ผู้พิทักษ์คนสุดท้าย

    มนุษย์ปีศาจเคลื่อนไหว

            แม้การที่องค์หญิงใหญ่สามารถเข้าร่วมกับภูเขาเซียนตูที่มีเซียนกระบี่เป็นเจ้าขุนเขาแถมศิษย์พี่ของเมิ่งเจี้ยนเฉินก็เป็นเซียนกระบี่ที่สามารถทำให้สามสำนักไม่กล้าเอ่ยปากอะไรแม้แต่ครึ่งคำยามอยู่ต่อหน้าอีกฝ่ายฮ่องเต้ก็อารมณ์ดีขึ้นมาบ้างแต่ทันใดนั้นเองทหารนายหนึ่งก็วิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าแตกตื่น

            “แย่แล้วฝ่าบาทท่านรองแม่ทัพที่เฝ้ารอบๆลำธารที่มีสัตว์ปีศาจซ่อนตัวอยู่เสียชีวิตแล้ว”

            “อะไรนะนี่มันเกิดอะไรขึ้น” ฮ่องเต้สีหน้าแตกตื่นรองแม่ทัพเป็นถึงขอบเขตห้าที่แข็งแกร่งคนหนึ่งจะตายได้ง่ายๆได้อย่างไร

            “ไม่เพียงแค่นั้นทหารที่เฝ้าอยู่ทั้งหมดล้วนไม่รอดพวกเราพบว่ามีกลิ่นอายปีศาจอยู่ตามศพ”

            “มนุษย์ปีศาจแย่แล้วพวกสามสำนักจะมาถึงตอนไหน” ใบหน้าของฮ่องเต้ซีดขาว

            “อย่าเร็วก็อีก1 วันอย่างช้าก็อีกสองวัน”

            “ช้าเกินไปหากศัตรูเริ่มลงมือเลยเกรงว่าแค่ราชวงศ์ก็ไม่น่าจะเพียงพอจะต้านรับหายนะนี้ได้”ฮ่องเต้ขบคิดก่อนจะตัดสินใจ

            “ช่วยเรียกเซียนกระบี่เฉินมาพบข้าหน่อยด้วยพลังของเขาน่าจะพอรู้วิธีจัดการกับมนุษย์ปีศาจตนนี้ได้บ้างอย่างน้อยก็ถ่วงเวลาได้ก็ยังดี”ฮ่องเต้กล่าว

            ขณะเดียวกันเมิ่งเจี้ยนเฉินที่นั่งอยู่ในร้านอาหารข้างทางในเมืองหลวงกับพวกถิงจี้หญิงสาวคนหนึ่งก็เดินมานางยังสวมชุดสีดำรัดรูปเหมือนตอนอยู่ในงานประลองใบหน้าคมคายแม้จะไม่ได้งดงามล่มเมืองแต่กลับโดดเด่นและมีเสน่ห์ไปอีกแบบ

            “ได้เวลาทำตามสัญญาแล้ว”นางกล่าว

            “ยังไม่ใช่ตอนนี้”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “เจ้าคิดจะผิดคำพูดงั้นเหรอ”หญิงสาวขมวดคิ้ว

            “ไม่ใช่แต่เจ้าสัมผัสไม่ได้เหรอว่ากำลังเกิดเรื่องใหญ่” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “หมายความว่ายังไง”หญิงสาวกล่าว

            “ก่อนอื่นเจ้าแนะนำตัวเองก่อนแล้วข้าจะบอกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ฟังไม่งั้นหากไม่ระวังต่อให้เป็นเจ้าก็อาจจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “.......”หญิงสาวขมวดคิ้วแต่เมื่อสัมผัสได้ว่าบรรยายกาศรอบตัวของเมิ่งเจี้ยนเฉินค่อนข้างจะตรึงเครียดและระวังตัวนางจึงเริ่มเชื่อแล้ว

            “หรานซีคือนามของข้า” หรานซีกล่าว

            “มาจากสายที่หนึ่งหรือสองละ”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “อย่าเอาข้าไปรวมกับขยะสายที่สอง”หรานซีเค้นเสียง

            “เป็นสายที่หนึ่งสินะเอาละข้าคงไม่ต้องแนะนำตัว ส่วนสหายของข้าถิงจี้และพวกนางคือหลิงเอ๋อและจินหยูเป็นภูติ”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “บอกเรื่องสำคัญมาได้แล้ว”หรานซีกล่าว

            “เป็นผู้หญิงที่ปากร้ายจริงๆ”ถิงจี้กระซิบกับพวกหลิงเอ๋อทั้งสามคนมองหรานซีและส่ายหน้าสำหรับพวกเขาหรานซีไม่มีเสน่ห์เลย

            “เจ้าสัมผัสถึงปราณปีศาจเมื่อไม่นานมานี้ไม่ได้งั้นเหรอ”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “ตอนนั้นข้ากำลังทำสมาธิปิดกั้นโลกภายนอกจึงไม่รู้สึกถึงอะไร”หรานซีกล่าว

            “เช่นนั้นข้าจะบอกสิ่งที่ข้าเจอให้กับเจ้าฟัง”เมิ่งเจี้ยนเฉินเล่าทุกอย่างให้อีกฝ่ายฟังหลังจากฟังจบสีหน้าของหรานซีก็จริงจัง

            ตัวตนอย่างมนุษย์ปีศาจเป็นสิ่งที่ทำให้ลัทธิเต๋าต้องปวดหัวมากจริงๆไม่ว่าจะจัดการอย่างไรก็ไม่หมัดเพราะจิตใจที่อ่อนแอของมนุษย์มักจะถูกปราณปีศาจครอบงำและเปลี่ยนเป็นมนุษย์ปีศาจได้ง่าย

            “แล้วเป้าหมายของพวกมันละ”หรานซีกล่าว

            “ใครจะรู้ข้าเองก็ไม่ได้ตรวจสอบต่อเพราะมันอันตรายเกินไป หากข้าอยู่ขอบเขตถ้ำสวรรค์คงจะลงมือไปแล้วแต่นี่”เมิ่งเจี้ยนเฉินแค่โบกมือแสดงให้เห็นว่าด้วยพลังของตนในตอนนี้เข้าไปสืบก็เท่ากับหาเรื่องตาย

            “ขี้ขลาด”หรานซีเค้นเสียง

            “เจ้าจะว่าท่านเซียนไม่ได้หากเป็นเจ้าจะกล้าเข้าไปหาเรื่องตายงั้นเหรอ”จินหยูกล่าว

            “หืม”หรานซีถลึงตาใส่ทำให้จินหยูหวาดกลัวหดคอกอดแขนของเมิ่งเจี้ยนเฉินเอาไว้แน่น

            “ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าโกรธเกลียดอะไรข้าแต่ว่าข้าเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเช่นกันย่อมมีขีดจำกัดอยู่หวังว่าเจ้าจะไม่ล้ำเส้นมากจนเกินไป”เมิ่งเจี้ยนเฉินยิ้มและมองอีกฝ่ายแต่แววตาของเมิ่งเจี้ยนเฉินถึงกับส่องประกายสีทองจางแวบหนึ่งแล้วหายไป

            แต่เสี่ยววินาทีนั้นวิญญาณของหรานซีก็เหมือนกับได้พบตัวตนอันสูงส่งวิญญาณสั่นไหวด้วยความกลัวอย่างถึงที่สุดเหงื่อไหลออกมาเต็มใบหน้าของนาง

            เมิ่งเจี้ยนเฉินไม่ได้รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นกับอีกฝ่ายและทานอาหารต่อไปทันใดนั้นเองพวกทหารก็วิ่งเข้ามา

            “ท่านเซียนกระบี่ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านเซียนเข้าพบเดี๋ยวนี้”

            “เกิดอะไรขึ้น”เมิ่งเจี้ยนเฉินขมวดคิ้ว

            “เอ่อมนุษย์ปีศาจเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว” ทหารเข้ามากระซิบข้างๆเมิ่งเจี้ยนเฉิน

            “ตกลง”เมิ่งเจี้ยนเฉินหรี่ตาลง

            กลุ่มของเมิ่งเจี้ยนเฉินติดตามทหารเข้ามาในวังหลวงตรงไปหาฮ่องเต้โดยตรงในห้องไม่มีพวกขุนนางมีแต่ราชครูและผู้นำของเหล่าแม่ทัพที่อยู่เพราะสถานการณ์นี้พวกขุนนางล้วนแต่ไร้ประโยชน์

            “ต้องขออภัยที่ลากท่านเซียนกระบี่เข้ามายุ่งด้วย”ฮ่องเต้ไม่ได้นั่งอยู่บนบัลลังก์แต่ยืนอยู่ด้านล่างกับพวกราชตรูเมื่อเห็นพวกเมิ่งเจี้ยนเฉินก็รีบเข้าไปทักทาย

            “การปรากฏตัวของมนุษย์ปีศาจล้วนแต่เป็นหายนะและเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องลงมือ”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “เซียนกระบี่เฉินมีจิตใจเช่นนี้วันหน้าย่อมประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน”ราชครูกล่าว

            “เซียนกระบี่เฉินได้ฟังรายงานจากพวกทหารแล้วใช่หรือไม่”แม่ทัพกล่าว

            “อืมข้าได้ฟังมาแล้วเห็นว่ามนุษย์มารโผล่ออกมาสังหารทหารและรองแม่ทัพไปทั้งหมดเลยสินะ”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “ถูกต้องตอนนี้ข่าวลือเริ่มกระจายออกไปแล้วพวกเราไม่อาจปิดเรื่องนี้เอาไว้ได้อีก”แม่ทัพกล่าว

            “แต่ก็ดีกว่าปิดเอาไว้แล้วเกิดเรื่องจนพวกชาวบ้านไม่อาจตั้งตัวทัน”ถิงจี้กล่าว

            “ตอนนี้เมืองหลวงกำลังออกคำสั่งไปยังขุนนางในเมืองหลวงให้ช่วยกันส่งทหารออกมาปกป้องชาวบ้านอย่างสุดกำลัง”ราชครูกล่าว

            “ข้ามีคำถามที่แคว้นโจวมนุษย์ปีศาจปรากฏตัวบ่อยหรือไม่” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “ไม่อย่างแน่นอนตามการบันทึกร้อยปีมานี้ปรากฏแค่ 2ครั้งและทุกครั้งก็สามารถจัดการได้ก่อนจะเกิดเรื่องใหญ่แต่ครั้งนี้น่าจะเป็นปัญหามากที่สุด”ฮ่องเต้กล่าว

            “เช่นนั้นก็แปลกแล้วที่จริงตอนข้าอยู่บนเขาลูกหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากเมืองหยางโจวก็พบกับมนุษย์ปีศาจตนหนึ่งเช่นกัน”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “เอ๋มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ” ถิงจี้ตกใจ

            “ใช่แล้วคุณชายเป็นคนลงมือสังหารมนุษย์ปีศาจด้วยตัวเอง”หลิงเอ๋อยืดอกกล่าวขึ้นด้วยท่าทางภูมิใจ

            “เมื่อไหร่”ใบหน้าของราชครูตื่นตระหนก

            “หากนับเวลาจริงๆน่าจะราวๆ10 วันที่แล้ว” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “เป็นไปไม่ได้การที่มีมนุษย์ปีศาจปรากฏตัวขึ้นสองตนในเวลาแค่นี้” แม่ทัพเองก็เริ่มหวาดกลัวในใจแล้ว

            “เกรงว่าแคว้นโจวของพวกเจ้ากำลังเจอกับหายนะแล้ว”หรานซีที่เงียบอยู่ตลอดกล่าว

            “ท่านเซียนคือ”ฮ่องเต้มองไปยังอีกฝ่ายรู้สึกคุ้นตาแต่ก็นึกไม่ออก

            “นางเป็นศิษย์ของลัทธิเต๋าความรู้ของนางน่าจะมากกว่าข้า”เมิ่งเจี้ยนเฉินมองไปยังหรานซีบอกเป็นนัยให้อธิบายให้คนอื่นรู้ด้วย

            “การที่มีมนุษย์ปีศาจปรากฏสองตัวขึ้นในเวลาเดียวกันส่วนใหญ่มักจะมีการวางแผนการใหญ่เอาไว้อย่างเช่นเมื่อหลายปีก่อนมีแคว้นขนาดเล็กแห่งหนึ่งล่มสลายลงในเวลาแค่คืนเดียวหลายคนรู้เพียงว่าเป็นภัยพิบัติหรือทัณฑ์สวรรค์แต่ความจริงแล้วคือฝีมือของมนุษย์ปีศาจพวกมันวางค่ายกลทั่วแคว้นและหลอมวิญญาณของผู้คนในแคว้นสร้างเป็นเม็ดยาโลหิตและเม็ดยาวิญญาณขึ้นมา”หรานซีกล่าว

            “อะไรกัน”ร่างของฮ่องเต้ถึงกับอ่อนแรงจนเกือบล้ม

            “แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรอีกฝ่ายแอบวางค่ายกลเอาไว้ตรงจุดไหนบ้าง”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “ต้องใช้ปรมาจารย์ด้านวิถียันต์และค่ายกลในการตรวจสอบแต่จากสถานการณ์ตอนนี้เกรงว่าไม่มีประโยชน์ที่จะหาค่ายกลจุดอื่นพวกเราควรจะหาค่ายกลที่ซ่อนเอาไว้ในเมืองหลวงแห่งนี้ให้เจอและทำลายไปซะขอแค่ทำลายค่ายกลที่อยู่ในเมืองหลวงได้ค่ายกลอื่นๆก็จะไม่ทำงานเพราะค่ายกลหลักจะต้องอยู่ในเมืองหลวงแน่”หรานซีกล่าว

            “ข้าพอจะรู้วิชายันต์ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถมองเห็นค่ายกลที่ซ่อนอยู่ได้แต่ผู้ใช้อย่างน้อยก็ต้องมีความรู้เรื่องค่ายกลหรือยันต์เล็กน้อย”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “ข้าจะเรียกรวมตัวผู้ที่มีความรู้ทั้งสองด้านมาทั้งหมด”ราชครูและแม่ทำต่างรีบออกไปทันที

            “ฝ่าบาทข้าต้องการวัตถุดิบในการสร้างยันต์บนตัวข้ามีของไม่พอ”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “ใครก็ได้เข้ามาเดี๋ยวนี้”ฮ่องเต้รีบให้คนของตนไปนำแผ่นกระดาษยันต์และหมึกพู่กันครบชุดมามอบให้เมิ่งเจี้ยนเฉิน

            เมิ่งเจี้ยนเฉินมองไปยังหรานซีเป็นนัยสอบถามว่านางมีความรู้เรื่องยันต์หรือไม่

            “ข้าไม่เชี่ยวชาญด้านยันต์ส่วนค่ายกลข้าก็รู้แค่ค่ายกลกระบี่เท่านั้น”หรานซีกล่าว

            “สุดท้ายก็เป็นข้าคนเดียวสินะ”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            เมิ่งเจี้ยนเฉินจัดของไว้บนโต๊ะจากนั้นก็ทำสมาธิครู่หนึ่งจึงเริ่มวาดยันต์การวาดยันต์ของเมิ่งเจี้ยนเฉินเร็วมากลายมือเรียบร้อยและงดงามหมดจดอย่างถึงที่สุด

            “ชายคนนี้ทำได้ทุกอย่างเลยจริงๆงั้นเหรอ”หรานซีมองยันต์ที่วาดเสร็จแล้วก็พอจะมองออกว่ามีคุณภาพยอดเยี่ยมแม้วัสดุจะมีระดับต่ำแต่กลับทำออกมาได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเป็นผู้มีความสามารถระดับสูงแล้ว

            หลังจากนั้นไม่นานราชครูและแม่ทัพก็พากลุ่มคนจำนวนมากติดตามาด้านหลังพวกเขาแต่ละคนล้วนแต่เป็นผู้มีความรู้ด้านค่ายกลและยันต์ในเมืองหลวง

            “นำยันต์พวกนี้ไปแจกจ่ายให้กับพวกเขาแล้วกระจายกันไปตามสถานที่ต่างๆส่วนผู้ที่มีความรู้ด้านยันต์คงจะรู้วิธีใช้งานยันต์คืนความจริงนี้ได้ไม่ยาก”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            ขณะที่กลุ่มคนเดินมาหยิบยันต์ไปคนละแผ่นแต่ทันใดนั้นเองเมิ่งเจี้ยนเฉินก็สีหน้าเปลี่ยนไปเพราะอยู่ๆชายคนหนึ่งที่กำลังหยิบยันต์บนโต๊ะก็เผยจิตสังหารตบฝ่ามือมายังตน

            “เมิ่งเจี้ยนเฉิน”ถิงจี้ตื่นตระหนกและพุ่งเข้าไป

            เมิ่งเจี้ยนเฉินยื่นฝ่ามือออกไปปะทะกับอีกฝ่ายทำให้ร่างของฝ่ายหลังกระเด็นออกไปถิงจี้ไม่รอช้าใช้หมัดของตนชกไปที่หน้าอกของอีกฝ่ายทำให้ร่างของอีกฝ่ายกระเด็นชนกำแพง

            แม่ทัพเองก็พุ่งเข้าไปหักแขนขาของอีกฝ่ายทันทีแต่พริบตาปราณปีศาจก็พุ่งออกมาจากร่างชายหนุ่มดวงตากลายเป็นสีแดงฉานพุ่งเข้าหาเมิ่งเจี้ยนเฉินอีกครั้ง

            “บ้าเอ้ย”แม่ทัพกัดฟันใช้พลังของตนทุบไปยังร่างของชายหนุ่มที่เป็นคนของหน่วยทหารของตัวเองจนร่างแหลกละเอียด

            “นี่มันเกิดอะไรขึ้น”ฮ่องเต้สีหน้าตกใจ

            “ไม่คิดว่ามนุษย์ปีศาจจะซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มคนของเมืองหลวงแล้ว”ราชครูสีหน้าเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด

            “ก่อนอื่นข้าขอตรวจสอบพวกเจ้าก่อน”เมิ่งเจี้ยนเฉินนำแผ่นยันต์ปราณหยางออกมาก่อนจะกระตุ้นยันต์

            พริบตาแผ่นยันต์ก็ส่องสว่างลอยไปหาหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังของกลุ่มพริบตาออร่าบนร่างของนางก็ปรากฏความชั่วร้าย

            หรานซีไม่รอช้าปราณกระบี่เส้นหนึ่งพุ่งทะลวงร่างของนางสังหารหญิงสาวคนนั้นในทันที

            “นี่!!!!!”พวกราชครูยิ่งตกใจถึงกับยังมีอีกคนเห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ค่อนข้างหนักกว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้มาก 

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์คนสุดท้าย ที่คุณอ่าน