ชายคนหนึ่งเฝ้ามองฝูงสควิดเดอร์อยู่ห่างๆ เขาเฝ้ามองมันเติบโตและขยายพันธุ์อย่างไม่หยุดหย่อน โดยที่พวกมันนั้นไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิด ว่าสัญชาตญาณการดำรงอยู่ของมันเบียดเบียนระบบนิเวศแค่ไหน
ธรรมชาติของสควิดเดอร์นั้นมีหนวดคล้ายปลาหมึก หากแต่ไม่เพียงแค่อยู่ในน้ำ แต่มันยังขึ้นมาเดินบนบกได้ด้วยการเคลื่อนไหวคล้ายแมงมุม
อาหารโปรดของมันนอกจากสัตว์และมอนสเตอร์เล็กๆที่ใกล้สูญพันธุ์ก็คือสัตว์เลี้ยงที่ชาวบ้านอุตส่าห์เพาะฟาร์มอย่างดี แต่มันยังไม่วายบุกเข้ามาในยามวิกาลเพื่อขโมยกลับลงไปยังรังใต้น้ำของมัน
นอกจากนี้ยังเคยมีบันทึกไว้ว่าเคยมีผู้พบว่ามีศพของเด็กเล็กที่เคยถูกแจ้งว่าสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยจำนวนหนึ่ง ถูกพบเจอที่รังของสควิดเดอร์อีกด้วย
ชายที่คอยเฝ้าจับตาผู้นั้น ไม่สามารถทนการรุกรานของมอนสเตอร์ประเภทนี้ได้อีกต่อไป ยิ่งมันแพร่พันธุ์มากเกินไป รังแต่จะทำให้ระบบนิเวศเสีย และเพิ่มปัญหาให้กับมนุษย์มากขึ้น เขาจึงขออนุญาตไปยังหน่วยงานรักษาระบบนิเวศเมืองเฮเลน่า เพื่อให้ออกหมายเกี่ยวกับภารกิจลดจำนวนของสควิดเดอร์ลงโดยด่วน ก่อนที่มันจะกระทบกระเทือนมากไปกว่านี้
และนี่คือส่วนหนึ่งของเหตุผลในภารกิจด่วนที่เซนและเอพริลได้รับมอบหมายแล้ว โดยไม่ว่าจะเป็ภารกิจใดๆก็แล้วแต่ มันถูกสร้างขึ้นเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ของใครสักคน หรือเพื่อสังคมใดสังคมหนึ่งอยู่เสมอ
“เรียบร้อยแล้ว อาวุธของเ้า” โทมาฮอว์กกวัดแกว่งกระบองแท่งสีดำวาวจากสีของกระดูกไรโนบูลส์ และปลายแหลมสีแดงฝั่งหนึ่งจากเล็บของบลัดวิงส์ “สวยเป็บ้าเลยแฮะ ข้าล่ะภูมิใจจริงๆ” เขาภูมิใจกับอาวุธที่ตัวเองสร้างได้อย่างหน้าตาเฉย
“สวยกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลยแฮะ” เซนกดที่ปุ่มดาวหกแฉกเพื่อให้โซลูนาร์บันทึกและสแกนอาวุธชิ้นนี้
รายละเอียดของอาวุธ: กระบองบลัดเธิร์สที (กระหายเื)
พลังโจมตี: 48
พลังป้องกันกายภาพ: 10
ความเร็ว: 50
สถานะพิเศษ: เมื่อทำการโจมตี สามารถดูดพลังกายจากศัตรูได้ 5%
เซนไม่รู้ว่าตัวเลขเ่าั้ให้ความหมายอะไรบ้าง มีแต่จะต้องลองใช้จริงดูเพื่อหยั่งวัดว่ารู้สึกอย่างไรบ้างในระหว่างที่ใช้งานอยู่ เขาควงกระบองไปมาและพบว่าเชื่อมต่อกันกับกระบองบลัดเธิร์สทีได้ในทันที เขาััมันได้ถึงความคล่องตัวที่มากขึ้นก่อนหน้านี้
อาจเป็เพราะนี่คือโลกอีกใบ หรืออาจเพราะระบบโซลูนาร์ เซนจึงสามารถทำอะไรได้มากมายทั้งที่ไม่เคยทำได้มาก่อน โดยเฉพาะความลื่นไหลต่างๆของร่างกายที่ได้ดั่งใจกว่าที่เคยเป็มา แน่นอนว่าเขาเริ่มจะสนุกกับโลกใบนี้เสียแล้ว
“ฉันพร้อมแล้ว ไปกันเถอะเอพริล”
“อื้อ!” เอพริลทำสีหน้าสดชื่นขึ้น เพราะเธอดีใจที่มีคนยอมทำภารกิจนี้
“เพิ่งมาใหม่แท้ๆ ได้เพื่อนร่วมภารกินน่ารักขนาดนั้นเลยนะนั่น ไม่ธรรมดาจริงๆ” โทมาฮอว์กพูดพลางตบแก้มตัวเองด้วยความอิจฉา
ทั้งคู่มุ่งสู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านไปไกลพอสมควร สภาพแวดล้อมโดยรวมเป็ทะเลทรายปนกับป่าเล็กๆอยู่ตามทาง ระหว่างทางนั้นเขาทั้งคู่ได้เจอกับสมุนไพรมากมายในป่ากลางทะเลทรายบางแห่ง โดยที่เอพริลพอรู้พื้นฐานบ้าง คอยอธิบายเกี่ยวกับสมุนไพรต่างๆให้กับเซนฟัง เช่น ดอกพีซันใช้สำหรับแก้พิษ หญ้านอร์บลีดใช้สำหรับห้ามเื ผลยูเซนใช้สำหรับเพิ่มความเร็วในการวิ่ง เป็ต้น หากจะมีอะไรนอกเหนือจากที่เอพริลรู้ เขาจะเก็บสมุนไพรนั้นไว้เพื่อถามเวลม่า หรือไม่ก็ระบบโซลูนาร์อีกที เพื่อการเดินทางที่ไม่ติดขัด
“เอพริลนี่รู้เื่สมุนไพรเยอะจังเลยนะ” เซนชวนคุยเล็กน้อย
“อื้ม ก็นะ มันเป็เื่ที่ฉันสนใจนี่นา”
“แล้วไหงมาใช้อาวุธอย่างธนูได้ล่ะ คนที่เชี่ยวชาญสมุนไพรที่ฉันรู้จัก เขาไม่ค่อยจะสนใจเื่อาวุธเท่าไหร่เลยนะ” เซนอ้างอิงถึงเวลม่าเล็กน้อย
--ยัยนั่นใช้กระทะรอดจากมอนสเตอร์ร้ายๆมาได้ด้วยซ้ำ
“ก็คุณพ่อฉันน่ะสิ เขาเป็เรนเจอร์สายธนูมาก่อน ฉันก็เลยถูกยัดเยียดให้ฝึกฝนเื่ธนูมาั้แ่เด็กเลยล่ะค่ะ” เอพริลก้มหน้าลงเล็กน้อย “ส่วนความรู้เื่สมุนไพร ฉันได้มาจากคุณแม่มากกว่า...ถ้าคุณแม่ยังอยู่ฉันอาจจะเป็นักสมุนไพรไปแล้วล่ะนะ”
“ขอโทษด้วยนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจน่ะ”
“อื้อ ไม่เป็ไรหรอกค่ะ เื่มันนานมากแล้ว” เธอยิ้มเล็กน้อยเพื่อให้เซนไม่คิดมาก “แล้วคุณเซนล่ะคะ มาจากเมืองไหนเหรอ? ฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลยค่ะ”
“อะ อ๋อ...ฉันมาจากที่ไกลมากๆเลยน่ะ” เซนเอาตัวรอดด้วยการตอบแบบขอไปทีไปก่อน “แต่ถึงยังงั้นฉันก็ยังใหม่มากสำหรับโลกแบบนี้นะ ยังไงก็ฝากตัวด้วยล่ะเอพริล”
“อ่า…” เอพริลอ้าปากค้าง “ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ก็ได้ค่ะ มาสู้ไปด้วยกันนะคะ!” เธอแสดงสีหน้าจริงจังขึ้นมา พลางชูมือขึ้นเหนือหัว
--เอพริลนี่น่ารักเป็บ้าเลยแฮะ
เซนแอบคิดในใจ ก่อนจะสะบัดหัวเพื่อให้เลิกคิดฟุ้งซ่านและมีสมาธิกับการเดินทางต่อ จนกระทั่งพบกับสิ่งที่ไม่อยากจะพบจนได้
“ชู่ว...หยุดก่อนเอพริล” เซนโบกมือด้านหลังให้เอพริลหลบไปซ่อนตัวตรงโขดหินใกล้ๆ “ไม่นึกว่าจะเจอพวกมันแถวนี้ซะได้” เซนค่อยๆโยกตัวไปหลบหลังหินข้างๆเอพริลเช่นกัน
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเขาไม่ใช่ใครอื่น ‘เมียร์คีธแม่ลูก’ นั่นเอง เอกลักษณ์รอยบากแผลเป็ที่หน้าผากของมันคือสิ่งที่เซนจำได้แม่น
เซนเพิ่งรู้เอาก็ตอนนี้แหละ ว่ามันทั้งสองเป็มอนสเตอร์กินแมลงเล็กๆ แม้กระทั่งอยู่ในสภาพแวดล้อมกึ่งทะเลทรายแบบนี้มันก็ยังสามารถหากินได้
เมียร์คีธตัวแม่คอยใช้จะงอยปากทิ่มแมลงจนมันหยุดดิ้น แล้วส่งให้ลูกมันกินอยู่เนืองๆ จนกระทั่งเมียร์คีธตัวแม่เดินห่างออกจากลูกมากเกินไป
เงาของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งคลืบคลานเข้าใกล้เมียร์คีธตัวลูกโดยไม่รู้ตัว เสียงเหนอะหนะจากของเมือกเหลวๆเลอะไปตลอดเส้นทางที่มันย่างเยื้องเข้าไป
“ฝ่อววววววว” เสียงร้องของมันช่างบ่งบอกถึงความชั่วร้ายตามธรรมชาติของมัน ทันใดนั้น มันะโอย่างรวดเร็วเพียงพริบตาเดียวเข้ารัดเมียร์คีธลูกด้วยหนวดอันเหนอะหนะของมันจนมิดเสียมองไม่เห็นเมียร์แคธน้อยเลย
“แก๊ซซซซ แก๊ซซซซ!”
“ฝ่อวววววว!!”
ทั้งสองขับเคี่ยวกันระหว่างเมียร์คีธน้อยที่ะโเรียกแม่ และมอนสเตอร์สุดโฉดอย่างสควิดเดอร์ที่กำลังโรมรันพันตู หมายเอาให้ตายกันไปข้าง
เซนและเอพริลเห็นเหตุการณ์นั้นเข้าโดยบังเอิญ ระหว่างที่เซนกำลังลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาหันไปเห็นเอพริลยืนขึ้นพ้นโขดหินไปนิดหน่อยเพื่อง้างคันธนูจนสุดแขน แม้เธอจะอยู่ในสีหน้าที่ไม่มั่นใจนั้น แต่เธออยู่ในสถานะพร้อมยิงแล้ว
‘ปึ้ก!!’ ลูกธนูปักเข้าที่หัวของสควิดเดอร์เต็มเปาในนัดเดียว
“ฝ้อววววววว!!!” มันร้องโอดครวญและปล่อยเ้าเมียร์คีธน้อยในทันที แล้วหนีไปยังทิศตะวันตกอย่างรวดเร็ว
‘ปึ้ก!!’ แม้มันจะอยู่ไกลออกไป แต่ลูกธนูอีกลูกหนึ่งปักเข้าที่หัวของสควิดเดอร์เต็มๆอีกแล้ว
เซนไม่รู้จะตะลึงอันไหนก่อนดี ระหว่างความแม่นยำของเอพริล หรือความทนทายาทของสควิดเดอร์ที่โดนลูกธนูเข้าหัวไปถึงสองดอกแต่ยังไม่หยุดวิ่ง
“เสียดายนะคะที่ฉันไม่ได้แม่นขนาดนั้น” เอพริลถอนหายใจ
“ไม่แม่นยังไง เธอยิงโดนหัวมันตั้งสองนัดรวดเนี่ยนะ?!”
“มันก็แค่โดนหัวน่ะ แต่สมองที่เป็จุดตายของพวกมันเล็กเกินไปที่ฉันจะยิงโดนน่ะค่ะ”
“โห ถ้าสมองของมันเล็กขนาดนั้น ฉันจะเอากระบองฟาดมันโดนมั้ยนะ”
“เราถึงต้องะเิพวกมันให้หมดยังไงล่ะคะ” เมื่อเอพริลอยู่ในโหมดจริงจัง เธอก็ดูแข็งแกร่งขึ้นมาถนัดตา
“ว่าแต่ มันหนีไปไหนแล้วล่ะนั่น”
“ที่ๆมันจะไป ฉันเคยได้ยินว่ามันอยู่เป็แหล่งน้ำล่ะค่ะ ฉันถึงได้เตรียมฟองน้ำดิ่งมาด้วยไงล่ะคะ”
ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะเลือกทางไปต่อ เมียร์คีธตัวแม่ก็โผล่ออกมาข้างหลังของทั้งสองคนอย่างไม่ทันตั้งตัว และคนที่ใมากที่สุดกลับเป็ลูกผู้ชายอย่างเซน ที่ถูกรุกรานมานับครั้งไม่ถ้วน
“เหวอออ!!” เซนร้องเสียงหลงเมื่อเห็นว่าเมียร์คีธตัวั์เอาหน้าเอามาใกล้เอพริล
ปรากฏว่าสิ่งที่เ้าเมียร์คีธตัวแม่ทำนั้นไม่ใช่การรุกรานอย่างที่เซนคิด มันก้มหัวในท่าทีขอบคุณ
“คงเป็เพราะเราช่วยลูกมันไว้ล่ะมั้งคะ” เอพริลพูดพลางเก็บคันธนูไว้ข้างหลัง
“ก็อาจเป็ไปได้ ต้องขอบใจเธอเหมือนกันล่ะนะเอพริล ปกติเ้านี่มันไม่ค่อยจะญาติดีกับฉันเท่าไหร่หรอก” เซนพูดพร้อมทั้งถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่วันนี้ไม่ต้องวิ่งให้เหนื่อย
แล้วเมียร์คีธแม่ลูกก็เดินไปอยู่ข้างหน้าทั้งสองคน พร้อมผงกหัวไหวๆแล้วร้องเบาๆให้สัญญาณบางอย่าง
“ฉันว่ามันหมายถึงให้ตามมันไปล่ะค่ะ”
“งั้นเหรอ น่าสนใจดีนี่”
เซนหยิบดาวหกแฉกขึ้นมาดูเนื่องจากระบบโซลูนาร์ได้บันทึกข้อมูลภารกิจไว้แล้ว ก็น่าจะมีตัวช่วยอะไรบ้างที่จะช่วยให้เขาไปสู่ภารกิจได้ ปรากฏว่ามันได้แสดงทิศทางไปยังแม่ลูกเมียร์คีธที่อยู่ตรงหน้า แถมยังเป็สีเหลือง นั่นหมายความว่าเขาใกล้ถึงที่หมายเต็มทีแล้ว!
สภาพแวดล้อมเริ่มเปลี่ยนจากทราย กลายเป็เขตป่าชุ่มชื้นมากขึ้น โดยส่วนใหญ่จะมีพื้นเป็หินที่ไม่สม่ำเสมอกันมาก รอยเมือกนั้นมีอยู่ตลอดทาง เสียงน้ำตกเข้าใกล้หูของทั้งสองคนเรื่อยๆ
“แก๊ซซซ!!” เมียร์คีธตัวแม่ร้องเบาๆ ก่อนจะก้มหัวราวกับจะกล่าวขอบคุณ แล้วเดินไปพร้อมลูกน้อย มันคงมาส่งทั้งสองคนได้เพียงเท่านี้ ที่เหลือคือหน้าที่ของเซนและเอพริลที่จะกำจัดพวกมัน
ทั้งสองคนคอยซุ่มดูอยู่ห่างๆ เขาทั้งคู่เริ่มเห็นส่วนของน้ำตกใหญ่แห่งหนึ่งแล้ว รวมถึงพวกสควิดเดอร์ไม่ต่ำกว่าสิบตัวที่ลากเอาซากสัตว์ และมอนสเตอร์ตัวเล็กๆเข้าไปยังถ้ำซ่อนที่อยู่หลังน้ำตกใหญ่นั้น มันอาจรังที่เซนตามหา และเพื่อความแน่ใจ เซนจึงตรวจสอบที่ดาวหกแฉกอีกครั้ง มันแสดงทิศทางไปยังที่นั่นจริงๆ และสัญญาณของมันเป็สีเขียวปนเหลืองแล้ว ซึ่งนั่นหมายถึงเขาต้องเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด
เซนกับเอพริลวางแผนไว้ว่าหากเป็ไปได้ ภารกิจนี้ควรจะทำให้เงียบที่สุดโดยที่พวกมันไม่รู้ตัว ไม่เช่นนั้นอาจจะต้องรับบทหนัก หรืออาจอันตรายมากเกินไปที่จะวางะเิจนเสี่ยงที่จะภารกิจล้มเหลวได้ ฉะนั้นการสะกดรอยจึงเป็ทางเลือกแรกที่เขาทั้งคู่ตัดสินใจร่วมกันแล้ว
“เอาล่ะ ฉันจะค่อยๆย่องเข้าไปก่อนนะ เอพริลอยู่ตรงนี้ คอยยิงคุ้มกันให้ฉันก็แล้วกันถ้าจำเป็”
“รับทราบค่ะ” เอพริลรับคำอย่างดีพร้อมถือคันธนูในท่าเตรียมพร้อม
เซนรุดหน้าไปก่อนเล็กน้อย โดยเขากำลังหาจังหวะที่ดีในการเข้าถ้ำอยู่ อีกเพียงระยะประมาณห้าเมตรเท่านั้นจะถึงทางเข้าปากถ้ำเพื่อไปสำรวจว่าจะเริ่มยังไงดี
เขากวักมือให้สัญญาณกับเอพริล เธอจึงค่อยๆเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเพื่อไปให้ถึงจุดหมายเดียวกันนั่นคือปากถ้ำ
ระหว่างที่เอพริลค่อยๆเคลื่อนตัวตามช่องว่างนั้น มีอะไรบางอย่างมาสะกิดที่ขาของเซนขณะที่เขากำลังนั่งยองๆเพื่อซุ่มดูทางข้างหน้า
“ถึงเร็วดีจังนะเอพริล เอาล่ะอีกจังหวะเดี๋ยวเราน่าจะเข้าถ้ำได้สบาย” เขากระซิบเบาๆ แต่ไม่มีเสียงตอบรับสักพักหนึ่ง จนกระทั่งเขาหันไปเพื่อทบทวนข้อความอีกครั้ง
กว่าจะรู้ตัว เซนก็ถูกเ้าสควิดเดอร์ใช้หนวดคลุมหน้า แขนทั้งสองข้าง และปากเสียแล้ว แน่นอนว่าเขาไม่อาจมองเห็น ขยับแขน และพูดสื่อสารกับเอพริลได้อีกแล้ว
--เฮ้ย...นี่มันสควิดเดอร์ตัวที่ธนูปักหัวนี่หว่า ซวยแล้ว!