที่อาจารย์ประจำวิชาจะเดินมาถึงแล้วไล่ให้พวกเขาอยู่ในความสงบ อิมมองดูหลังของปลายฝนด้วยสายตาไม่พอใจ คีย์เองก็ยังเงียบจนตอนนี้ ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรกันแน่ แต่แน่นอนว่าสายตาของเขาได้มองเด็กหนุ่มที่น่ารำคาญคนนั้นเปลี่ยนไปแล้ว
ใช้เวลาเรียนวิชาแรกของวันอย่างสนุกสนาน อาจารย์เป็คนรุ่นใหม่ดังนั้นจึงมีไฟในการสอนและให้กิจกรรมกับเหล่านักเรียน ปลายฝนที่มักจะเงียบอยู่เสมอ วันนี้เขาก็ทำท่าทางให้อาจารย์สนใจและเรียกให้เขาตอบคำถามในบางครั้ง แม้จะยังมีท่าทางเขินอายและไม่มั่นใจ ทว่าเขาก็ตอบถูกทั้งหมด ดังนั้นจึงทำให้เพื่อนๆและอาจารย์เองรู้สึกประหลาดใจมาก
เพียงแค่การกลับมาเรียนวันแรกหลังจากที่หายไป 2 วัน เขาก็เปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ พออาจารย์ออกไป เพื่อนๆหลายคนก็เลยเข้ามารุมล้อมเขา ปลายฝนยังพูดเหมือนกับคนโง่ว่าที่ผ่านมาตัวเขานั้นไม่กล้าพอที่จะทำให้มันกลายเป็จุดเด่นเพราะไม่อยากไปเรียนต่างประเทศ
และใช่ ! มันคือคำโกหก
เขาแค่พูดเพื่อบอกคนอื่นๆว่าถ้าเขาเรียนเก่งเกินไป ที่บ้านของเขาอาจจะส่งเขาไปเรียนต่างประเทศก็ได้ และเขาไม่อยากจะไปเอาเสียเลย ดังนั้นจึงแกล้งว่าทำแค่พอผ่านเกณฑ์ แต่หลังจากได้คุยกับที่บ้านแล้ว ทางบ้านบอกว่าจะไม่ส่งเขาไปเรียนต่อต่างประเทศอีก หลังจากนี้ให้เขาตั้งใจเรียนเพื่อที่จะได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆในประเทศให้ได้แทน
คำพูดนี้เป็การอวดอ้างอย่างมาก ทว่าทุกคนที่ได้เห็นของบนตัวของเขาแล้วก็เชื่ออย่างสุดใจ ไม่มีใครคิดว่าเขาโกหกเลย แม้แต่อิมเองที่เป็เพื่อนสนิทก็ยังเชื่อ เธอรู้อยู่ลึกๆว่าเพื่อนชายของเธอคนนี้นั้นเป็คนฉลาดมากๆ เพียงแต่ที่ผ่านๆมาเธอแกล้งบอกให้เขาไปวุ่นวายกับคีย์จนทำให้ไม่สนใจเื่เรียน ดังนั้นเขาจึงตามการเรียนไม่ค่อยทันและทำได้แค่พอผ่านเกณฑ์เท่านั้น
“ปลายฝน ไปกันเถอะ” อิมมาเรียกให้คนที่อยู่ในวงล้อมของคนอื่นๆไปกันตนเอง ปลายฝนลังเลเล็กน้อยแต่ก็บอกขอตัวคนอื่นๆ การที่อิมเข้ามาแทรกอย่างเสียมารยาทนี้ทำให้หลายคนไม่ค่อยจะพอใจเท่าไรนัก พวกเขาเพิ่งรู้ว่าการคุยกับปลายฝนนั้นเป็อะไรที่ค่อนข้างสนุก เด็กหนุ่มนั้นเมื่อถูกแกล้งก็เขินอายอย่างน่ารัก เมื่อตอนที่เล่าเื่อะไรที่สนใจก็ยังพูดได้ค่อยข้างไหลรื่น
คีย์ที่เห็นทั้งสองเดินไป เขาก็ลุกตามมาอย่างเงียบๆ ตัวเขาเองก็มีเื่ที่จะคุยกับปลายฝนเหมือนกัน จากเดิมที่เขามีความคิดอยากจะเลิกกับอีกฝ่าย หลังจากที่สังเกตปลายฝนมาครึ่งวัน เขาก็ได้รู้ว่าตัวเองกำลังจะพลาดอะไรดีๆไปเสียแล้ว แน่นอนว่าเขาไม่ยินยอมแน่ๆ และในใจลึกๆก็ยังเชื่ออยู่ว่าอีกฝ่ายนั้นยังคงชอบเขาอยู่ ไม่อย่างนั้นจะทนตามตื้อเขามาตั้งนานได้ยังไง
อิมพาปลายฝนมาที่หลังอาคารเรียน เมื่อลับตาคนแล้วก็เลยพูดออกมา
“ปลายฝน เกิดอะไรขึ้นกับนายหรือเปล่า” เธอถามอย่างเป็ห่วง
“ไม่นะ มีอะไรหรือเปล่า” คนตัวเล็กเอียงคอถามอย่างน่ารัก แต่อิมไม่ได้หลงเสน่ห์นั้น เธอยิ่งไม่ชอบใจมากขึ้นไปอีก
“ถ้าไม่มีอะไร นายจะไปยุ่งกับคนพวกนั้นได้ยังไง ถ้าพวกเขารู้ว่านายเป็แค่กาฝากของบ้านคนรวย พวกเขาอาจจะล้อเลียนนายก็ได้นะ”
“กะ กาฝาก...” เมื่อได้ยินคำที่รุนแรง ปลายฝนก็แสร้งทำเป็หวาดกลัวและใ
“ใช่สิ แม้ว่าฉันจะไม่ได้คิดแบบนั้น แต่คนอื่นๆไม่เหมือนกันหรอกนะ พวกเขาอาจจะมองว่านายขายตัวเองให้กับพ่อบุญธรรมของนายก็ได้ ดูสินายน่ารักขนาดนี้ ถ้าเป็ลูกเลี้ยงคนอื่นๆเขาไม่มาซื้อของแพงๆอะไรให้นายหรอก แต่นี่มันแปลกมากเลย” อิมพูดขึ้น เธอไม่รู้ว่าพ่อบุญธรรมและแม่บุญธรรมของปลายฝนเสียไปแล้ว เมื่อได้ยินแบบนี้...ปลายฝนก็อยากจะหัวเราะออกมาจริงๆ
หากเป็เมื่อก่อน เขาจะต้องคิดมากและคิดไปว่าคนอื่นอาจจะคิดว่าเขามีความสัมพันธ์กับพี่ต้นหนาวก็ได้ เพราะตอนนี้เหลือเพียงแค่พี่ต้นหนาวที่เป็ผู้ปกครองของเขา หลังจากนั้นเขาก็ยิ่งตีตัวออกห่างอีกฝ่ายมากขึ้นไปอีก เหมือนกับว่าคำพูดของอิมนั้นเป็การเตือนเขาด้วยความหวังดี ทั้งที่จริงๆแล้วมันก็แค่ความ้าของผู้หญิงเลวคนหนึ่งที่อยากจะทำให้เขาซ่อนตัวอยู่ในเงาไปตลอด
“มะ ไม่หรอก ทุกคนจะคิดแบบนั้นได้ยังไง” แม้เขาจะรู้จุดประสงค์ดี แต่ปลายฝนก็ยังแสร้งใจดีสู้เสือ ทำเป็ว่าเชื่อใจคนอื่นๆมากๆ เมื่ออิมเห็นท่าทางเหมือนกับคนโง่ของอีกฝ่าย เธอก็อยากจะหัวเราะออกมา เธอรู้ว่าแผนการพูดเช่นนี้จะทำให้ปลายฝนหวาดกลัวได้ ผู้ชายคนนี้ไม่ชื่นชอบที่จะถูกตำหนิจริงๆ
“ทำไมจะไม่คิดกัน ขนาดฉันยังแอบได้ยินเลยนะ เมื่อครู่ตอนอยู่ในห้องเรียนน่ะ” อิมทำท่าเหมือนไม่อยากจะพูด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเตือนเพื่อนสนิทออกมา
“มะ มีคนพูดด้วยหรอ” ปลายฝนชะงักไป อิมพยักหน้าด้วยท่าทางจริงจัง
“ใช่ มีคนพูด และฉันก็เป็ห่วงนายมากนะ”
“ทำไมพวกเขาจึงคิดว่าฉันเป็แบบนั้นล่ะ ที่จริงแล้วของพวกนี้ก็เป็ที่พี่ชายซื้อไว้ให้เท่านั้นเอง”
“นั่นยิ่งน่ากลัวใหญ่ ถ้าเกิดว่าคนอื่นคิดว่านายอ่อยพี่ชายบุญธรรมของตัวเองเพื่อที่จะได้เงินเยอะๆล่ะ”
“แต่ แต่ว่าฉันยังไม่ได้ทำแบบนั้นเลยนะ พี่ชายก็ดีมากๆด้วย”
“นั่นแหละ ยิ่งพี่ชายนายดีมากเท่าไร นายจะยังอยากให้เขาเสียชื่อเสียงเพราะนายหรือไง? ดังนั้นฉันคิดว่านายควรจะคบกับคีย์ต่อเพื่อให้ทุกคนรู้ว่านายนั้นรักคีย์จริงๆ นอกจากนี้ก็พยายามอย่าใส่ของมีราคามาอีก แล้วก็นะ....ถ้านายไม่ไปสนิทกับคนอื่น คนอื่นๆก็จะไม่เห็นนายอยู่ในสายตา หลังจากนั้นพวกเขาก็จะไม่พูดอะไรเสียหายให้นายอีก” เดิมทีคีย์ที่กำลังจะเข้ามาห้ามไม่ให้อิมพูดจาไม่ดีกับปลายฝนอีกก็ได้ชะงักไป เขาได้รู้แผนการของอิมที่บอกให้ปลายฝนยังคบกับเขาต่อ ดังนั้นถ้ามันเป็ตามนั้นจริงๆ ทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้งโดยที่เขาไม่ต้องลงแรงทำอะไรเลย
“ฮึก ฮึก แต่พี่ชายน่ะไม่ชอบให้มีแฟนตอนเรียนนะ แล้วก็ฉันอยากแสดงออกให้พี่ชายรู้ว่าฉันรักพี่ชายเหมือนกัน ถ้าไม่ใส่ อึก ของที่พี่ให้....ไม่ไปสนิทกับพี่ ฮือ พี่ชายก็อาจจะเกลียดฉันเหมือนเดิม” ปลายฝนพูดไปก็เช็ดน้ำตาของตนเองไปอย่างคนอ่อนแอ
“นายต้องเสียสละเพื่อพี่ชายนายนะ นายเป็แค่ลูกบุญธรรมของบ้าน เป็แค่น้องชายที่พวกเขาเอ็นดู ชีวิตของนายดีมากเพราะพวกเขา ดังนั้นนายยังคิดจะทำลายชื่อเสียงของเขาอีกหรอ” อิมแตะที่ไหลของปลายฝนเหมือน้าปลอบประโลม ปลายฝนยังร้องไห้ไม่หยุด จนหมดเวลาพักเที่ยงจึงได้พากันเดินเข้าไปในห้อง
เด็กหนุ่มหลบหน้าหลบตาคนอื่นๆ แต่เขาก็ไม่อาจซ่อนดวงตาแดงก่ำของตนเองไว้ได้ตลอด ยิ่งเขาทำเหมือนไม่อยากจะคุยกับคนอื่นๆมากเท่าไร ผู้คนก็ยิ่งสงสัย สายตาของทุกคนมองไปยังอิมที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กับปลายฝนที่นั่งห่อไหล่ราวกับว่าโลกนี้มีเพียงลูกหมาตัวน้อยแบบเขาอยู่
ผู้คนมากมายสงสัย ทั้งยังนึกสงสารท่าทางเช่นนั้นอีกด้วย
เวลาผ่านไปจนถึงตอนเย็น ลุงกบมารับเขาอีกครั้ง ปลายฝนไม่ได้สดใสเหมือนกับตอนที่มา เขายกเข่าขึ้นมากอด ซบหน้าลงกับเข่าของตนเอง ซ่อนใบหน้าแดงก่ำเอาไว้ ท่าทางเหมือนกับถูกรังแกมาไม่มีผิด เห็นแบบนั้นแล้วลุงกบก็ชั่งใจเล็กน้อยก่อนจะส่งข้อความไปหาเชษที่เป็เหมือนคนดูแลทุกเื่ในบ้านให้คุณชายใหญ่ทันที
ติ้ง!!
เสียงข้อความดังขึ้นขณะที่กำลังประชุมงานใหญ่ของบริษัท ปัญหาในตอนนี้นั้นเป็ปัญหาในการนำเข้าสินค้าเหมือนเดิม ตอนนี้สินค้ามาถึงสนามบินแล้ว แต่กลับถูกจับตรวจทำให้การนำเข้าสินค้าล่าช้าไปอีก ใบหน้าของทุกคนเคร่งเครียดอย่างมากแล้ว พอได้ยินเสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นอย่างไม่รู้กาละเทศะ ทุกคนก็ชะงักไป ไม่แม้แต่คนเป็ประธานที่ยังรู้สึกไม่พอใจอีกด้วย
ติ้ง!
เชษสะดุ้งอีกครั้งด้วยความใ เขามองไปยังประธานอย่างรู้สึกผิด ก่อนจะกดเพื่อที่จะได้ปิดเสียงแจ้งเตือน ทว่าสายตาของเขาก็ดีมากพอที่จะเห็นข้อความที่แสดงขึ้นมา
- คุณชายน้อยกลับจากโรงเรียนแล้ว แต่ท่าทางเหมือนกับถูกรังแกมา –
- คุณชายร้องไห้ด้วย -
เมื่อเห็นข้อความนี้ เชษก็ลังเลเล็กน้อย ไม่ได้ปิดมันในทันที ทำให้คนเป็ประธานได้เห็นสีหน้านั้นของเขา
“มีอะไร” เสียงเย็นะเืของชายหนุ่มทำให้เชษสะดุ้งเฮือก
“มะ ไม่มีอะไรครับ” ท้ายที่สุดแล้ว เื่ของคุณชายรองก็ไม่น่าจะสำคัญเท่ากับงานส่งให้ลูกค้าที่กำลังจะถึงดิว อย่างไรก็ตามใบหน้าของต้นหนาวกลับยังเคร่งขรึม ดวงตาคมกดดันอยู่เงียบๆ จนในที่สุดเชษก็เปิดข้อความอีกครั้ง
“คุณชายรองดูเหมือนจะมีเื่ครับ” ต้นหนาวชะงักไปเมื่อได้ยินสิ่งนี้ ใบหน้าของเขาแสดงความกังวลออกมาอย่างชัดเจน ท่าทางไม่ได้ดุดัน แต่เป็ความกังวลที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
“พักการประชุมก่อน เชษให้คนไปสืบมาว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น” เขาไม่สนใจงานที่เสียหายอยู่ตอนนี้มากเท่ากับความรู้สึกของเด็กน้อยของเขาเลย เชษรับคำก่อนจะรีบเร่งให้คนไปสืบ ดีที่นาฬิกาที่ข้อมือของคุณชายรองนั้นเป็อันที่ประธานจอมเนี๊ยบของตนเองให้ติดเครื่องดักฟังเอาไว้ ดังนั้นลูกน้องของเขาจึงทำงานได้ง่ายขึ้น
ภายใน 5 นาที ก็ได้เื่มาแล้ว
“มีคลิปเสียงที่น่าจะเป็ต้นเหตุของวันนี้แล้วครับ”
“คลิปเสียง?”
“ครับ” เมื่อเชษพูดจบ ต้นหนาวก็ลุกขึ้นจากไป ทิ้งให้เหล่าผู้จัดการนั่งอยู่ในห้องถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก อย่างน้อยๆเวลาปะาของพวกเขาก็ยืดออกไปอีกหน่อย
ทางต้นหนาว เขาเดินมาก่อนจะรับโทรศัพท์ของเชษมาเปิดฟัง
คำพูดทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวัน รวมถึงเหตุผลที่ทำให้น้องชายของเขาต้องไปคบกับเด็กที่ชื่อคีย์ แถมยังตีตัวออกห่างจากเขาก็คาดเดาได้ไม่ยากแล้ว
“เด็กคนนี้” แม้ว่าจะเป็ห่วงอีกฝ่ายมาก ทว่าเขากลับรู้สึกอบอุ่นในหัวใจเหลือเกิน
เด็กโง่นั่นพยายามที่จะไม่ทำลายชื่อเสียงของเขาด้วยการทำแบบนี้งั้นหรอ? คิดว่าเขาเป็คนที่ต้องให้อีกฝ่ายมาปกป้องหรือไง
“เตรียมรถ ฉันจะกลับบ้าน” คำสั่งของคนเป็นายถือเป็ที่สุด แม้ว่าเชษจะอยากถามเหลือเกินว่าแล้วปัญหาที่กรมศุลกากรจะทำอย่างไร ทว่าเขาก็ไม่กล้าพูดออกมา
สำหรับประธานแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่บริษัทนี้ด้วยซ้ำ แต่เป็เด็กน้อยที่เขาเฝ้าดูการเติบโตของอีกฝ่ายมาโดยตลอดต่างหาก นอกจากนี้เชษก็ยังสงสารคุณชายรองมากอีกด้วย ตลอดเวลาที่ผ่านมาตัวเขาเองก็ยังคิดว่าอีกฝ่ายนั้นอยู่ในวัยต่อต้าน คุณชายซื้ออะไรให้ก็ใส่มันแต่อันที่ถูกที่สุดเหมือนพยายามท้าทายความโกรธของประธาน นอกจากนี้ยังไม่อยากพูดไม่อยากคุยกับประธาน เจอกันทีไรก็ทะเลาะวิวาททุกครั้งไป ทำตัวต่อต้านเหมือนเด็กเกเร แต่ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วคุณชายรองกลับอ่อนไหวขนาดนี้
ที่ผ่านมาไม่รู้ว่าเก็บอะไรไว้ในใจคนเดียวอยู่บ้าง ถ้าไม่ใช่วันนี้ลุงกบเอะใจแล้วส่งมาบอก คาดว่าพวกเขาคงไม่รู้ไปอีกนานเลย แล้วก็ปล่อยให้คุณชายตัวน้อยเก็บมันเอาไว้คนเดียวเหมือนกับที่ผ่านๆมา
…………………………………………….