บทที่ 1 เกือบตายั้แ่เริ่มต้น (รีไรต์)
ฉินเยาเยากำลังตื่นตระหนก
ในฐานะแพทย์ทหารระดับท็อปของยุคปัจจุบัน ฉินเยาเยากลับทะลุมิติมาอยู่ในท้องของหญิงชาวนาในแคว้นต้าหนิง
แล้วเหตุใดนางถึงตื่นตระหนกงั้นหรือ
ก็เพราะท่านแม่ของนางกำลังคลอดยากอย่างไรละ!
ไม่สิ พูดให้ถูกคือมันเกินกว่าคำว่าคลอดยากไปแล้ว
นางอุ้มท้องฉินเยาเยาได้เพียงเจ็ดเดือน แต่ในระหว่างถูกไล่ล่า นางดันวิ่งเร็วเกินไปจนสะดุดล้ม ดูเหมือนว่านางจะ…จะไม่มีลมหายใจแล้ว
เื่นี้ทำเอาฉินเยาเยาอดไม่ได้ที่จะตำหนิท่านพ่อที่ยังไม่เคยเห็นหน้าคร่าตา
ไม่รู้หรืออย่างไรว่านางท้องโย้ขนาดนี้แล้ว
อุ้มนางวิ่งไม่ได้หรือไง เหตุใดถึงปล่อยให้หญิงท้องแก่ต้องวิ่งหนีเอาตัวรอดคนเดียวแบบนี้!
แต่ตอนนี้ ฉินเยาเยาก็ไม่มีเวลามาบ่นเื่ท่านพ่อผู้ไร้ประโยชน์ไม่น่าเชื่อถือคนนั้นแล้ว
สิ่งเดียวที่ฉินเยาเยาทำได้ตอนนี้คือใช้แรงทั้งหมดที่มี เพื่อช่วยเหลือตัวเองในพื้นที่แคบ ๆ แห่งนี้
ฉินเยาเยารู้ว่าสถานที่ที่นางอยู่ตอนนี้เรียกว่าแคว้นต้าหนิง เป็พื้นที่ที่เกิดภัยแล้งติดต่อกันมาสามปีแล้ว ชาวหนานหมานฉวยโอกาสนี้บุกโจมตีแคว้นต้าหนิง พรมแดนก็ถูกยึดครอง พวกเขาที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนจึงได้แต่พาครอบครัวระหกระเหินไปยังเมืองหลวง หวังจะไปพึ่งพาญาติที่นั่น
ระหว่างทาง สวี่ซิ่วอิงที่ท้องแก่ต้องลากพี่ชายสองคนของนางหนีเอาชีวิตรอด มันเป็การหนีตายอย่างแท้จริง เพราะมีทหารไล่ตามมาไม่หยุด ระดับความอันตรายนั้น แม้แต่ฉินเยาเยาที่อยู่ในท้องก็ยังรู้สึกได้
ชาติก่อนฉินเยาเยาเป็เด็กกำพร้า พูดให้ถูกคือเด็กเร่ร่อน
นางจึงไม่เคยััถึงความอบอุ่นของครอบครัว พอมีโอกาสครั้งนี้นางจึงอยากจะคว้าความอบอุ่นในชาตินี้ไว้
‘ท่านแม่ต้องเข้มแข็งไว้ ข้ายังไม่ได้เจอหน้าท่านเลย’
ฉินเยาเยาะโถึงแม่ที่ยังไม่เคยพบหน้า พร้อมกับแกว่งแขนและขาเล็ก ๆ สุดกำลัง ในที่สุดด้วยความพยายามของนางก็ประสบผลสำเร็จ นางก็ได้ยินเสียง ‘โผละ’ ดังขึ้นข้างหู
น้ำคร่ำแตกแล้ว!
ขณะเดียวกันนางก็ได้ยินเสียงะโด้วยความยินดี “สะใภ้สี่ฟื้นแล้ว!”
ได้ยินดังนั้น แม่เฒ่าฉินก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ฟื้นแล้วก็ดี!”
แต่แล้วสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันทีเมื่อเห็น่ล่างของสวี่ซิ่วอิง
“ไม่ดีแล้ว! สะใภ้สี่น้ำคร่ำแตกแล้ว!”
ความกังวลใจที่เพิ่งจะจางหายไปก็กลับมาอีกครั้ง
เมื่อเห็นดังนั้น แม่เฒ่าฉินจึงไม่สนใจสิ่งอื่น รีบสั่งการทันที
“สะใภ้รอง สะใภ้สาม มาช่วยกันตรงนี้ที! ส่วนคนอื่น ๆ หันหลังไป!”
“สะใภ้สี่เพื่อตัวเ้าเองและลูกของเ้า เ้าต้องเข้มแข็งไว้!”
แม่เฒ่าฉินกดหน้าท้องของสวี่ซิ่วอิงค่อย ๆ ช่วยให้นางเบ่งเด็กน้อยออกมา พร้อมกับให้กำลังใจนางไปด้วย ทันใดนั้นฉินเหล่าซานก็ะโขึ้นว่า
“ท่านแม่! ทหารตามมาแล้ว!”
เสียงฝีเท้าม้าดังมาแต่ไกล ทำให้ทุกคนในตระกูลฉินใกลัว
“ท่านแม่ พวกเราหนีกันเถอะ!” เฝิงเสี่ยวฮวา สะใภ้รองรีบลุกขึ้นยืนะโบอกแม่เฒ่าฉิน ร่างกายของนางขยับออกไปด้านนอกอย่างช้า ๆ
นางไม่สามารถทิ้งสะใภ้ที่กำลังจะคลอดลูกบนหลังม้าได้ แต่ก็ไม่สามารถปล่อยให้คนอื่น ๆ ตกอยู่ในอันตราย นางจึงเอ่ยเสียงเข้มว่า
“เหล่าซื่ออยู่ต่อ ที่เหลือไปเร็ว!”
“จะไปก็ไปด้วยกัน!”
“พวกเราจะอยู่กับท่าน”
ทุกคนไม่เห็นด้วยที่จะทิ้งแม่เฒ่าฉินและสะใภ้สี่ ยกเว้นแต่สะใภ้รอง
เมื่อเห็นว่าทุกคนยืนกรานจะไม่ไปไหน แม่เฒ่าฉินก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง พลางให้กำลังใจลูกสะใภ้ไปด้วย อีกมือก็ออกแรงกดที่ท้องของลูกสะใภ้มากขึ้น
“สะใภ้สี่ อดทนหน่อย ออกแรงเบ่งให้สุดแรง เมื่อเสี่ยวชีเป่าออกมา พวกเราจะพาเ้าเด็กน้อยหนีไปด้วยกัน!”
คำพูดของแม่เฒ่าฉินอาจจะได้ผล สวี่ซิ่วอิงกัดฟันข่มความเ็ปไว้ และออกแรงเบ่งอย่างเต็มที่
เ้าตัวน้อยในท้องของสวี่ซิ่วอิงก็ขยับตัว พยายามออกมาดูโลกภายนอก
ฉินเยาเยาก็ได้ยินเสียงข้างนอกเช่นกัน ยามคับขันแบบนี้ คนตระกูลฉินต่างก็ร่วมใจกันอย่างไม่ทอดทิ้ง นางชอบครอบครัวนี้จริง ๆ
สองแม่ลูกช่วยกันออกแรง ฉินเยาเยาจึงคลอดออกมาได้อย่างปลอดภัย
“เร็ว ๆ คลอดแล้ว ๆ”
สวี่ซิ่วอิงไม่คิดว่าจะคลอดเร็วขนาดนี้ พลันรีบถอดเสื้อคลุมของตัวเองออกมาห่อตัวฉินเยาเยาเอาไว้โดยไม่ทันได้ดูว่าเป็ชายหรือหญิง
แม่เฒ่าฉินจัดเสื้อผ้าของสวี่ซิ่วอิงให้เรียบร้อย แล้วเรียกฉินเหล่าซื่อให้มาแบกสวี่ซิ่วอิงไว้บนหลัง
แม่เฒ่าฉินมองไปที่พวกทหารที่อยู่ไม่ไกล พลางะโเสียงดังว่า
“หนี!”
สำหรับการจัดการของ์ ฉินเยาเยารู้สึกว่านางพอใจมาก
เพียงแต่ตอนนี้นางรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว เพิ่งออกมาจากท้องแม่ยังไม่ทันได้เห็นโลก ก็ถูกห่อด้วยเสื้อผ้าที่ทั้งสกปรกและเหม็นจนนางอยากจะอาเจียน
ที่สำคัญคือสายสะดือของนางยังติดอยู่กับรก ถูกห่อรวมกันไว้ทั้งอย่างนั้น ร่างกายเต็มไปด้วยคราบเืเหนียวเหนอะหนะ แถมยังถูกห่อด้วยเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่ออีก
กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของเหงื่อไคลผสมกับกลิ่นคาวเื ทำเอาฉินเยาเยาแทบสิ้นสติอยู่ตรงนั้น
‘แล้วนี่...ป้าสะใภ้สาม ท่านเหลือบมองข้าสักหน่อยได้หรือไม่ รู้ตัวเสียหน่อยว่าท่านอุ้มข้ากลับหัวอยู่’
โชคดีที่ระหว่างที่พวกเขากำลังวิ่งหนีอยู่นั้น เสื้อผ้าที่ห่อตัวฉินเยาเยาเอาไว้เกิดคลายตัวออก ทำให้ศีรษะน้อย ๆ ของนางโผล่ออกมาได้ นางจึงรอดพ้นจากการสิ้นชีพเพราะขาดอากาศหายใจไปอย่างหวุดหวิด
‘ขอบคุณป้าสะใภ้สามจริง ๆ ที่ไม่ได้ห่อตัวข้าไว้แน่นเกินไป ไม่เช่นนั้นข้าคงได้ตายเพราะขาดอากาศหายใจไปแล้ว’
ฉินเยาเยารีบร้องเสียงลั่นทันที
มันคือการเอาชีวิตรอดชัด ๆ นอกจากจะช่วยเปิดทางเดินหายใจให้โล่งแล้ว นางยังหวังว่าเสียงร้องไห้ของนางจะช่วยเตือนสติป้าสะใภ้สามที่ไม่ทันระวังตัว ให้รู้ว่านางกำลัง...อุ้มตนเองกลับหัวอยู่
การที่ต้องถูกห้อยหัวแบบนี้มันทรมานนะ!
ทันทีที่ฉินเยาเยาร้องไห้ออกมา ก็มีเสียงคำรามดังกึกก้องข้างหู “รีบไปเร็ว!”
ต่อด้วยเสียงคำรามของผู้ชายในตระกูลฉิน
“วิ่งไปข้างหน้าให้สุดแรง อย่าหันหลังกลับไปมอง!”
ฉินเยาเยาถูกกอดประคองเอาไว้ในอ้อมแขน ตัวนางถูกจับห้อยหัวลง เมื่อมองจากมุมนี้ นางเห็นว่ากองทัพทหารม้าของพวกหนานหมานอยู่ห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งลี้*[1]แล้ว แม่เฒ่าฉินและคนอื่น ๆ ในตระกูลฉินต่างก็พยายามส่งเด็ก ๆ และผู้หญิงให้ไปข้างหลัง ส่วนพวกเขาก็ถือมีดสับฟืน ไม้คาน และข้าวของต่าง ๆ เป็อาวุธป้องกัน ยืนขวางเอาไว้เบื้องหน้า
เหล่าบุรุษของตระกูลฉินต่างชูอาวุธในมือ ยืนเรียงแถวเป็กำแพงเหล็กที่แข็งแกร่งดุจดั่งขุนเขา คุ้มครองครอบครัวของตนที่อยู่ด้านหลัง
“ท่านย่า!”
“ท่านพ่อ!”
“ท่านพ่อขอรับ!”
สมาชิกตระกูลฉินที่วิ่งหนีไปก่อนหน้าต่างก็หยุดฝีเท้าลงทันที พวกเขาวิ่งกลับมาอย่างไม่คิดชีวิต
ในใจของพวกเขามีเพียงความคิดเดียว นั่นคือการยอมตายไปด้วยกัน
ฉินลิ่งอวี่หลานชายคนโตของตระกูลฉินเก็บท่อนไม้ใหญ่เท่าข้อมือได้จากข้างทาง แล้วถือมันไว้ด้านหน้า จ้องมองทหารม้าของพวกหนานหมานที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ด้วยความโกรธแค้น
ส่วนสวี่ซิ่วอิงนั้น ร่างกายอ่อนแอเกินไป นางจึงหมดสติไปนานแล้ว
ฉินเยาเยาโดนอุ้มและวิ่งอย่างรวดเร็ว ศีรษะเล็ก ๆ ของนางสั่นไปมาไม่หยุด จนกระทั่งรู้สึกเวียนศีรษะไปหมด
เห็นภาพแบบนี้ แม้แต่ในใจของฉินเยาเยาเองก็ร้อนรุ่มไม่แพ้กัน ทว่าร่างกายของนางนั้นเพิ่งจะลืมตาดูโลก ยังขยับเขยื้อนร่างกายไม่ได้ แม้ใจอยากจะช่วยเหลือแต่ก็ทำได้เพียงมองดูแค่นั้น
‘หรือว่าชีวิตนี้ของข้าจะจบลงั้แ่เพิ่งเริ่มต้น’
์ท่านเล่นตลกแบบนี้ไม่ได้นะ!
ถ้าตอนนี้เกิดแผ่นดินไหว สั่นะเืจนเกิดหลุมลึก ฝังกลบพวกมันไปให้หมดก็ดีสิ
ฉินเยาเยาคิดในใจ
ในขณะที่คนอื่นในตระกูลฉินกำลังคิดว่าคงไม่รอดแล้ว ทันใดนั้นพื้นดินก็เริ่มสั่นะเื ก้อนหินขนาดั์บนูเาทั้งสองข้างไหลลงมา ถนนหนทางก็แตกออกเป็ช่องขนาดใหญ่
ทหารม้าที่กำลังกวัดแกว่งดาบเข้ามา ในตอนที่พวกเขาอยู่ห่างจากครอบครัวตระกูลฉินไม่ไกล พวกเขาก็ถูกช่องที่แตกออกอย่างกะทันหันบนพื้นดิน กลืนกินไปจนหมดสิ้น
ก้อนกรวดและทรายบริเวณรอยแยกไหลลงมา ฝังกลบพวกทหารไว้ทั้งหมด เหล่าทหารม้าหลายร้อยนายไม่มีใครรอดชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว!
การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันนี้ ทำให้ทุกคนตกตะลึง พวกเขายืนนิ่งอยู่กับที่ จนรู้สึกเริ่มหายใจลำบาก เพราะความตื่นตะลึง
‘อะไรกัน ขอแบบนี้ก็ให้จริงหรือ’
‘ถ้าอย่างนั้นข้าก็ขอให้ตัวข้างดงามราวกับดอกไม้ ให้ใครต่อใครหลงใหล พร้อมทั้งมากด้วยเงินทองใช้เท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมดด้วยเถิด!’
[1] เป็หน่วยวัดของจีนมีความยาวเท่ากับ 500 เมตร