ตอนที่ 12 เริ่มออดิชั่น (2)
แต่ตัวละครที่แทบจะรวมทุกความขัดแย้งไว้ในตัวเช่นนี้กลับมีบทพูดที่น้อยมาก เนื่องจากข้อจำกัดในด้านอัตลักษณ์ของเขา ความรู้สึกเกือบทั้งหมดจึงต้องให้นักแสดงถ่ายทอดออกมาทางสีหน้าเพียงเล็กน้อย หรือแม้กระทั่งแสดงออกมาทางสายตา เขาสามารถััได้ถึงความพยายามของนักแสดงที่มาออดิชั่นบทนี้ และมีหลายคนที่แสดงออกมาได้โดดเด่นมากจริงๆ ทว่าในใจก็มักจะมีเสียงหนึ่งบอกกับเขาว่า คนคนนี้เมื่อเทียบกับม่อยวนแล้วขาดอะไรไปบ้าง ตรงส่วนที่ขาดไปนี้มักทำให้เขาไม่พอใจ ซึ่ง 'ความไม่พอใจ' เล็กๆ แค่นี้นี่ละที่ทำให้เขาค้านเสียงทุกคน จัดการออดิชั่นรอบที่สองขึ้นมา
แต่ในใจเขารู้ดีว่า ที่เซียวหลินพูดมานั้นมีเหตุผล ละครเื่นี้ไม่สามารถยืดเยื้อต่อไปได้อีกแล้ว
จะต้องรีบถ่ายทำให้เร็วที่สุด
หลี่อวิ๋นเอามือปัดผมที่ยุ่งเหยิงอย่างกระวนกระวาย แล้วมองไปทางเซียวหลินด้วยแววตาแฝงความคาดหวัง “ข้างนอกยังเหลืออีกกี่คน”
เซียวหลินเปิดดูข้อมูลในมือ เงยหน้ามองเขาด้วยสายตาเวทนา “ยังเหลืออีกหกคน มีแค่คนเดียวที่ตัวสูง รูปร่างหน้าตาก็ตรงตามมาตรฐานของคุณ แต่แทบจะเป็มือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์การแสดง เขาชื่อ...อืม...มู่ชิง”
หลี่อวิ๋นได้ยินแล้วก็รู้สึกผิดหวังอย่างหนักทันที ทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างเศร้าซึม โบกมือเรียกผู้ช่วยอย่างไร้กำลัง “ไปเรียกมู่ชิงนั่นเข้ามาดูหน่อย คนอื่นๆ...พอแล้ว”
หลังจากรับเอกสารข้อมูลของมู่ชิงมาจากมือของเซียวหลินแล้ว เขาก็ถอนหายใจยาวๆ “คุณพูดถูก พวกเราไม่ควรยืดเยื้ออีกแล้ว ถ้าไม่ไหวจริงๆ ตัวละครนี้ก็...เลือกสักคนจากที่มาออดิชั่นครั้งก่อนแล้วกัน...”
เซียวหลินเห็นใบหน้าห่อเหี่ยวของหลี่อวิ๋น เขาขยับริมฝีปากคิดจะพูดแต่ก็หยุดชะงักไป สุดท้ายจึงได้แต่ถอนหายใจ แล้วกล่าวเบาๆ ว่า “ครับ”
ตอนที่มู่ชิงเดินเข้ามา หลี่อวิ๋นก็ตะลึงงันอย่างไม่ทันตั้งตัว...แม้ตอนที่ดูรูปถ่ายจะรู้ว่าหน้าใหม่คนนี้หน้าตาไม่เลว แต่พอตัวจริงมาปรากฏอยู่ตรงหน้า หลี่อวิ๋นที่เห็นหนุ่มหล่อสาวสวยในวงการจนชินตาแล้วก็ยังต้องรู้สึกเกินความคาดหมาย
เขาเผลอเทียบรูปถ่ายในมือครู่หนึ่ง ก่อนจะพบกับสิ่งที่ทำให้พูดไม่ออก คิดไม่ถึงว่าที่แท้แล้วรูปถ่ายก็สามารถบิดเบือนจนเหมือนกับเป็คนละคนได้...
หลังจากดูมู่ชิงแนะนำตัวอย่างเคอะเขิน และมายืนอยู่ตรงหน้าตนด้วยใบหน้ายิ้มน้อยๆ แล้ว ในใจหลี่อวิ๋นก็เกิดความคาดหวังขึ้นมาเล็กน้อยอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขาค่อยๆ ขยับมานั่งตัวตรง อารมณ์บนใบหน้าเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมขึ้นมา “เริ่มเลย”
ฉากที่เลือกจากข้อมูลออดิชั่นคือฉากที่นางเอกลงเขาตามลำพัง ก่อนถูกพรรคมารจับตัวโดยไม่ทันระวัง ขณะที่นางหนีออกมาตอนกลางคืน บังเอิญพบกับม่อยวนที่ได้รับคำสั่งให้พาลูกน้องไปฆ่าล้างตระกูล
นางเอกหลบอยู่หลังูเาจำลองในลานบ้านแต่กลับถูกม่อยวนพบเข้า จากนั้นม่อยวนก็ปกปิดร่องรอยของนางเอกต่อหน้ากลุ่มคน
ในฉากนี้ ม่อยวนต้องแสดงออกถึงความโเี้อำมหิตตอนฆ่าคน และยังต้องแสดงถึงอารมณ์รักลึกซึ้งที่มีต่อนางเอก แต่ในหนังสือบรรยายถึงเขาอย่างเรียบง่ายเพียงสี่พยางค์ว่า ‘สงบเยือกเย็น’ บทพูดตลอดทั้งฉากของเขามีแค่ออกคำสั่งฆ่าล้างตระกูลเพียงประโยคเดียวเท่านั้น ซึ่งนักแสดงจะต้องอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับตัวละครแล้วแสดงออกมาอย่างอิสระ
มู่ชิงก้มศีรษะเป็เชิงขอโทษหลี่อวิ๋นก่อน จากนั้นหมุนกายเดินไปยืนหันหน้าเข้าหาประตู หนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาที...สิบกว่าวินาทีผ่านไป เงาหลังของเขาในสายตาทุกคนก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย
แม้ว่าคนจะยังเป็คนเดิม แต่ทุกคนกลับรู้สึกว่าเงาร่างนั้นดูเหมือนจะเอื้อมมือไปถึง แต่ก็เหมือนไกลออกไปพันลี้[1] เขายืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ราวกับตัดขาดจากเสียงรบกวนของโลกภายนอก นั่นคือความโดดเดี่ยวจากก้นบึ้ง ที่ตัดขาดจากฝูงชนกระทั่งอยู่ในห้องที่แออัด
ภายในห้องเงียบสงัดจนหากแม้แต่เข็มตกลงบนพื้นก็ยังได้ยินเสียง หลี่อวิ๋นลืมทุกสิ่งรอบด้านไปหมดั้แ่แรกแล้ว สองตาของเขาจับจ้องไปยังเงาร่างตรงหน้า ในหูคล้ายกับได้ยินเพียงเสียงหัวใจเต้นของตนเอง เวลาอาจจะผ่านไปเนิ่นนาน หรือแม้แต่ไม่เพียงกี่วินาที ในที่สุดเงาร่างซึ่งราวกับยืนอยู่ในยุคโบราณก็ขยับตัวเล็กน้อย เขาหมุนกายหันมาอย่างเงียบเชียบ ชูมือขวาขึ้นแล้วผ่อนลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินไปหากลุ่มคนอย่างเชื่องช้า
เชิงอรรถ
^ ลี้ หรือหลี่ ในสำเนียงจีนกลาง เป็นหน่วยวัดความยาวของจีนโบราณ 1 ลี้มีค่าเท่ากับ 500 เมตร